บทที่ 3 ตอนที่ 3 การบังคับ
ตอนที่ 3
การบังคับ
คำบอกเล่านั้นทำให้ชวินทร์หยุดมองภาพหญิงสาวคนหนึ่งซึ่งยืนอยู่กลางไร่ชา เธอสวมเสื้อเชิ้ตสีอ่อนกับกางเกงยีนธรรมดา เส้นผมยาวถูกรวบไว้ด้านหลัง ใบหน้าไม่ได้แต่งเติมมากนัก แต่แววตาที่มองกล้องกลับแน่วแน่และสงบนิ่ง
“เตรียมรถกับเอกสารทั้งหมด ผมจะไปดูไร่นี้ด้วยตัวเอง”
ผู้ช่วยเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ
“วันนี้เลยหรือครับ ท่านเพิ่งกลับมาถึงและยังไม่ได้นอนเต็มที่ อีกอย่างพรุ่งนี้มีนัดกับธนาคาร หากเดินทางตอนนี้อาจกลับมาไม่ทัน”
“เลื่อนนัดธนาคารไปช่วงบ่าย บริษัทไม่มีเวลาให้ผมนั่งพัก ถ้าเราจะเปลี่ยนทิศทางธุรกิจ ผมต้องเห็นวัตถุดิบและคนที่ผลิตมันด้วยตาตัวเอง ไม่ใช่ตัดสินใจจากรูปถ่ายสองสามใบ”
ในเวลาไล่เลี่ยกัน มัทนีกำลังยืนอยู่หน้าโรงคัดใบชา ท่ามกลางชาวบ้านซึ่งมารวมตัวกันด้วยสีหน้าเคร่งเครียด บนโต๊ะไม้ตรงหน้ามีสัญญารับซื้อฉบับใหม่จากนายหน้ารายใหญ่ ซึ่งตัวแทนกำลังพยายามกดดันให้ทุกคนลงชื่อ
“ราคาในสัญญาฉบับนี้ต่ำกว่าปีที่แล้วเกือบยี่สิบเปอร์เซ็นต์ แต่กลับกำหนดให้ชาวบ้านต้องส่งผลผลิตในจำนวนเท่าเดิม ต่อให้ฝนตกหนักหรือผลผลิตเสียหายก็ไม่มีข้อยกเว้น อีกทั้งยังเขียนว่าหากคุณภาพไม่เป็นไปตามที่บริษัทกำหนด ผู้ซื้อมีสิทธิลดราคาได้โดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า แบบนี้ไม่เรียกว่าสัญญาซื้อขายหรอกค่ะ แต่เป็นการบังคับให้ทุกคนส่งของในราคาที่อีกฝ่ายอยากจ่ายต่างหาก”
มัทนีเอ่ยเสียงชัดเจน ดวงตาคู่งามมองตัวแทนบริษัทอย่างไม่หวาดหวั่น แม้อีกฝ่ายจะเป็นชายร่างใหญ่และมีคนติดตามมาด้วยหลายคน
“คุณมัทนีควรเข้าใจสถานการณ์ตลาดด้วย ปีนี้ผลผลิตมีมาก บริษัทรับซื้อเจ้าไหนก็ได้ หากคุณไม่ยอมเซ็น ชาวบ้านของคุณอาจไม่มีที่ขายใบชาเลยก็ได้ แล้วตอนนั้นอย่ามาขอให้เราช่วยก็แล้วกัน”
ชายคนนั้นตอบด้วยน้ำเสียงเยาะหยัน ก่อนหันไปมองชาวบ้านรอบตัวราวกับต้องการข่มขู่
มัทนีหยิบสัญญาขึ้นมาแล้วฉีกออกเป็นสองส่วนต่อหน้าทุกคน เศษกระดาษหล่นลงบนโต๊ะท่ามกลางเสียงสูดหายใจของผู้ที่ยืนดู
“ต่อให้ปีนี้เราต้องขายได้น้อยลง ฉันก็จะไม่ยอมให้ชาวบ้านลงชื่อในสัญญาที่เอาเปรียบกันตั้งแต่บรรทัดแรก คุณกลับไปบอกเจ้านายของคุณได้เลยว่า ถ้าต้องการใบชาจากเรา ให้กลับมาพร้อมราคาที่ยุติธรรมและเงื่อนไขที่เคารพคนปลูก ไม่ใช่คิดว่าเกษตรกรไม่มีทางเลือกแล้วจะบีบบังคับอย่างไรก็ได้”
“คุณกำลังทำให้คนทั้งหมู่บ้านเดือดร้อนเพราะความดื้อของตัวเอง สุดท้ายถ้าชาขายไม่ได้ คนที่ต้องรับผิดชอบก็คือคุณ”
“ฉันรับผิดชอบในสิ่งที่ตัดสินใจเสมอ แต่คนที่ควรละอายไม่ใช่คนซึ่งปฏิเสธการถูกเอาเปรียบหรอกค่ะ ควรเป็นคนที่มองเห็นความลำบากของชาวบ้านแล้วใช้มันเป็นเครื่องต่อรองมากกว่า”
ตัวแทนบริษัทหน้าแดงจัด เขากวาดสัญญาที่เหลือใส่กระเป๋า ก่อนเดินกระแทกเท้าออกไปโดยไม่กล่าวลา
ทันทีที่รถของนายหน้าลับสายตา เสียงถอนหายใจของชาวบ้านก็ดังขึ้น หลายคนมองมัทนีด้วยความเชื่อใจ แต่อีกหลายคนเต็มไปด้วยความกังวล
“หนูมัท แล้วเราจะเอาชาไปขายที่ไหน ปีนี้ลูกชายป้าต้องใช้เงินเรียน ถ้าไม่มีคนรับซื้อ ป้าคงไม่รู้ว่าจะหาเงินจากไหนจริง ๆ”
หญิงสูงวัยคนหนึ่งถามเสียงสั่น คำพูดนั้นทำให้แววตาของมัทนีอ่อนลง ความเด็ดขาดเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความหนักใจ
“ป้าไม่ต้องกลัวนะคะ มัทกำลังติดต่อผู้ซื้อรายใหม่และจะลองแปรรูปชาเพิ่ม เพื่อไม่ต้องขายแต่ใบสดอย่างเดียว มัทอาจรับประกันไม่ได้ว่าทุกอย่างจะง่าย แต่มัทสัญญาว่าจะไม่ทิ้งใครให้รับปัญหาตามลำพัง ถ้าเราต้องเหนื่อย เราจะเหนื่อยด้วยกัน และผลประโยชน์ที่ได้ก็ต้องแบ่งกันอย่างยุติธรรม”
เธอกล่าวพลางจับมือหญิงสูงวัยเอาไว้แน่น แม้ในใจจะรู้ดีว่าทางออกซึ่งพูดถึงยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน เงินทุนของไร่มีจำกัด เครื่องจักรแปรรูปหลายชิ้นก็เก่าเกินกว่าจะผลิตสินค้าจำนวนมาก หากไม่มีผู้ซื้อรายใหม่เข้ามาในเร็ววัน ชาวบ้านอาจเดือดร้อนอย่างที่ทุกคนหวาดกลัวจริง ๆ
ช่วงบ่ายแก่ รถยนต์สีดำคันหนึ่งแล่นขึ้นมาตามถนนคดเคี้ยวบนภูเขา ท้องฟ้าเริ่มปกคลุมด้วยเมฆสีเทา ขณะที่ลมเย็นพัดแรงขึ้นทุกขณะ
ชวินทร์นั่งมองทิวทัศน์สองข้างทางผ่านกระจกรถ ไร่ชาซึ่งเรียงตัวเป็นแนวลดหลั่นไปตามไหล่เขาดูแตกต่างจากโลกของตึกสูงและห้องประชุมที่เขาคุ้นเคย กลิ่นดินชื้นกับอากาศบริสุทธิ์ลอดเข้ามาทันทีที่เขาเปิดกระจกลงเล็กน้อย
