บทที่ 7 ตอนที่ 7 คิดว่าจงใจ
ตอนที่ 7
คิดว่าจงใจ
มัทนีตอบด้วยแววตาแน่วแน่ แม้ใบหน้ายังซีดอยู่เล็กน้อย
“การรับผิดชอบไม่ได้หมายความว่าคุณต้องเอาชีวิตตัวเองเข้าแลกทุกครั้ง ถ้าคุณเป็นอะไรไป คนที่เหลือจะยิ่งไม่มีใครตัดสินใจ คุณพูดว่าผมเป็นคนจากเมืองที่ไม่เข้าใจชีวิตที่นี่ แต่ผมคิดว่าคุณเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่า คนซึ่งพึ่งพาคุณจะรู้สึกอย่างไร ถ้าคุณหายไปเพราะพยายามช่วยทุกคนจนลืมรักษาตัวเอง”
ถ้อยคำของชวินทร์ทำให้มัทนีเงียบลง เธอไม่เคยมีใครตำหนิเธอด้วยเหตุผลเช่นนี้ คนรอบตัวต่างชินกับการที่หญิงสาวเป็นฝ่ายแก้ปัญหาและยืนอยู่ข้างหน้าทุกครั้ง ไม่มีใครกล้าพูดว่าเธอไม่ควรแบกรับทุกอย่างไว้ตามลำพังโดยเฉพาะคนที่เพิ่งรู้จักกันไม่ถึงหนึ่งวัน
“คุณพูดเหมือนรู้จักฉันดี ทั้งที่เราเพิ่งพบกันเมื่อช่วงเย็น และก่อนหน้านี้คุณยังคิดว่าฉันจงใจให้คุณมาพักในบ้านคนงานเพื่อกลั่นแกล้งอยู่เลยไม่ใช่หรือคะ”
มัทนีถามเมื่อสังเกตเห็นแววตาของเขา ความรู้สึกขุ่นเคืองจากช่วงแรกยังหลงเหลืออยู่ แต่ไม่ได้รุนแรงเท่าเดิม
ชวินทร์ไม่ได้ปฏิเสธ เขามองไปทางบ้านพักซึ่งเห็นอยู่ไกล ๆ ก่อนตอบตามตรง
“ผมยอมรับว่าตอนแรกผมคิดแบบนั้น เพราะจังหวะที่คุณบอกให้ผมไปพักในบ้านคนงาน สีหน้าของคุณดูพอใจกับความลำบากของผมเกินไปหน่อย แต่หลังจากเห็นคุณเปียกฝนอยู่ข้างนอกนานกว่าทุกคน ผมก็รู้ว่าคงไม่มีใครกลั่นแกล้งคนอื่นด้วยการทำให้ตัวเองลำบากหนักกว่า”
ถ้อยคำตรงไปตรงมาของเขาทำให้มุมปากมัทนีเกือบยกขึ้น แต่เธอรีบเก็บรอยยิ้มนั้นเอาไว้
“ฉันไม่ได้พอใจที่คุณลำบากค่ะ เพียงแต่ฉันคิดว่าบางครั้งคนซึ่งคุ้นเคยกับความสะดวกสบายก็ควรเข้าใจว่า สิ่งที่ตัวเองมองว่าไม่เพียงพอ อาจเป็นสิ่งดีที่สุดที่คนอีกกลุ่มหนึ่งมีอยู่ และถ้าคุณตั้งใจจะทำธุรกิจกับชาวบ้านจริง คุณควรเริ่มจากการมองพวกเขาเป็นคนเท่ากัน ไม่ใช่เพียงผู้ผลิตวัตถุดิบราคาถูก”
มัทนีกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนลง แต่ทุกคำยังคงหนักแน่น
“ผมไม่เคยมองว่าคนซึ่งมีทรัพย์สินน้อยกว่าจะมีคุณค่าน้อยกว่า เพียงแต่การทำธุรกิจจำเป็นต้องพิจารณาต้นทุน กำไร และความสามารถในการแข่งขัน หากคุณต้องการราคาสูงจนสินค้าออกไปขายไม่ได้ สุดท้ายทั้งบริษัทและเกษตรกรก็อยู่ไม่รอดเหมือนกัน”
ชวินทร์ตอบด้วยเหตุผลของตน ดวงตาคมสบตาหญิงสาวอย่างไม่หลบเลี่ยง
“ฉันไม่ได้ขอราคาสูงเกินจริงค่ะ ฉันต้องการราคาที่คนปลูกสามารถเลี้ยงครอบครัว ส่งลูกเรียน และมีเงินเหลือดูแลแปลงชาให้มีคุณภาพต่อไปได้ ไม่ใช่ราคาที่บริษัทมีกำไรมากขึ้นทุกปี แต่ชาวบ้านต้องกู้หนี้เพื่อซื้อปุ๋ยและรอเงินจากพ่อค้าคนกลางด้วยความหวาดกลัวทุกฤดูกาล”
มัทนีอธิบายยาวขึ้น สีหน้าของเธอเต็มไปด้วยความเจ็บปวดซึ่งสะสมจากการเห็นชาวบ้านถูกเอาเปรียบมาหลายปี
ชวินทร์มองเธอนิ่ง เขาเริ่มเข้าใจว่าเหตุใดผู้ช่วยจึงบอกว่าหญิงสาวเจรจายาก เธอไม่ได้ต้องการเพียงตัวเลขที่สูงขึ้น แต่ต้องการเปลี่ยนระบบซึ่งทำให้คนอ่อนแอกว่าเป็นฝ่ายเสียเปรียบเสมอ
“ผมจะไม่รับปากในสิ่งที่ยังคำนวณไม่ได้ แต่ผมยินดีตรวจต้นทุนจริงของพวกคุณ และหาวิธีให้ราคาซื้อขายสัมพันธ์กับราคาตลาด หากราคาขายสูงขึ้น เกษตรกรก็ควรได้ส่วนแบ่งเพิ่มขึ้นด้วย ไม่ใช่ถูกผูกไว้กับราคาเดิมตลอดสัญญา”
ข้อเสนอซึ่งหลุดออกมาจากปากชวินทร์ทำให้มัทนีมองเขาอย่างประหลาดใจ เพราะบริษัทใหญ่ที่เธอเคยพบไม่เคยพูดถึงการแบ่งผลประโยชน์ตามราคาขาย ส่วนมากมีแต่พยายามล็อกราคารับซื้อให้ต่ำที่สุด
“คุณกำลังพูดในฐานะคนที่ต้องการให้ฉันยอมพาไปดูไร่ หรือพูดในฐานะประธานบริษัทซึ่งพร้อมจะเขียนเงื่อนไขนั้นลงในสัญญาจริง ๆ คะ”
เธอถามเพื่อหยั่งเชิง ไม่ยอมปล่อยให้ความรู้สึกดีเพียงชั่วขณะทำลายความระมัดระวัง
“ผมพูดในฐานะคนซึ่งไม่ชอบให้คำสัญญา ลอย ๆ ถ้าผมเห็นว่าธุรกิจนี้มีความเป็นไปได้ และตัวเลขพิสูจน์ได้ว่าทุกฝ่ายอยู่รอด ผมจะเขียนเงื่อนไขที่พูดลงในเอกสารให้คุณอ่านอย่างชัดเจน แต่ผมก็ต้องการความโปร่งใสจากคุณเช่นกัน ทั้งต้นทุน ปริมาณผลผลิต และมาตรฐานการควบคุมคุณภาพ ผมจะไม่ลงทุนด้วยความสงสาร และคุณก็คงไม่ต้องการให้ใครซื้อชาเพราะสงสารอยู่แล้ว”
น้ำเสียงของชวินทร์จริงจังจนมัทนีไม่อาจมองว่าเขากำลังพูดเอาใจ
“ถูกต้องค่ะ ฉันไม่ต้องการความสงสาร เพราะความสงสารหมดลงได้ทันทีที่ธุรกิจเจอปัญหา แต่ถ้าเป็นข้อตกลงที่เกิดจากคุณภาพและความเป็นธรรม เราจะรักษามันไว้ได้ยาวนานกว่า”
หญิงสาวตอบ ก่อนหันไปมองพื้นที่เกิดเหตุซึ่งชาวบ้านกำลังตรวจสอบเป็นครั้งสุดท้าย
เมื่อมั่นใจว่าทุกคนปลอดภัย มัทนีจึงพาชวินทร์กลับมายังโรงคัดใบชา เสื้อผ้าของทั้งคู่เปียกโชกจนแทบไม่มีส่วนใดแห้ง หญิงสาวนำผ้าขนหนูผืนใหม่มาให้เขา พร้อมยื่นถ้วยชาร้อนซึ่งเพิ่งชงเสร็จ
“ดื่มก่อนเถอะค่ะ อากาศคืนนี้เย็นกว่าปกติ ถ้าคุณป่วยขึ้นมา ถนนก็ยังปิดอยู่ ฉันคงหาหมอมาดูอาการให้ลำบาก”
มัทนีกล่าวพลางวางถ้วยลงตรงหน้า แม้ยังมีถ้อยคำคล้ายตำหนิอยู่บ้าง แต่แววตากลับแสดงความห่วงใยอย่างปิดไม่มิด
ชวินทร์ยกถ้วยขึ้นสูดกลิ่น ชาร้อนมีกลิ่นหอมสดชื่นคล้ายยอดอ่อนผสมกลิ่นดอกไม้จาง ๆ แตกต่างจากชาเขียวซึ่งเขาเคยดื่มในโรงแรมหรูอย่างชัดเจน เมื่อจิบลงไป รสแรกมีความฝาดนุ่ม ก่อนจะเปลี่ยนเป็นรสหวานติดปลายลิ้น
“นี่คือชาที่คุณบอกว่าเป็นสูตรของไร่หรือ”
เขาถามหลังจากดื่มอีกคำ สีหน้าซึ่งเคยเคร่งเครียดคลายลงเล็กน้อย
“ค่ะ เป็นชาจากยอดอ่อนที่เก็บช่วงเช้า เราหยุดปฏิกิริยาออกซิเดชันด้วยไอน้ำอุณหภูมิสูงในเวลาสั้น ๆ แล้วอบด้วยอุณหภูมิต่ำ เพื่อรักษากลิ่นและสีตามธรรมชาติ แต่เครื่องจักรที่นี่มีขนาดเล็ก เราจึงผลิตได้ไม่มาก และความสม่ำเสมอของแต่ละชุดยังต้องปรับอีกพอสมควร”
มัทนีอธิบายด้วยท่าทีคล่องแคล่วทันทีที่พูดถึงสิ่งซึ่งเชี่ยวชาญ แววตาของเธอสว่างขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
“กลิ่นไม่เหมือนชาเขียวทั่วไป รสฝาดน้อยกว่าและไม่มีความเหม็นเขียวติดลิ้น ถ้าปรับความสม่ำเสมอได้ ผมคิดว่าน่าจะทำตลาดเครื่องดื่มพรีเมียมได้ โดยเฉพาะกลุ่มคนที่ต้องการสินค้าจากแหล่งปลูกซึ่งตรวจสอบย้อนกลับได้”
