บทที่ 12 ตอนที่ 12 ค่อยเป็นค่อยไป
ตอนที่ 12
ค่อยเป็นค่อยไป
มัทนีเปิดแฟ้มเอกสารอย่างใจเย็น ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงมั่นคง
“ไร่ของฉันเพียงแห่งเดียวไม่มีปริมาณพอสำหรับตลาดส่งออกขนาดใหญ่ค่ะ และฉันจะไม่พูดเกินจริงเพื่อให้ตัวเองดูน่าเชื่อถือ แต่เครือข่ายเกษตรกรในพื้นที่ซึ่งใช้มาตรฐานการปลูกเดียวกันมีทั้งหมดสามสิบสองแปลง หากวางระบบรับซื้อ คัดแยก และตรวจสอบย้อนกลับอย่างเป็นขั้นตอน เราสามารถเริ่มจากการผลิตล็อตทดลองในปริมาณจำกัดก่อน ไม่ใช่กระโดดไปสู่การส่งออกจำนวนมากทันที”
คำตอบตรงไปตรงมาทำให้กรรมการบางคนหันมองกันอย่างแปลกใจ เพราะคาดว่าเธอจะพยายามอวดศักยภาพเกินจริง
มัทนีกดรีโมตเปลี่ยนภาพบนจอเป็นแผนผังแปลงชา ปริมาณผลผลิตเฉลี่ย และต้นทุนการผลิต
“นี่คือตัวเลขผลผลิตย้อนหลังสามปี แยกตามแปลงปลูก ฤดูกาล และเกรดของใบชา ส่วนนี้คือต้นทุนจริง ตั้งแต่ค่าแรงคนเก็บ ค่าอบ ค่าไฟ ค่าบรรจุภัณฑ์ ไปจนถึงค่าขนส่งลงจากดอย ฉันไม่ได้เสนอให้บริษัทรับซื้อในราคาที่สูงจนทำตลาดไม่ได้ แต่ต้องการราคาขั้นต่ำที่ทำให้เกษตรกรไม่ขาดทุนและสามารถรักษาคุณภาพแปลงปลูกต่อไปได้”
กรรมการคนเดิมยกมือขึ้น“พูดง่าย ๆ ก็คือคุณต้องการให้บริษัทรับภาระต้นทุนของเกษตรกร ทั้งที่เรายังไม่รู้ว่าสินค้าจะขายได้หรือไม่”
มัทนีหันไปมองเขาตรง ๆ“ไม่ใช่ค่ะ ฉันต้องการให้บริษัทเห็นต้นทุนที่แท้จริงก่อนตัดสินใจว่าราคายุติธรรมควรอยู่ตรงไหน หากบริษัทต้องการใบชาคุณภาพสูง แต่จ่ายในราคาที่ทำให้เกษตรกรลดค่าแรง ลดขั้นตอนดูแลแปลง หรือรีบเก็บใบแก่ปะปนมาเพื่อเพิ่มน้ำหนัก สุดท้ายบริษัทก็จะได้วัตถุดิบคุณภาพต่ำ แล้วต้องเสียเงินมากขึ้นเพื่อแก้ปัญหาในโรงงานอยู่ดี ความเป็นธรรมในราคาจึงไม่ใช่การสงเคราะห์เกษตรกร แต่เป็นการรักษาคุณภาพตั้งแต่ต้นทาง”
ห้องประชุมเงียบไปชั่วขณะ
ชวินทร์มองหญิงสาวด้วยแววตาลุ่มลึกขึ้น เขารู้ว่าเธอเก่ง แต่การได้เห็นเธอยืนอธิบายต่อหน้าผู้บริหารที่พร้อมจะจับผิดทุกคำ ทำให้เขามองเห็นอีกด้านหนึ่งของเธออย่างชัดเจน
มัทนีไม่เพียงปกป้องชาวบ้านด้วยหัวใจ เธอปกป้องพวกเขาด้วยข้อมูล
“แล้วคุณมีประสบการณ์ส่งออกหรือไม่” ประภาสถามต่อ “การขายของในประเทศกับการส่งสินค้าออกต่างประเทศไม่เหมือนกัน มาตรฐานอาหาร เอกสารศุลกากร การตรวจสารตกค้าง และข้อกำหนดของแต่ละตลาดซับซ้อนมาก คุณมั่นใจหรือว่าความรู้จากไร่เล็ก ๆ จะรับมือได้”
มัทนีสูดลมหายใจเบา ๆ ก่อนเปิดเอกสารอีกชุด
“ฉันไม่เคยส่งออกในนามบริษัทใหญ่ค่ะ แต่เคยทำงานวิจัยร่วมกับอาจารย์ด้านวิทยาศาสตร์การอาหารและมีประสบการณ์พัฒนาผลิตภัณฑ์สำหรับการตรวจมาตรฐานเบื้องต้น นี่คือผลตรวจสารตกค้างจากห้องปฏิบัติการอิสระย้อนหลังสองปี และนี่คือข้อกำหนดมาตรฐานที่เราต้องปรับเพิ่มหากต้องการส่งออกไปยังกลุ่มประเทศเป้าหมาย ฉันไม่ได้บอกว่าทำได้ทั้งหมดคนเดียว แต่ถ้าบริษัทมีทีมมาตรฐานและทีมส่งออก ฉันเชื่อว่าวัตถุดิบของเราพัฒนาให้ถึงเกณฑ์ได้”
กรรมการหญิงคนหนึ่งซึ่งนั่งเงียบมานานหยิบรายงานขึ้นอ่าน สีหน้าเริ่มเปลี่ยนจากไม่เชื่อถือเป็นสนใจ
“ข้อมูลค่อนข้างละเอียดนะคะ คุณเก็บเองทั้งหมดหรือ”
“ใช่ค่ะ บางส่วนฉันเก็บเอง บางส่วนให้คนในแปลงช่วยบันทึก แล้วนำมาตรวจทานทุกสิ้นเดือน เพราะถ้าเราไม่รู้ต้นทุนและคุณภาพของตัวเอง เราจะไม่มีอำนาจต่อรองกับใครเลย”คำตอบนั้นทำให้ผู้บริหารบางคนพยักหน้าเบา ๆแต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะยอมรับ
ชายวัยกลางคนคนหนึ่งยกมุมปากก่อนพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“ผมฟังแล้วก็ถือว่าน่าชื่นชมสำหรับลูกสาวเจ้าของไร่คนหนึ่ง แต่สิ่งที่ผมกังวลไม่ใช่แค่ข้อมูลครับ ผมกังวลว่าโครงการนี้อาจถูกขับเคลื่อนด้วยความสัมพันธ์ส่วนตัวมากกว่าผลประโยชน์ของบริษัท ท่านประธานเพิ่งขึ้นไปที่ไร่ของคุณไม่นาน ก็กลับมาพร้อมแนวคิดเปลี่ยนธุรกิจทั้งบริษัท แบบนี้เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าการตัดสินใจไม่ได้เกิดจากความรู้สึกส่วนตัว”คำถามนั้นทำให้อากาศในห้องประชุมเย็นวาบ
มัทนีรู้ทันทีว่าคำพูดนั้นไม่ได้โจมตีโครงการเพียงอย่างเดียว แต่พยายามดึงเธอให้กลายเป็นผู้หญิงที่ใช้ความใกล้ชิดกับชวินทร์เพื่อหาผลประโยชน์
ชวินทร์วางปากกาลงช้า ๆ แต่ก่อนที่เขาจะพูด มัทนีกลับเป็นฝ่ายตอบเอง
“ฉันไม่ทราบว่าคุณกำลังสงสัยความสัมพันธ์แบบใดระหว่างฉันกับท่านประธาน แต่ถ้าคุณต้องการตรวจสอบผลประโยชน์ทับซ้อน ฉันยินดีเปิดเผยเอกสารทุกอย่าง ตั้งแต่ต้นทุน ผลผลิต ไปจนถึงบัญชีรับจ่ายของไร่ หากบริษัทเห็นว่าข้อมูลไม่ผ่านหรือเงื่อนไขไม่เหมาะสม ฉันยินดีถอนตัวทันทีโดยไม่เรียกร้องอะไร แต่ฉันขอให้ทุกท่านวิจารณ์โครงการจากข้อมูล ไม่ใช่ลดคุณค่าของงานทั้งหมดด้วยการพูดเป็นนัยว่าฉันใช้วิธีอื่นนอกจากความสามารถของตัวเอง”
น้ำเสียงของมัทนีไม่ดัง แต่ชัดถ้อยชัดคำจนทุกคนฟังได้เต็มสองหู
ชวินทร์หันมองเธอ แววตาของเขาฉายความพอใจอย่างไม่ปิดบัง ก่อนกล่าวเสริมด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“ผมเป็นคนตัดสินใจนำโครงการนี้เข้าที่ประชุม เพราะตัวเลขธุรกิจเดิมพิสูจน์แล้วว่าเราต้องเปลี่ยน และตัวอย่างสินค้าจากไร่ของคุณมัทนีมีศักยภาพพอให้ทดลองตลาด หากท่านใดต้องการคัดค้าน กรุณาคัดค้านด้วยข้อมูล ไม่ใช่ใช้ข้อกล่าวหาคลุมเครือกับผู้หญิงคนหนึ่งที่มาที่นี่เพื่อชี้แจงงานของเธอ”
ประโยคนั้นเหมือนเกราะที่ถูกยกขึ้นปกป้องมัทนีต่อหน้าทุกคน
มัทนีไม่ได้หันไปมองชวินทร์ทันที แต่หัวใจของเธอกลับเต้นแรงขึ้นเล็กน้อย ไม่ใช่เพราะความหวั่นไหวแบบหญิงสาวทั่วไป หากเป็นเพราะเธอรู้สึกได้ว่า เขาไม่ได้ปกป้องเธอด้วยความสงสาร
เขาปกป้องความถูกต้องและนั่นทำให้กำแพงบางส่วนในใจเธอเริ่มสั่นคลอน
การประชุมดำเนินต่อไปอีกเกือบสองชั่วโมง ชวินทร์นำเสนอแผนทดลองตลาดหกเดือน เริ่มจากผลิตภัณฑ์ชาเขียวแบบใบชาพรีเมียมและเครื่องดื่มบรรจุขวดสูตรน้ำตาลต่ำ โดยใช้กำลังการผลิตจากโรงงานขนาดเล็กที่สามารถปรับปรุงได้ในระยะสั้น พร้อมกำหนดงบประมาณที่น้อยกว่าการนำเข้าสินค้าล็อตใหม่หลายเท่า
กรรมการบางคนยังลังเล แต่เริ่มมีผู้สนับสนุนมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อเห็นตัวเลขขาดทุนของธุรกิจเดิมเทียบกับงบทดลองตลาดที่ไม่สูงจนเกินรับไหว
สุดท้ายที่ประชุมมีมติให้ชวินทร์นำแผนไปปรับรายละเอียดและเสนออีกครั้งภายในสองสัปดาห์ แม้ยังไม่ใช่การอนุมัติเต็มรูปแบบ แต่ก็ถือเป็นชัยชนะก้าวแรก
เมื่อการประชุมจบลง ผู้บริหารทยอยออกจากห้อง เหลือเพียงชวินทร์ มัทนี และเอกสารกองใหญ่บนโต๊ะ
หญิงสาวเก็บแฟ้มของตัวเองเงียบ ๆ ใบหน้าของเธอดูสงบ แต่ชวินทร์สังเกตเห็นปลายนิ้วที่กดขอบแฟ้มแน่นกว่าปกติ
“คุณทำได้ดีมาก”เขาเอ่ยขึ้นก่อน
มัทนีชะงักเล็กน้อย ก่อนเงยหน้ามองเขา
“ฉันไม่แน่ใจว่าคำว่าดีมากของคุณหมายถึงทำให้โครงการดูน่าเชื่อถือขึ้น หรือหมายถึงฉันยังไม่ทำให้กรรมการคนไหนลุกออกจากห้องประชุม”
ชวินทร์มองเธอแล้วถอนหายใจเบา ๆ“หมายถึงคุณอธิบายทุกอย่างชัดเจน และตอบคำถามได้ดีกว่าผู้บริหารบางคนที่นั่งอยู่ในห้องนี้มาหลายปีเสียอีก”คำชมตรงไปตรงมาทำให้มัทนีนิ่งไป เธอไม่ใช่คนขาดความมั่นใจ แต่การถูกดูหมิ่นต่อหน้าคนจำนวนมากก็ทำให้ใจเจ็บอยู่ไม่น้อย การได้ยินคำพูดนั้นจากเขาจึงเหมือนมืออุ่น ๆ ที่แตะลงบนบาดแผลโดยไม่ตั้งใจ
“ขอบคุณค่ะ แต่ฉันยังอยากย้ำคำเดิม โครงการนี้จะเดินต่อได้ก็ต่อเมื่อเงื่อนไขเป็นธรรมกับชาวบ้าน ฉันไม่ได้เข้ามาเพื่อให้บริษัทของคุณใช้ภาพเกษตรกรไปทำการตลาดสวย ๆ แล้วจ่ายราคาที่ทำให้คนปลูกอยู่ไม่ได้”
“ผมรู้ และผมไม่ได้ลืมหนังสือแสดงเจตจำนงที่ลงชื่อไว้ให้คุณ”
“ฉันไม่ได้กลัวว่าคุณจะลืมค่ะ ฉันกลัวว่าวันหนึ่งคุณอาจถูกคนอื่นกดดันจนต้องบอกฉันว่า สิ่งที่เคยรับปากไว้ทำไม่ได้แล้ว เพราะผลประโยชน์ของบริษัทสำคัญกว่า”ประโยคนั้นทำให้ชวินทร์เงียบลง
เขาเข้าใจดีว่าความกลัวของเธอไม่ใช่เรื่องไร้เหตุผล ในห้องประชุมเมื่อครู่ยังมีสายตาหลายคู่ที่พร้อมจะลดทอนทุกอย่างให้เหลือเพียงกำไรและอำนาจต่อรอง
“ถ้าวันนั้นมาถึง ผมจะเป็นคนบอกคุณด้วยตัวเอง ไม่ให้ใครมาใช้คำพูดของผมทำร้ายคุณแทน และก่อนถึงวันนั้น ผมจะทำทุกอย่างเพื่อไม่ให้มันเกิดขึ้น”คำตอบของเขาเรียบง่าย แต่หนักแน่นจนมัทนีไม่อาจตอบโต้ได้ทันที
