บทที่ 2 ตอนที่ 2 ค่อย ๆ เรียนรู้
ตอนที่ 2
ค่อย ๆ เรียนรู้
ชวินทร์เดินไปหยุดที่หัวโต๊ะ เขาไม่ได้รีบนั่งลง แต่กวาดตามองคนทุกคนอย่างช้า ๆ ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง
“ผมทราบดีว่าทุกท่านกำลังกังวลกับอาการของคุณพ่อและทิศทางของบริษัท ผมเองก็ไม่ได้คาดคิดว่าจะต้องกลับมารับผิดชอบทุกอย่างในเวลานี้ แต่ตราบใดที่ท่านประธานยังไม่สามารถกลับมาปฏิบัติหน้าที่ได้ ผมจะเป็นผู้ดูแลการตัดสินใจแทนชั่วคราว และสิ่งแรกที่ผมต้องการคือข้อมูลทั้งหมดโดยไม่มีการปิดบัง ไม่ว่าจะเป็นตัวเลขที่ดีหรือตัวเลขที่ไม่มีใครอยากพูดถึง”
หลายคนหลบสายตา ขณะที่ประภาสยกมือประสานกันบนโต๊ะ
“หลานเพิ่งกลับมา อาคิดว่าควรค่อย ๆ เรียนรู้ระบบไปก่อน บริษัทของเรามีโครงสร้างซับซ้อนและมีธุรกิจหลายส่วน ถ้ารีบตัดสินใจจากตัวเลขเพียงไม่กี่หน้า อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้”
“ผมจึงขอข้อมูลทั้งหมด ไม่ใช่เพียงไม่กี่หน้า และถ้าโครงสร้างของบริษัทซับซ้อนจนแม้แต่คนที่กำลังจะรับผิดชอบยังไม่ควรรู้ความจริง นั่นก็คงเป็นสัญญาณว่าปัญหาของเราหนักกว่าที่ผมคิด”
ชวินทร์ตอบโดยไม่ละสายตาจากผู้เป็นอา ประภาสยิ้มเพียงเล็กน้อย แต่แววตาแข็งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ผู้อำนวยการฝ่ายการเงินเปิดแฟ้มเอกสารตรงหน้าอย่างลังเล ก่อนเริ่มรายงานตัวเลขรายได้และผลประกอบการ ทว่าเพียงสิบห้านาทีแรก ชวินทร์ก็พบความผิดปกติหลายประการ สินค้านำเข้าระดับพรีเมียมซึ่งเคยเป็นรายได้หลักกลับมียอดขาดทุนต่อเนื่อง ค่าจัดเก็บและค่าขนส่งเพิ่มขึ้นมากผิดปกติ ขณะที่บริษัทต้องชำระดอกเบี้ยจากเงินกู้จำนวนมหาศาล
“ยอดหนี้ระยะสั้นทั้งหมดเท่าไร”
ชวินทร์ถามหลังจากเลื่อนสายตาผ่านตารางตัวเลขซึ่งดูเหมือนถูกจัดวางเพื่อให้เห็นปัญหาน้อยกว่าความจริง
ผู้อำนวยการฝ่ายการเงินนิ่งไปเล็กน้อยก่อนตอบด้วยเสียงแผ่ว
“ถ้ารวมวงเงินที่ครบกำหนดภายในหกเดือน และหนี้กับคู่ค้าซึ่งยังค้างชำระอยู่ ตัวเลขน่าจะอยู่ประมาณสามพันแปดร้อยล้านบาทครับ”ความเงียบเข้าปกคลุมห้องประชุมในทันที
ชวินทร์วางปากกาลงช้า ๆ แม้ใบหน้ายังไม่เปลี่ยนแปลง แต่ความรู้สึกภายในราวกับถูกของหนักกระแทกเข้ากลางอก บริษัทที่บิดาเคยประกาศว่ามั่นคงและมีทรัพย์สินมากมาย กำลังมีหนี้ระยะสั้นเกือบสี่พันล้านบาท
“คำว่า ‘น่าจะ’ หมายความว่าอย่างไร ตัวเลขหนี้สินของบริษัทควรเป็นสิ่งที่ตรวจสอบได้ ไม่ใช่ตัวเลขซึ่งต้องคาดเดา และจากรายงานที่ผมได้รับก่อนเดินทางกลับมา บริษัทมีหนี้ไม่ถึงครึ่งหนึ่งของจำนวนนี้ ใครเป็นคนอนุมัติเงินกู้เพิ่มเติม แล้วเงินเหล่านั้นถูกนำไปใช้ที่ใด”
คำถามของชวินทร์ทำให้ผู้บริหารหลายคนมีท่าทางกระอักกระอ่วน ประภาสจึงเป็นฝ่ายตอบแทน
“ช่วงสองปีที่ผ่านมาเราต้องประคองการนำเข้าสินค้าและรักษาส่วนแบ่งตลาด การขาดทุนบางส่วนเป็นผลจากค่าเงินกับเศรษฐกิจที่ผันผวน พี่วิชาญเป็นคนอนุมัติแผนเกือบทั้งหมด อาเพียงทำตามนโยบายของเขาเท่านั้น”
“พ่อของผมอนุมัติทุกอย่างจริงหรือครับ”
ชวินทร์ถามเสียงเรียบ แต่ปลายนิ้วซึ่งวางอยู่บนโต๊ะค่อย ๆ กำเข้าหากัน เขาไม่เชื่อว่าบิดาจะปล่อยให้บริษัทเดินมาถึงจุดนี้โดยไม่มีแผนรับมือ ต่อให้วิชาญมีข้อผิดพลาดในการบริหาร แต่ชายคนนั้นก็ไม่ใช่คนประมาทจนมองข้ามหนี้จำนวนหลายพันล้านบาท
“เอกสารทั้งหมดมีลายเซ็นของพี่วิชาญ หากหลานไม่เชื่อก็ตรวจสอบได้ เพียงแต่ตอนนี้เราไม่มีเวลาขุดคุ้ยว่าใครผิดใครถูก สิ่งที่ควรทำคือหาเงินเข้ามาเติมสภาพคล่องโดยเร็ว”
ประภาสเลื่อนแฟ้มหนึ่งมาตรงหน้าชวินทร์ ภายในเป็นข้อเสนอจากกลุ่มทุนต่างชาติซึ่งต้องการซื้อหุ้นในธุรกิจคลังสินค้าและระบบจัดจำหน่ายของบริษัท
“กลุ่มทุนนี้พร้อมใส่เงินสามพันล้านบาททันที แลกกับหุ้นร้อยละสี่สิบเก้าและสิทธิในการบริหารเครือข่ายจัดจำหน่าย หากเรายอมรับข้อเสนอ บริษัทจะมีเงินจ่ายหนี้และสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้โดยไม่ต้องปลดพนักงาน”
ชวินทร์อ่านรายละเอียดเพียงไม่กี่หน้า ก่อนปิดแฟ้มลง
“การขายหุ้นเกือบครึ่งหนึ่งพร้อมยกอำนาจบริหารระบบจัดจำหน่ายให้คนอื่น ไม่ได้เรียกว่าการหาเงินมาประคองบริษัท แต่เป็นการยอมให้เขาเข้ามาครอบครองบริษัททีละส่วน เมื่อไม่มีระบบจัดจำหน่ายอยู่ในมือ ต่อให้เรามีสินค้า เราก็ไม่มีอำนาจต่อรองเหลืออยู่”
“ถ้าไม่ขายแล้วหลานจะหาเงินจากที่ไหน หนี้กำลังจะครบกำหนด พนักงานหลายร้อยคนรอเงินเดือน และธนาคารไม่ยอมขยายวงเงินให้เราอีกแล้ว ความภาคภูมิใจไม่ได้ช่วยจ่ายหนี้ ชวินทร์”
ประภาสโต้กลับ น้ำเสียงหนักขึ้นอย่างไม่ปิดบัง
“ผมไม่ได้ใช้ความภาคภูมิใจตัดสินใจ ผมกำลังป้องกันไม่ให้เราขายหัวใจของบริษัทเพื่อแลกกับเวลาหายใจอีกไม่กี่เดือน ถ้าธุรกิจเดิมขาดทุน เราต้องยอมรับและมองหาสิ่งใหม่ ไม่ใช่กู้เงินเพิ่มเพื่อรักษาภาพลักษณ์ว่าเรายังมั่งคั่งเหมือนเดิม”
คำพูดของเขาทำให้กรรมการบางคนเริ่มพยักหน้าเห็นด้วย แม้อีกหลายคนยังมีสีหน้าไม่แน่ใจ
หลังการประชุมสิ้นสุด ชวินทร์ใช้เวลาหลายชั่วโมงตรวจเอกสารย้อนหลัง เขาพบว่าธุรกิจนำเข้าสินค้าหรูซึ่งเคยทำกำไรสูงกำลังถูกคู่แข่งแย่งตลาด สินค้าค้างอยู่ในคลังจำนวนมาก และค่าใช้จ่ายในการนำเข้าก็เพิ่มขึ้นทุกปี หากไม่มีการเปลี่ยนแปลง บริษัทจะไม่สามารถอยู่รอดได้เกินหกเดือน
ช่วงบ่าย ผู้ช่วยนำรายงานตลาดฉบับหนึ่งเข้ามาให้ เป็นข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าเกษตรและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพซึ่งมีแนวโน้มเติบโตในต่างประเทศ หนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่ถูกวงเอาไว้คือชาเขียวคุณภาพสูงจากแหล่งปลูกทางภาคเหนือ
“ข้อมูลนี้มาจากไหน”
ชวินทร์ถาม ขณะพลิกดูรูปถ่ายไร่ชาซึ่งทอดตัวอยู่ตามไหล่เขา
“ฝ่ายวิจัยเคยเสนอให้บริษัททดลองพัฒนาสินค้าจากวัตถุดิบในประเทศเมื่อสองปีก่อนครับ แต่โครงการถูกระงับเพราะผู้บริหารเห็นว่าไม่เหมาะกับภาพลักษณ์ของบริษัท มีไร่หนึ่งผลิตใบชาคุณภาพดีมาก และเจ้าของไร่มีสูตรแปรรูปซึ่งได้รับรางวัลจากงานประกวดระดับประเทศ เพียงแต่พวกเขาไม่ยอมขายให้บริษัทใหญ่ เพราะเคยถูกนายหน้ากดราคาและผิดสัญญาหลายครั้ง”
“ใครเป็นคนดูแลเรื่องนี้”
“บุตรสาวของเจ้าของไร่ครับ ชื่อมัทนี เธอเรียนด้านวิทยาศาสตร์การอาหารและกลับไปดูแลไร่กับบิดา มีชื่อเสียงว่าเจรจายากมาก ถ้าเงื่อนไขไม่เป็นธรรม เธอปฏิเสธทันทีโดยไม่สนใจว่าอีกฝ่ายเป็นใคร”
