บทที่ 14 ตอนที่ 14 ตั้งอยู่บนผลประโยชน์

ตอนที่ 14

ตั้งอยู่บนผลประโยชน์

บิดาของพิมพ์พิศาเลื่อนแฟ้มเอกสารมาตรงหน้า

“เราพร้อมสนับสนุนวงเงินก้อนแรกทันที เพื่อให้บริษัทของคุณผ่านวิกฤตสภาพคล่อง โดยไม่ต้องขายหุ้นให้กลุ่มทุนต่างชาติ เงื่อนไขทางธุรกิจคุยกันได้ไม่ยาก เพราะเรารู้จักกันมานาน แต่ในฐานะพ่อ ผมก็อยากเห็นความสัมพันธ์ระหว่างสองครอบครัวมั่นคงขึ้นด้วย”

ชวินทร์อ่านเอกสารเพียงครู่เดียวก็เข้าใจความหมายทั้งหมด

เงินลงทุนก้อนใหญ่ แลกกับการเปิดทางให้เขาศึกษาดูใจกับพิมพ์พิศา

ชายหนุ่มปิดแฟ้มลงอย่างช้า ๆ“ผมขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือ แต่ผมคงรับเงื่อนไขนี้ไม่ได้ครับ ถ้าการลงทุนตั้งอยู่บนผลประโยชน์ทางธุรกิจ เราสามารถเจรจากันได้ แต่ถ้าต้องผูกกับชีวิตส่วนตัวของผม ผมขอปฏิเสธ”

พิมพ์พิศาหน้าเสียเล็กน้อย แต่ยังฝืนยิ้ม

“พิมพ์ไม่ได้คิดจะบังคับคุณนะคะ แค่อยากให้เราได้ลองรู้จักกันมากขึ้น ในเวลาที่บริษัทคุณกำลังลำบาก การมีคนอยู่ข้าง ๆ อาจช่วยให้คุณผ่านทุกอย่างง่ายขึ้นก็ได้”

ชวินทร์นิ่งไปชั่วครู่ ภาพมัทนียืนอยู่ในห้องประชุมพร้อมแววตาแดงเรื่อผุดขึ้นในความคิด

“คนที่อยู่ข้างผมในเวลาลำบาก ไม่ควรต้องยืนอยู่ตรงนั้นเพราะข้อแลกเปลี่ยนทางธุรกิจครับ และผมไม่อยากทำร้ายคุณด้วยการรับข้อเสนอทั้งที่รู้ว่าตัวเองไม่มีใจให้”คำตอบตรงไปตรงมาทำให้บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเย็นเยียบลงทันที

ประภาสขยับตัวอย่างไม่พอใจ“ชวินทร์ หลานควรคิดให้รอบคอบกว่านี้ บริษัทกำลังต้องการเงิน หากหลานยังยึดแต่ความคิดของตัวเองโดยไม่สนใจทางรอดที่อยู่ตรงหน้า คนที่เดือดร้อนจะไม่ใช่แค่หลาน แต่เป็นพนักงานทุกคน”

ชวินทร์หันไปมองผู้เป็นอา“ผมคิดรอบคอบแล้วครับ ทางรอดที่ต้องใช้ชีวิตของใครคนหนึ่งเป็นหลักประกัน ไม่ใช่ทางรอดที่ผมจะเลือก”

เขาลุกขึ้นยืนอย่างสุภาพ ก่อนกล่าวลาและเดินออกจากห้องโดยไม่หันกลับไป

คืนนั้น ชวินทร์กลับถึงบริษัทเกือบเที่ยงคืน เขาทำงานต่อจนฟ้าเริ่มสาง รายงานต้นทุนโครงการชาเขียวถูกแก้ไขซ้ำแล้วซ้ำเล่า ขณะที่ความกดดันจากหนี้สินยังคงไล่ตามหลังไม่หยุด กระทั่งเวลาเจ็ดโมงเช้า โทรศัพท์ของเขาดังขึ้น ผู้จัดการฝ่ายการเงินพูดด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนก

“ท่านประธานครับ ธนาคารแจ้งระงับวงเงินหมุนเวียนของเราชั่วคราวครับ เขาบอกว่าต้องรอประเมินความเสี่ยงใหม่ทั้งหมดก่อนปล่อยเงินงวดถัดไป”

ชวินทร์หลับตาลงช้า ๆ มือซึ่งถือโทรศัพท์กำแน่นจนข้อนิ้วซีด

เขาเพิ่งปฏิเสธข้อเสนอของพิมพ์พิศาเมื่อคืน

เช้านี้วงเงินของบริษัทถูกระงับทันที ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วจนไม่อาจเรียกว่าเป็นเรื่องบังเอิญ บนโต๊ะทำงาน กล่องชาจากไร่ของมัทนียังวางอยู่ข้างแฟ้มเอกสารโครงการ สีเขียวอ่อนของใบชาดูอ่อนโยนเกินไปเมื่อเทียบกับพายุที่กำลังถาโถมเข้ามา

ชวินทร์มองมันนิ่ง ๆ ก่อนหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดข้อความที่มัทนีส่งไว้เมื่อคืน

‘ฉันจะรอดูว่าคุณรักษาสัญญาได้จริงหรือไม่’

เขาพิมพ์ตอบกลับไปเพียงประโยคเดียว

‘ผมจะรักษามัน แม้ตอนนี้จะเริ่มยากกว่าที่คิดแล้วก็ตาม’แต่ก่อนจะกดส่ง เขากลับลบข้อความนั้นทิ้ง

เขายังไม่อยากให้เธอรับรู้ว่าพายุลูกใหม่กำลังเริ่มต้นขึ้น เพราะรู้ดีว่าหากมัทนีรู้ เธออาจเป็นฝ่ายถอยเพื่อไม่ให้เขาลำบากมากกว่าเดิม

ชวินทร์วางโทรศัพท์ลง ดวงตาคมมองไปยังเส้นขอบฟ้านอกกระจกสูงของอาคารสำนักงาน เมืองทั้งเมืองกำลังตื่นขึ้น แต่สำหรับเขา คืนอันยาวนานยังไม่สิ้นสุด โครงการชาเขียวเพิ่งได้รับโอกาสเพียงก้าวแรก

ความเชื่อใจของมัทนีเพิ่งเริ่มเปิดแง้มเพียงเล็กน้อย

แต่คนรอบตัวเขากลับเริ่มขยับหมากทุกตัวเพื่อบีบให้เขายอมแพ้

ชวินทร์สูดลมหายใจลึก ก่อนกดเรียกทีมการเงินเข้าประชุมฉุกเฉิน ต่อให้ต้องเผชิญแรงต้านมากเพียงใด เขาจะไม่ยอมปล่อยให้บริษัทล้มลงเพราะความกลัว และจะไม่ยอมให้สัญญาที่ให้ไว้กับมัทนีกลายเป็นเพียงคำพูดสวยงามเหมือนที่เธอหวาดระแวง เพราะนับจากวินาทีที่เธอยืนอยู่ในห้องประชุมและปกป้องชาวบ้านด้วยศักดิ์ศรีทั้งหมดที่มี ชวินทร์ก็รู้แล้วว่าเขาไม่ได้กำลังปกป้องเพียงโครงการหนึ่ง

เขากำลังปกป้องความหวังสุดท้ายของคนอีกหลายชีวิต รวมถึงความหวังบางอย่างในหัวใจตัวเองด้วย

บทก่อนหน้า
บทถัดไป