บทที่ 11 ตอนที่ 11 สัญญาที่ไม่มีใครเชื่อมั่น
ตอนที่ 11
สัญญาที่ไม่มีใครเชื่อมั่น
กลิ่นชาร้อนลอยอบอวลอยู่ในห้องทำงานชั้นสูงสุดของอาคารสำนักงาน ท่ามกลางแสงไฟสีขาวนวลและกองเอกสารที่วางซ้อนกันเป็นชั้นสูงบนโต๊ะทำงาน ชวินทร์นั่งนิ่งอยู่หลังโต๊ะตัวใหญ่ ดวงตาคมไล่อ่านตัวเลขบนรายงานการเงินทีละบรรทัด แต่สมาธิส่วนหนึ่งกลับวกกลับไปยังกล่องชาซึ่งวางอยู่ข้างคอมพิวเตอร์ กล่องชาจากไร่ของมัทนี
สิ่งเล็ก ๆ เพียงกล่องเดียวดูไม่เข้ากับห้องทำงานที่เต็มไปด้วยเอกสารหนี้สิน สัญญาเงินกู้ และรายงานยอดขายที่แดงเถือกแทบทุกหน้า ทว่ามันกลับเป็นสิ่งเดียวในห้องซึ่งทำให้เขารู้สึกว่าบริษัทอาจยังมีทางรอด
เขาชงชาจากตัวอย่างที่มัทนีให้มาเป็นครั้งที่สามในคืนนั้น ความหอมสดชื่นของยอดชาอ่อนช่วยให้ความเหนื่อยล้าจากการไม่ได้นอนเต็มตาหลายคืนเบาบางลงเล็กน้อย แต่ความหนักอึ้งในอกไม่ได้หายไป
เอกสารหนี้สำคัญหายจากห้องเก็บข้อมูล กล้องวงจรปิดถูกปิดในเวลาที่พอดีเกินไป และคำสั่งซ่อมบำรุงมาจากสำนักงานรองประธาน
ทุกอย่างชี้ไปในทิศทางที่ชวินทร์ไม่อยากเชื่อ แต่ยิ่งปฏิเสธ ความจริงก็ยิ่งเหมือนเงาดำที่เดินตามหลังเขาเข้ามาใกล้ขึ้นทุกขณะ
เสียงเคาะประตูดังขึ้นเบา ๆ ก่อนผู้ช่วยจะเปิดเข้ามาพร้อมแฟ้มเอกสารชุดใหม่
“สำเนาจากธนาคารยังไม่ได้ครบทั้งหมดครับ แต่เท่าที่ได้มา ตัวเลขหนี้บางฉบับไม่ตรงกับรายงานที่ฝ่ายการเงินส่งให้เรา มีสัญญาเงินกู้สองฉบับซึ่งระบุวัตถุประสงค์เป็นการขยายคลังสินค้า แต่จากการตรวจสอบเบื้องต้น โครงการนั้นไม่เคยเริ่มก่อสร้างจริง”
ชวินทร์รับเอกสารมาอ่าน ดวงตาเย็นลงเมื่อเห็นลายเซ็นอนุมัติในสำเนาสัญญา
“เก็บเรื่องนี้ไว้ก่อน ห้ามส่งต่อให้ฝ่ายใดในบริษัทจนกว่าผมจะสั่ง พรุ่งนี้เรามีประชุมเรื่องโครงการชา ผมต้องการให้ทุกคนเห็นตัวเลขขาดทุนของธุรกิจเดิมแบบชัดเจน ไม่มีการแต่งรายงาน ไม่มีการใช้คำสวย ๆ เพื่อกลบความจริง”
“ครับ แต่ผมคิดว่าคุณประภาสคงคัดค้านหนักมาก และกรรมการหลายคนก็มองว่าโครงการนี้เสี่ยงเกินไป”
“ถ้าไม่มีใครกล้าเสี่ยง บริษัทก็ไม่ต้องรอล้มในอีกหกเดือนหรอก มันกำลังล้มอยู่แล้ว เพียงแต่ทุกคนยังทำเหมือนไม่เห็นเท่านั้นเอง”
ชวินทร์ปิดแฟ้มลง ก่อนหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา ข้อความล่าสุดที่เขาส่งหามัทนียังปรากฏอยู่บนหน้าจอ
‘พรุ่งนี้ผมจะนำโครงการเข้าที่ประชุม หากคุณสะดวก ผมอยากให้คุณมาชี้แจงข้อมูลด้านการผลิตด้วยตัวเอง’
เขารู้ว่าการให้มัทนีเข้ามาในห้องประชุมของบริษัทอาจไม่ใช่เรื่องง่าย ผู้บริหารเหล่านั้นคุ้นเคยกับการมองตัวเลขบนกระดาษมากกว่ามองมือของคนปลูกชา และยิ่งมัทนีเป็นคนตรง ไม่ยอมอ่อนข้อให้ใคร เขายิ่งแน่ใจว่าจะเกิดแรงปะทะแต่หากโครงการนี้ต้องเริ่มต้นบนความไม่ไว้วางใจ เขาอยากให้ทุกอย่างเปิดเผยตั้งแต่แรกไม่นาน ข้อความตอบกลับก็ปรากฏขึ้น
‘ฉันไปได้ค่ะ แต่ฉันจะพูดตามความจริงทั้งหมด ถ้าเงื่อนไขของบริษัทคุณไม่เป็นธรรม ฉันจะปฏิเสธต่อหน้าทุกคนเหมือนกัน’
ชวินทร์อ่านข้อความนั้นแล้วเผลอยิ้มบาง ๆ เป็นรอยยิ้มที่เกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว สมกับเป็นเธอจริง ๆ
เช้าวันต่อมา ห้องประชุมใหญ่ของบริษัทเต็มไปด้วยบรรยากาศตึงเครียด กรรมการและผู้บริหารระดับสูงนั่งประจำที่พร้อมแฟ้มรายงานตรงหน้า บางคนพูดคุยกันเสียงเบา บางคนมองจอภาพซึ่งแสดงหัวข้อการประชุมด้วยสีหน้าไม่เห็นด้วยตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่ม
“โครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชาเขียวเพื่อส่งออก”
เพียงหัวข้อก็ทำให้หลายคนถอนหายใจแล้ว
ประภาสนั่งอยู่ด้านข้างโต๊ะประชุม สีหน้าสงบนิ่ง ทว่าดวงตาเต็มไปด้วยการประเมิน เขาไม่ได้แสดงอาการไม่พอใจชัดเจน แต่ทุกคนในห้องรู้ดีว่าเขาคือคนที่คัดค้านโครงการนี้มากที่สุด
เมื่อชวินทร์เดินเข้ามา ทุกเสียงเงียบลงทันที ชายหนุ่มอยู่ในชุดสูทสีเข้ม ใบหน้าสุขุมจนแทบไม่มีใครอ่านความรู้สึกได้ เขาวางแฟ้มเอกสารลงตรงหัวโต๊ะแล้วกวาดสายตามองคนทั้งหมดอย่างช้า ๆ
“ก่อนจะเริ่ม ผมต้องขอให้ทุกท่านเปิดรายงานหน้าที่สามสิบสอง เป็นตัวเลขผลประกอบการของธุรกิจนำเข้าสินค้าพรีเมียมตลอดสามปีที่ผ่านมา ตัวเลขที่ท่านเห็นไม่ใช่การคาดการณ์ แต่เป็นผลขาดทุนจริงหลังหักค่าใช้จ่ายทั้งหมดแล้ว”
กรรมการคนหนึ่งขยับแว่นแล้วเอ่ยขึ้นทันที
“ตัวเลขพวกนี้ผันผวนตามเศรษฐกิจได้ครับท่านประธาน ธุรกิจนำเข้าเป็นภาพลักษณ์ของบริษัทเรามานาน หากตัดสินใจเปลี่ยนทิศทางเร็วเกินไป ลูกค้าเดิมอาจสูญเสียความเชื่อมั่น และที่สำคัญ บริษัทของเราไม่เคยทำธุรกิจเกษตรแปรรูปมาก่อน”
“เพราะไม่เคยทำ ไม่ได้หมายความว่าทำไม่ได้ครับ แต่ถ้าเรายังฝืนทำธุรกิจเดิมทั้งที่ขาดทุนต่อเนื่อง นั่นต่างหากคือการเดินเข้าหาทางตันโดยสมัครใจ”
ชวินทร์ตอบเรียบ ๆ ก่อนกดรีโมตเปลี่ยนภาพบนจอเป็นกราฟแสดงยอดขายที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง
“ต้นทุนนำเข้าสูงขึ้น ค่าเงินบาทผันผวน ค่าขนส่งเพิ่มขึ้น และพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป สินค้าหลายตัวที่เราเคยผูกขาด ตอนนี้มีคู่แข่งเข้ามาทำตลาดในราคาต่ำกว่าเราเกือบยี่สิบเปอร์เซ็นต์ เรากำลังจ่ายเงินจำนวนมหาศาลเพื่อรักษาภาพลักษณ์ว่าเราเป็นบริษัทนำเข้าสินค้าหรู ทั้งที่ความจริงบริษัทไม่มีเงินพอจ่ายหนี้ระยะสั้นด้วยซ้ำ”ประโยคนั้นทำให้ห้องประชุมเงียบกริบ
ประภาสเอนหลังพิงเก้าอี้ ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงสุขุม
“อาเห็นด้วยว่าธุรกิจเดิมมีปัญหา แต่การแก้ด้วยการเปลี่ยนไปขายชา อาจทำให้บริษัทดูไร้ทิศทางยิ่งกว่าเดิม เราสร้างชื่อเสียงมาจากการนำเข้าสินค้าระดับสูง อยู่ ๆ จะให้ตลาดมองว่าเราหันไปทำเครื่องดื่มจากไร่บนดอย ท่านประธานไม่คิดหรือว่าจะเป็นการลดคุณค่าของแบรนด์”
“สิ่งที่ลดคุณค่าบริษัทไม่ใช่ชาเขียวครับ แต่คือการขาดทุนแล้วปิดบังตัวเลขไว้ใต้คำว่าภาพลักษณ์ สินค้าจะมาจากไร่บนดอยหรือจากเมืองนอกไม่ได้สำคัญเท่ากับว่ามันมีคุณภาพ มีตลาด และสร้างกำไรได้จริงหรือไม่”น้ำเสียงของชวินทร์นิ่ง แต่ทุกคำคมราวกับใบมีด
กรรมการอีกคนจึงแทรกขึ้นอย่างไม่พอใจ“แล้วท่านประธานมั่นใจได้อย่างไรว่าชาจากไร่เล็ก ๆ จะสร้างกำไรได้มากพอจะช่วยบริษัทระดับนี้ ผมไม่ได้ดูถูกเกษตรกรนะครับ แต่โลกธุรกิจจริงไม่ได้สวยงามเหมือนภาพไร่ชากับหมอกบนภูเขา เราต้องการยอดขาย ไม่ใช่เรื่องเล่าเพื่อการตลาด”
“ผมจึงเชิญคนที่รู้เรื่องการผลิตและคุณภาพวัตถุดิบมาชี้แจงด้วยตัวเอง”
ทันทีที่ชวินทร์พูดจบ ประตูห้องประชุมก็เปิดออก
มัทนีก้าวเข้ามาด้วยชุดสูทเรียบสีอ่อน ผมยาวถูกรวบไว้ด้านหลังอย่างเรียบร้อย ในมือมีแฟ้มเอกสารและตัวอย่างผลิตภัณฑ์ชา เธอไม่ได้แต่งตัวหรูหราเกินจำเป็น แต่ท่าทางสงบและแววตาตรงไปตรงมาทำให้หลายคนในห้องเงยหน้ามอง บางสายตาเต็มไปด้วยความสงสัย บางสายตาเต็มไปด้วยการดูแคลน
มัทนีรู้สึกได้ทั้งหมด เธอเคยยืนอยู่กลางไร่ท่ามกลางแดด ฝน และดินโคลน การยืนอยู่กลางห้องประชุมหรูหราแห่งนี้ไม่ทำให้เธอกลัว แต่สิ่งที่ทำให้มือซึ่งถือแฟ้มเกร็งขึ้นเล็กน้อย คือการรู้ว่าทุกคำพูดของเธอจะส่งผลต่อชาวบ้านทั้งหมู่บ้าน
ชวินทร์ลุกขึ้นเล็กน้อยเมื่อเธอเดินมาถึงโต๊ะประชุม สายตาของเขาสบกับเธอเพียงครู่เดียว แต่เพียงเท่านั้น มัทนีก็คล้ายได้รับคำยืนยันว่าเธอไม่ได้ยืนอยู่ตรงนี้เพียงลำพัง
“ขอบคุณที่มา”เขากล่าวเสียงเบาพอให้เธอได้ยิน
“ฉันมาเพราะคุณบอกว่าจะให้โอกาสฉันพูดความจริงค่ะ หวังว่าคุณจะทำตามคำพูดจนจบการประชุม”
มัทนีตอบกลับด้วยน้ำเสียงต่ำ ชวินทร์มองเธอครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้า
“ผมตั้งใจอย่างนั้นอยู่แล้ว”
เมื่อเธอหันไปเผชิญหน้ากับกรรมการทั้งหมด ประภาสก็เอ่ยขึ้นก่อน
“คุณมัทนีใช่ไหม ผมขอถามตรง ๆ ก่อนที่เราจะเสียเวลาไปมากกว่านี้ ไร่ของคุณมีปริมาณผลผลิตพอสำหรับการส่งออกจริงหรือไม่ หรือโครงการนี้เป็นเพียงความหวังของชุมชนเล็ก ๆ ที่อยากมีบริษัทใหญ่เข้าไปช่วยรับซื้อ”ถ้อยคำสุภาพ แต่ความหมายดูแคลนอย่างชัดเจน
