บทที่ 6 ตอนที่ 6 ความจริงใต้ยอดชา

ตอนที่ 6

ความจริงใต้ยอดชา

สายฝนยังคงกระหน่ำลงบนหลังคาสังกะสีของบ้านพักคนงานไม่ขาดสาย เสียงหยดน้ำกระแทกพื้นดินดังสลับกับเสียงฟ้าร้องจากอีกฟากของภูเขา ความหนาวเย็นแทรกซึมผ่านรอยต่อของผนังไม้เข้ามาภายในห้องพักเล็ก ๆ จนชวินทร์ต้องยกมือขึ้นกระชับเสื้อแขนยาวซึ่งยืมมาจากคนงานของไร่

ชายหนุ่มยืนอยู่ข้างหน้าต่าง ดวงตาคมมองผ่านม่านฝนไปยังเงาร่างของมัทนีซึ่งยังคงวิ่งวุ่นอยู่ระหว่างโรงคัดใบชากับบ้านพักของชาวบ้าน เธอสวมเสื้อกันฝนสีเข้มที่เปียกจนแนบลำตัว เส้นผมซึ่งเคยรวบไว้อย่างเรียบร้อยเริ่มหลุดลุ่ยปรกข้างแก้ม แต่หญิงสาวกลับไม่มีเวลาสนใจตัวเองแม้แต่น้อย

ก่อนหน้านี้ชวินทร์ยังคิดว่าการให้เขาพักในบ้านหลังนี้อาจเป็นวิธีกลั่นแกล้งของเธอ เพื่อทำให้คนจากเมืองใหญ่ได้เรียนรู้ความลำบากของคนบนดอย ทว่าภาพที่เห็นอยู่ตรงหน้ากลับทำให้ข้อสันนิษฐานนั้นเริ่มสั่นคลอน

มัทนีไม่ได้หายกลับไปพักในบ้านที่สะดวกสบายกว่า เธอกำลังเปียกฝนอยู่พร้อมกับทุกคน

ประตูบ้านพักถูกเคาะสองครั้ง ก่อนเด็กหนุ่มวัยสิบเจ็ดปีจะถือถาดอาหารเข้ามา ภายในมีข้าวสวย แกงจืดเต้าหู้ ผัดผัก และชาร้อนหนึ่งกา

“คุณมัทให้ผมเอาอาหารมาให้ครับ เธอบอกว่าคุณกับผู้ช่วยคงยังไม่ได้กินอะไรตั้งแต่บ่าย ถ้าอาหารไม่ถูกปากก็ต้องขอโทษด้วยนะครับ วันนี้คนครัวต้องไปช่วยย้ายของจากบ้านที่อยู่ใกล้ลำห้วย เลยทำได้เท่านี้จริง ๆ”

เด็กหนุ่มกล่าวด้วยท่าทีเกรงใจ ก่อนวางถาดลงบนโต๊ะไม้ตัวเล็ก ข้างกันนั้นผู้ช่วยของชวินทร์ซึ่งพักอยู่ในห้องถัดไปเดินเข้ามาสมทบ ใบหน้าของเขายังเต็มไปด้วยความกังวลเรื่องถนน

“คุณมัทยังอยู่ข้างนอกอีกหรือ”

ชวินทร์ถามพลางปรายตามองไปทางโรงคัดใบชา แม้พยายามทำให้น้ำเสียงฟังเหมือนเป็นเพียงคำถามธรรมดา แต่เขากลับรู้สึกขุ่นใจอย่างประหลาดเมื่อเห็นเธอตากฝนอยู่เป็นเวลานาน

“ครับ มีบ้านของป้าศรีอยู่ใกล้แนวดินสไลด์ คุณมัทกำลังช่วยขนของออกมา เธอบอกว่าถ้าน้ำเพิ่มสูงกว่านี้ กำแพงดินด้านหลังบ้านอาจรับไม่ไหว”

“แล้วไม่มีผู้ชายคนอื่นไปช่วยหรืออย่างไร ทำไมเจ้าของไร่ต้องลงไปเสี่ยงด้วยตัวเอง”

ชวินทร์ขมวดคิ้ว น้ำเสียงเริ่มแข็งขึ้นโดยไม่รู้ตัว เด็กหนุ่มจึงรีบตอบด้วยความซื่อ

“ทุกคนไปช่วยกันหมดแล้วครับ แต่คุณมัทรู้ทางระบายน้ำกับแนวดินดีที่สุด เธอเป็นคนเดินตรวจพื้นที่ทุกวัน ถ้าเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น ไม่มีใครกล้าตัดสินใจแทนเธอ เพราะถ้าย้ายคนผิดทางอาจไปเจอจุดที่อันตรายกว่าเดิม”คำตอบนั้นทำให้ชวินทร์นิ่งไป เขาก้มมองอาหารบนโต๊ะครู่หนึ่ง ก่อนหันไปบอกผู้ช่วย

“คุณกินข้าวอยู่ที่นี่แล้วติดต่อเจ้าหน้าที่ให้ผมด้วย ถามให้แน่ชัดว่าถนนจะเปิดได้เมื่อไร และตรวจสอบข้อความที่ผมส่งให้เมื่อครู่ อย่าให้ใครในบริษัทรู้ว่าผมกำลังตามเรื่องเอกสารเงินกู้”

ผู้ช่วยชะงักเมื่อเห็นชวินทร์หยิบเสื้อกันฝนตัวหนึ่งขึ้นมาสวม

“ท่านจะออกไปไหนครับ ข้างนอกฝนยังหนักมาก คุณมัทก็บอกแล้วว่าอย่าออกไปใกล้เนินดิน”

“ผมเพียงจะไปดูว่ามีอะไรช่วยได้บ้าง ผมไม่ชอบนั่งกินอาหารอยู่ใต้หลังคา ในขณะที่คนซึ่งเตรียมอาหารให้กำลังเสี่ยงอันตรายอยู่ข้างนอก”

ชวินทร์ตอบอย่างไม่เปิดโอกาสให้คัดค้าน แล้วก้าวออกจากบ้านพักทันที

สายฝนเย็นจัดปะทะใบหน้าจนเขาต้องหรี่ตา เส้นทางดินซึ่งเดินผ่านมาเมื่อช่วงเย็นกลายเป็นทางน้ำขุ่นไหลเชี่ยว รองเท้าบูตจมลงในโคลนทุกครั้งที่ก้าวเดิน แต่ชายหนุ่มยังคงมุ่งหน้าไปตามแสงไฟฉายซึ่งส่องวูบไหวอยู่ไม่ไกล

เมื่อเข้าใกล้พื้นที่เกิดเหตุ เขาเห็นชาวบ้านหลายคนกำลังช่วยกันขนข้าวของออกจากบ้านไม้หลังหนึ่ง ส่วนมัทนียืนอยู่บริเวณด้านหลังบ้าน คอยสั่งให้คนงานนำกระสอบทรายไปวางเปลี่ยนทิศทางน้ำ

“เอากระสอบไปวางทางขวาอีกสองชั้นนะคะ อย่าวางปิดทางน้ำทั้งหมด เพราะถ้าน้ำไม่มีทางออก มันจะดันกำแพงดินเข้าหาตัวบ้าน ให้เหลือช่องระบายลงลำห้วยเอาไว้ แล้วทุกคนอย่าเข้าใกล้รอยแยกตรงนั้นเด็ดขาด”เสียงของเธอดังแข่งกับสายฝน สีหน้าเคร่งเครียดแต่ยังมีสติในทุกคำสั่ง

ชวินทร์เดินตรงเข้าไปหา มัทนีหันมาเห็นเขาในจังหวะที่กำลังยกกระสอบทรายขึ้นจากพื้น แววตาของเธอเปลี่ยนจากความประหลาดใจเป็นไม่พอใจทันที

“คุณออกมาทำไม ฉันบอกแล้วไม่ใช่หรือคะว่าให้อยู่ในบ้านพัก พื้นดินตรงนี้ไม่มั่นคงและคุณไม่รู้จักพื้นที่ ถ้าเกิดพลาดตกลงไปหรือถูกดินไหลทับขึ้นมา ทุกคนต้องเสียเวลาไปช่วยคุณแทนที่จะช่วยชาวบ้าน”

เธอตำหนิเป็นประโยคยาวโดยไม่สนใจว่าเขาจะเป็นใคร สีหน้าจริงจังของหญิงสาวทำให้คนรอบข้างเงียบลงอย่างไม่รู้ตัว

“ผมไม่ได้ออกมาเดินเล่น และไม่ได้คิดว่าตัวเองมีค่ามากจนทุกคนต้องทิ้งงานไปคอยดูแล ผมเห็นว่าคุณขาดคนยกกระสอบ ถ้าคุณบอกว่าจะให้ผมช่วยตรงไหน ผมก็จะทำตามโดยไม่สร้างปัญหาให้คุณ”

ชวินทร์ตอบกลับอย่างสงบนิ่ง แม้ส่วนหนึ่งจะไม่พอใจที่ถูกต่อว่าต่อหน้าคนมากมาย แต่อีกส่วนหนึ่งกลับเข้าใจว่าเธอไม่ได้พูดเพื่อลบหลู่ หากเป็นเพราะความปลอดภัยจริง ๆ

มัทนีมองชุดเสื้อผ้าของคนงานซึ่งเขาสวมอยู่ ก่อนเลื่อนสายตาไปยังรองเท้าบูตที่เต็มไปด้วยโคลน ท่าทีของชายหนุ่มไม่ได้ดูเหมือนคนซึ่งออกมาเพราะอยากสร้างภาพ เขายืนรับฝนอยู่ตรงหน้าโดยไม่มีร่ม ไม่มีคนถือไฟให้ และไม่มีท่าทีรังเกียจสภาพ             เลอะเทอะรอบตัว

“ถ้าอย่างนั้นช่วยพาคุณป้ากับหลานออกไปอยู่ที่โรงคัดใบชาก่อนค่ะ บ้านหลังนี้ไม่ปลอดภัยแล้ว อย่าพาเดินผ่านหลังบ้าน ให้ใช้เส้นทางด้านซ้ายซึ่งอยู่ห่างจากแนวดิน พอส่งพวกเขาถึงที่แล้ว คุณต้องกลับไปที่บ้านพักทันที”

มัทนียอมมอบหมายงานให้ แต่ยังคงเน้นย้ำคำสั่งด้วยสีหน้าเคร่งขรึม

“ผมจะกลับเมื่อแน่ใจว่าทุกคนปลอดภัย คุณไม่ต้องคอยสั่งผมทุกประโยคก็ได้ ผมฟังสิ่งที่คุณพูดเข้าใจตั้งแต่ครั้งแรก”

ชวินทร์กล่าวพลางเดินไปช่วยหญิงสูงวัยประคองหลานสาวตัวเล็กออกจากบ้าน มัทนีมองตามแผ่นหลังกว้างครู่หนึ่ง ก่อนหันกลับไปสนใจรอยแยกบนเนินดินอีกครั้ง

ชวินทร์ใช้เวลาไม่นานพาคนทั้งสองไปส่งยังโรงคัดใบชา แต่แทนที่จะกลับบ้านพัก เขากลับย้อนมาช่วยขนของรอบสุดท้ายโดยไม่บอกมัทนี กระทั่งเสียงแตกร้าวดังขึ้นจากด้านหลังบ้าน ทุกคนจึงหยุดนิ่ง

“ออกจากตรงนั้นเดี๋ยวนี้!”

มัทนีตะโกนลั่น พร้อมกับวิ่งเข้าไปดึงแขนชายคนหนึ่งซึ่งกำลังยกตู้ไม้อยู่ใกล้กำแพง หลังจากนั้นเพียงไม่กี่วินาที ดินส่วนหนึ่งก็ไหลทะลักลงมากระแทกผนังบ้านเสียงดังสนั่น

ชวินทร์ซึ่งอยู่ไม่ไกลรีบเข้าไปรั้งเอวมัทนีให้ถอยออกมา เธอเสียหลักจากแรงดึงจนแผ่นหลังชนเข้ากับอกกว้าง มือของเขากอดรอบตัวเธอไว้แน่น ขณะที่ดินและเศษไม้กระเด็นผ่านจุดซึ่งหญิงสาวเคยยืนอยู่เพียงไม่กี่ก้าวทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วจนคนทั้งคู่แทบไม่ได้ตั้งตัว

มัทนีได้ยินเสียงหัวใจของชายหนุ่มเต้นแรงอยู่ชิดแผ่นหลัง เธอเองก็หายใจถี่ มือซึ่งเคยกำไฟฉายแน่นกลับสั่นเล็กน้อยหลังตระหนักว่าหากช้ากว่านั้นเพียงไม่กี่วินาที เธออาจถูกดินกองใหญ่ทับอยู่ใต้ซากบ้าน

“คุณบาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่า”

ชวินทร์ถามใกล้ใบหู น้ำเสียงทุ้มต่ำเต็มไปด้วยความตึงเครียด แขนยังคงโอบรั้งเธอไว้ราวกับไม่แน่ใจว่าปลอดภัยจริงหรือยัง

มัทนีรีบขยับออกจากอ้อมแขนของเขาเมื่อได้สติ เธอก้มตรวจแขนขาตัวเอง ก่อนส่ายหน้า

“ฉันไม่เป็นอะไรค่ะ แต่คนเมื่อครู่ล่ะคะ เขาออกมาได้หรือยัง”

“เขาปลอดภัยแล้ว คนอื่นพาออกไปก่อนดินไหลลงมา คุณควรห่วงตัวเองบ้าง ไม่ใช่วิ่งเข้าไปในจุดอันตรายทุกครั้งเพราะคิดว่าตัวเองรู้จักพื้นที่ดีกว่าคนอื่น”

ชวินทร์ตำหนิกลับบ้าง ความกลัวซึ่งเกิดขึ้นในเสี้ยววินาทีเมื่อเห็นเธอเกือบถูกดินทับ ทำให้น้ำเสียงของเขาแข็งกระด้างกว่าปกติ

“ถ้าฉันไม่เข้าไปดึงเขาออกมา เขาอาจได้รับอันตราย และฉันเป็นคนรับผิดชอบไร่นี้ ย่อมปล่อยให้คนงานเสี่ยงอยู่ตามลำพังไม่ได้”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป