บทที่ 15 ตอนที่ 15 หัวใจที่เริ่มหวั่นไหว
ตอนที่ 15
หัวใจที่เริ่มหวั่นไหว
เช้าวันที่วงเงินหมุนเวียนของบริษัทถูกระงับ ชวินทร์ไม่ได้ลุกออกจากเก้าอี้ทำงานเลยแม้แต่นาทีเดียว
แสงอาทิตย์ค่อย ๆ สาดผ่านกระจกสูงจากพื้นจรดเพดานของห้องทำงานชั้นบนสุด เมืองทั้งเมืองตื่นขึ้นพร้อมเสียงรถติดและความเร่งรีบของผู้คน แต่ภายในห้องของเขากลับเงียบจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงเข็มนาฬิกาเดินทีละจังหวะ
บนโต๊ะตรงหน้ามีเอกสารธนาคาร รายงานเงินเดือนพนักงาน รายการหนี้ครบกำหนด และแผนปรับปรุงสายการผลิตทดลองวางซ้อนกันจนแทบไม่เหลือพื้นที่ว่าง ทุกตัวเลขเหมือนมีน้ำหนัก ทุกบรรทัดเหมือนกำลังบีบให้เขาต้องเลือกระหว่างสิ่งที่ควรรักษากับสิ่งที่จำเป็นต้องปล่อย
“ยอดเงินที่ต้องใช้ภายในสิ้นเดือนนี้เท่าไร”
ชวินทร์ถามโดยไม่เงยหน้าขึ้นจากเอกสาร น้ำเสียงของเขานิ่งราวกับกำลังถามเรื่องธรรมดา ทั้งที่ทุกคนในห้องรู้ดีว่าคำตอบนั้นอาจกำหนดชะตาของบริษัท ผู้อำนวยการฝ่ายการเงินกลืนน้ำลาย ก่อนตอบอย่างระมัดระวัง
“ถ้ารวมเงินเดือนพนักงาน ค่าวัตถุดิบค้างชำระ ค่าเช่าโกดัง และเงินงวดที่ต้องจ่ายให้เจ้าหนี้รายใหญ่ เราต้องใช้เงินอย่างน้อยสองร้อยแปดสิบล้านบาทครับ แต่ตอนนี้เงินสดที่หมุนได้จริงเหลือไม่ถึงครึ่งหนึ่ง และหลังธนาคารระงับวงเงิน เราไม่มีแหล่งเงินระยะสั้นเหลือแล้ว”
ความเงียบตกลงกลางห้องประชุมย่อยทันที
ชวินทร์วางปากกาลงช้า ๆ ก่อนหันไปหาผู้ช่วยส่วนตัว
“ติดต่อฝ่ายกฎหมายให้ดำเนินการขายหุ้นในพอร์ตส่วนตัวของผมทั้งหมด ส่วนคอนโดที่สิงคโปร์กับรถสะสมที่จอดอยู่ในโกดัง ให้ประเมินราคาขายด่วน ผมต้องการเงินสดภายในเจ็ดวัน”
ผู้ช่วยเบิกตากว้าง “ท่านจะขายทรัพย์สินส่วนตัวทั้งหมดเลยหรือครับ ถ้าขายด่วนราคาจะต่ำกว่าตลาดมาก และถ้าทางบ้านทราบ คุณกัญญารัตน์กับคุณวิชาญอาจไม่พอใจ”
“ถ้าบริษัทไม่มีเงินจ่ายเงินเดือน พนักงานหลายร้อยคนจะไม่พอใจก่อนแม่กับพ่อของผมเสียอีก”
ชวินทร์กล่าวเรียบ ๆ แต่แววตาเด็ดขาดจนไม่มีใครกล้าแย้ง
“เรื่องนี้ไม่ต้องแจ้งคนในบ้าน ผมไม่ต้องการให้แม่กังวลเพิ่ม และไม่ต้องการให้พ่อรับรู้เรื่องบริษัทในช่วงที่ยังพักฟื้น หากใครถาม ให้บอกว่าผมกำลังปรับโครงสร้างการลงทุนส่วนตัว ไม่เกี่ยวกับบริษัท”
“แต่ท่านประธานครับ เงินส่วนนี้อาจช่วยได้เพียงระยะสั้น ถ้าโครงการชาเขียวยังไม่อนุมัติเต็มรูปแบบ เราอาจกลับมาขาดสภาพคล่องอีกภายในสองเดือน”
ชวินทร์มองแฟ้มโครงการชาเขียวซึ่งวางอยู่ข้างมือ ภายในมีรายงานของมัทนี เอกสารต้นทุน และตัวอย่างแผนพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เขากับทีมงานช่วยกันปรับทั้งคืน
“ผมรู้ เพราะฉะนั้นเราต้องทำให้ล็อตทดลองสำเร็จเร็วที่สุด ถ้าผู้ซื้อเห็นศักยภาพของสินค้า เราจะใช้คำสั่งซื้อแรกเจรจากับธนาคารใหม่ได้”
“แล้วถ้าล็อตทดลองไม่ผ่านล่ะครับ” คำถามนั้นทำให้คนทั้งห้องนิ่งไป
ชวินทร์เงียบเพียงครู่เดียว ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“ถ้าไม่ผ่าน เราก็ปรับจนกว่าจะผ่าน บริษัทนี้ไม่มีทางเลือกให้ล้มง่าย ๆ และผมก็ไม่มีสิทธิยอมแพ้ก่อนพนักงานทุกคน”
หลังการประชุมจบลง เขายังนั่งทำงานต่อ กระทั่งกาแฟแก้วที่สามเย็นชืดโดยแทบไม่ถูกแตะต้อง โทรศัพท์บนโต๊ะสั่นขึ้นหลายครั้ง มีทั้งข้อความจากมารดา สายที่ไม่ได้รับจากประภาส และรายงานจากฝ่ายกฎหมาย แต่สิ่งที่ทำให้เขาหยุดมองอยู่นานที่สุดคือข้อความจากมัทนี
‘ฉันปรับสูตรชาเขียวแบบผงและแบบพร้อมดื่มเบื้องต้นแล้ว ถ้าคุณสะดวก ฉันจะเข้าไปทดลองกับทีมโรงงานพรุ่งนี้’
ชวินทร์อ่านข้อความนั้นซ้ำอยู่หลายวินาที ก่อนพิมพ์ตอบ
‘สะดวกครับ ผมจะให้ทีมงานเตรียมเครื่องจักรและพื้นที่ทดลองไว้’
เขาชั่งใจอยู่ครู่หนึ่ง อยากพิมพ์ต่อว่าไม่จำเป็นต้องรีบร้อน เพราะรู้ว่าทางไร่เองก็มีงานหนัก แต่สุดท้ายกลับลบออกไป
มัทนีไม่ใช่คนที่ต้องการคำปลอบใจ เธอต้องการงานที่ชัดเจนและความจริงที่ไม่ถูกปิดบัง
แต่บางความจริง เขากลับยังไม่กล้าบอกเธอ
วันต่อมา มัทนีเดินทางมาถึงโรงงานแปรรูปชั่วคราวของบริษัทตั้งแต่เช้า เธอสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวกับกางเกงผ้าเรียบง่าย ผมยาวถูกรวบไว้ด้านหลัง ในมือมีแฟ้มสูตรและกล่องตัวอย่างชาแห้งจากไร่ โรงงานแห่งนี้เคยใช้ผลิตเครื่องดื่มนำเข้าบางประเภทตามสัญญาจ้าง แต่ถูกทิ้งไว้เกือบหนึ่งปีหลังสินค้าล็อตนั้นขาดทุน เครื่องจักรหลายส่วนยังใช้งานได้ แต่ต้องปรับระบบใหม่ทั้งหมดเพื่อผลิตชาเขียว
มัทนีกวาดตามองพื้นที่กว้างด้วยสายตาประเมิน ก่อนหันไปหาวิศวกรโรงงาน
“เครื่องอบลมร้อนตัวนี้ควบคุมอุณหภูมิได้ละเอียดแค่ไหนคะ ถ้าอุณหภูมิแกว่งมากเกินไป กลิ่นชาจะหายและสีจะคล้ำง่าย ฉันอยากลองช่วงอุณหภูมิสามระดับ แล้วเก็บตัวอย่างเทียบทั้งกลิ่น สี และปริมาณความชื้นหลังอบค่ะ”
วิศวกรหนุ่มพยักหน้ารับอย่างตั้งใจ “ควบคุมได้ครับ แต่เครื่องไม่ได้ใช้นาน ต้องทดสอบเสถียรภาพก่อน ผมจะให้ช่างตรวจระบบอีกครั้ง”
“ขอบคุณค่ะ แล้วถังสกัดตรงนั้น ถ้าใช้ชาสดกับชาแห้งต่างกัน อัตราส่วนต่อน้ำต้องปรับใหม่ ฉันไม่อยากให้ทีมชิมรสชาติจากสูตรที่ยังไม่เสถียร เพราะถ้าครั้งแรกพลาด คนที่ไม่เข้าใจชาอาจตัดสินว่ามันไม่ดีตั้งแต่ต้น”
เสียงของมัทนีชัดเจนและมั่นคง ขณะที่ทีมงานเริ่มจดรายละเอียดตาม สิ่งที่ทำให้หลายคนแปลกใจคือเธอไม่ได้พูดเหมือนคนจากไร่ที่รู้เพียงการปลูกชา แต่เข้าใจทั้งกระบวนการผลิตและข้อจำกัดของโรงงานอุตสาหกรรม
ชวินทร์ยืนมองอยู่ไม่ไกล เขาเพิ่งเข้ามาถึงหลังประชุมกับฝ่ายกฎหมาย สีหน้าของเขาเรียบนิ่งเหมือนทุกครั้ง แต่ใต้ดวงตาคมมีรอยคล้ำจากการนอนน้อยซึ่งมัทนีสังเกตเห็นทันที
เธอรอจนเขาเดินเข้ามาใกล้ จึงเอ่ยทักด้วยเสียงไม่ดังนัก
“คุณได้นอนบ้างหรือเปล่าคะ”
ชวินทร์ชะงักไปเล็กน้อย เหมือนไม่คาดว่าจะถูกถามเรื่องนี้กลางโรงงาน
“นอนครับ”
