บทที่ 13 ตอนที่ 13 คุยกันทีหลังก็ได้
ตอนที่ 13
คุยกันทีหลังก็ได้
ในจังหวะนั้น ประตูห้องประชุมเปิดออกอีกครั้ง กัญญารัตน์เดินเข้ามาพร้อมเลขานุการส่วนตัว ใบหน้าของเธอเรียบเฉย ทว่าท่าทีสูงสง่าทำให้บรรยากาศซึ่งเพิ่งผ่อนคลายกลับมาตึงขึ้นในทันที
“แม่ได้ยินว่าการประชุมวันนี้มีแขกจากไร่ชามาช่วยนำเสนอด้วย เลยอยากมาทักทายสักหน่อย”
ชวินทร์หันไปมองมารดา ดวงตาคมเข้มขึ้นเล็กน้อย
“คุณมัทนีกำลังจะกลับแล้วครับ ถ้าแม่มีเรื่องคุยกับผม เราคุยกันทีหลังก็ได้”
“ทำไมต้องทีหลัง ในเมื่อเรื่องที่แม่จะพูดก็เกี่ยวกับเธอด้วย”
กัญญารัตน์หันมามองมัทนีตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า แม้ไม่ได้พูดหยาบคาย แต่สายตานั้นบอกชัดว่าเธอไม่ยอมรับหญิงสาวตรงหน้า
มัทนียกมือไหว้อย่างสุภาพ“สวัสดีค่ะ”
“ฉันได้ยินมาว่าเธอเป็นคนดูแลไร่ชา และลูกชายฉันเพิ่งขึ้นไปที่ไร่ของเธอไม่นานก็กลับมาพร้อมโครงการใหญ่โต ฉันไม่รู้หรอกนะว่าเธอพูดอะไรให้เขาเชื่อ แต่ฉันอยากเตือนไว้อย่างหนึ่ง ช่วงนี้ชวินทร์กำลังมีภาระหนักมาก เขาไม่ควรถูกใครดึงไปเสี่ยงกับความฝันที่ยังไม่รู้ว่าจะเป็นจริงได้หรือไม่”คำพูดนั้นทำให้มัทนีหน้าชาเล็กน้อย แต่เธอยังคงยืนตรง
“ดิฉันไม่ได้ขอให้ท่านประธานเชื่อความฝันของดิฉันค่ะ ดิฉันนำข้อมูลมาให้พิจารณา และหากบริษัทเห็นว่าไม่คุ้มค่าทางธุรกิจ ดิฉันก็พร้อมรับผลการตัดสินใจ เพียงแต่ขอให้การตัดสินนั้นเกิดจากข้อมูล ไม่ใช่จากฐานะหรือที่มาของดิฉัน”
กัญญารัตน์ยิ้มบาง ๆ แต่แววตาเย็นเยียบ
“คนพูดเก่งย่อมทำให้ทุกอย่างฟังดูมีเหตุผลได้เสมอ แต่ชีวิตจริงไม่ได้มีเพียงข้อมูลบนกระดาษ เธอควรเข้าใจว่าลูกชายฉันไม่ใช่คนธรรมดาที่จะเสียเวลาไปกับใครก็ได้ ทุกการตัดสินใจของเขากระทบต่อบริษัท กระทบต่อครอบครัว และกระทบต่อชื่อเสียงที่สร้างมานาน”
ชวินทร์ก้าวเข้ามายืนข้างมัทนีทันที“แม่ครับ พอเถอะ คุณมัทนีมาที่นี่ในฐานะผู้ร่วมพัฒนาโครงการ ไม่ใช่คนที่แม่จะมาตัดสินด้วยคำพูดแบบนี้”
กัญญารัตน์มองลูกชายด้วยความไม่พอใจ“แม่พูดเพราะเป็นห่วงลูก ถ้าผู้หญิงคนนี้บริสุทธิ์ใจจริง เธอก็ควรเข้าใจว่าการถอยออกไปอาจเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับลูกในตอนนี้”
มัทนีเงียบไปครู่หนึ่ง ความเจ็บแปลบแล่นผ่านอกอย่างไม่ทันตั้งตัว ทั้งที่เธอกับชวินทร์ยังไม่ได้มีความสัมพันธ์ใดเกินกว่างาน แต่การถูกกล่าวเหมือนเป็นภาระหรือสิ่งล่อลวงกลับทำให้ศักดิ์ศรีของเธอสั่นสะเทือน
“ดิฉันเข้าใจค่ะว่าคุณแม่เป็นห่วงลูกชาย และถ้าวันใดโครงการนี้พิสูจน์ไม่ได้ว่ามีประโยชน์ต่อบริษัทจริง ดิฉันจะเป็นฝ่ายถอยออกมาเองโดยไม่ต้องให้ใครไล่ แต่จนกว่าจะถึงวันนั้น ดิฉันจะไม่ยอมให้ใครลดค่าความพยายามของคนปลูกชาเพียงเพราะเราไม่ได้เกิดมาอยู่ในสังคมเดียวกัน”
เธอกล่าวเสียงสงบ ทว่าดวงตาแดงเรื่อเล็กน้อยจากความอดกลั้น
ชวินทร์เห็นแล้วรู้สึกเหมือนมีบางอย่างบีบรัดหัวใจ เขาหันไปหามารดาด้วยน้ำเสียงหนักแน่นกว่าครั้งใด
“แม่อาจไม่เชื่อโครงการนี้ก็ได้ แต่แม่ไม่มีสิทธิทำให้คนที่มาช่วยเราเสียเกียรติ ถ้าบริษัทนี้ยังมีศักดิ์ศรีอยู่จริง ศักดิ์ศรีนั้นไม่ควรเกิดจากการดูถูกคนอื่น”
กัญญารัตน์นิ่งไป สีหน้าเสียเล็กน้อยเมื่อถูกลูกชายพูดต่อหน้าคนภายนอก เธอมองทั้งคู่สลับกัน ก่อนหมุนตัวเดินออกจากห้องไปโดยไม่กล่าวอะไรอีก
ความเงียบปกคลุมห้องประชุมหลังประตูปิดลง
ชวินทร์หันกลับมาหามัทนี สีหน้าของเขาอ่อนลง
“ผมขอโทษแทนแม่ด้วย ท่านกำลังเครียดเรื่องพ่อและบริษัท แต่ไม่ว่าด้วยเหตุผลอะไร ท่านก็ไม่ควรพูดกับคุณแบบนั้น”
มัทนีก้มมองแฟ้มในมือ พยายามกลืนความรู้สึกแน่นในลำคอลงไป
“คุณไม่จำเป็นต้องขอโทษแทนใครหรอกค่ะ ฉันเคยเจอคำพูดแบบนี้มาก่อน เพียงแต่วันนี้มันเกิดขึ้นในห้องประชุมของบริษัทใหญ่ และคนพูดเป็นแม่ของคุณ มันเลยทำให้ฉันเห็นชัดขึ้นว่าทางข้างหน้าคงไม่ง่าย”
“ผมไม่อยากให้คุณถอยเพราะคำพูดของแม่”
“ฉันไม่ได้ถอยค่ะ แต่ฉันต้องระวังมากขึ้น เพราะสำหรับคุณ นี่อาจเป็นโครงการที่ช่วยบริษัท แต่สำหรับฉัน มันคือชีวิตของชาวบ้านทั้งหมู่บ้าน ถ้าโครงการล้ม คนบนดอยไม่ได้เสียแค่โอกาสทางธุรกิจ พวกเขาอาจเสียความหวังที่จะหลุดพ้นจากการถูกกดราคาตลอดไป”
เธอเงยหน้าขึ้นมองเขา แววตาเปียกชื้นแต่ยังมั่นคง
“ฉันไม่ได้ต้องการคำขอโทษจากคุณ สิ่งที่ฉันต้องการคือการพิสูจน์ว่าคุณจะไม่ผิดสัญญากับชาวบ้าน แม้วันหนึ่งคนรอบตัวคุณจะบอกว่าการรักษาสัญญานั้นไม่คุ้มค่า”คำพูดนั้นฝังลึกลงในใจชวินทร์ยิ่งกว่าคำตำหนิใด ๆ
เขามองหญิงสาวตรงหน้าแล้วรู้สึกว่าระยะห่างระหว่างพวกเขาไม่ได้เกิดจากฐานะหรือสังคมเท่านั้น แต่เกิดจากภาระที่ต่างคนต่างแบกไว้บนบ่า
“ผมจะพิสูจน์ให้คุณเห็น”เขากล่าวสั้น ๆ แต่แววตาจริงจังอย่างยิ่ง
มัทนีมองเขาอยู่นาน ก่อนพยักหน้าเบา ๆ“ถ้าอย่างนั้นฉันจะรอดูค่ะ”
ช่วงบ่ายวันเดียวกัน ชวินทร์ได้รับเชิญไปพบผู้บริหารกลุ่มทุนรายใหญ่ที่โรงแรมหรูใจกลางเมือง ประภาสเป็นคนจัดนัดหมายนี้ไว้ล่วงหน้าโดยไม่แจ้งรายละเอียดชัดเจน เมื่อชวินทร์มาถึง เขาจึงพบว่าคนที่นั่งรออยู่ไม่ได้มีเพียงนักลงทุน แต่ยังมีหญิงสาวสวยสง่าในชุดเดรสเรียบหรูนั่งอยู่ข้างกัน
พิมพ์พิศาลุกขึ้นยิ้มให้เขาอย่างอ่อนหวาน
“ไม่ได้พบกันนานเลยนะคะ ชวินทร์ ได้ข่าวว่าคุณกลับมารับตำแหน่งแทนคุณพ่อ พิมพ์เสียใจเรื่องอาการป่วยของท่านด้วยค่ะ”
“ขอบคุณครับ”
ชวินทร์ตอบสุภาพแต่ห่างเหิน ก่อนหันไปมองประภาสที่ยืนอยู่ไม่ไกล
“อาไม่ได้บอกผมว่านัดนี้เป็นการพบแบบส่วนตัว”
ประภาสยิ้มบาง“ไม่ใช่ส่วนตัวเสียทีเดียว ครอบครัวของหนูพิมพ์สนใจช่วยลงทุนในบริษัทเรา และอาคิดว่าหลานควรรับฟังข้อเสนอไว้”
