บทที่ 8 ตอนที่8 ตัดสินง่ายไปไหม

ตอนที่8

ตัดสินง่ายไปไหม

ชวินทร์วิเคราะห์อย่างจริงจัง สมองของเขาเริ่มประเมินต้นทุน การขนส่ง และแนวทางสร้างผลิตภัณฑ์โดยอัตโนมัติ

“คุณดูเหมือนตัดสินธุรกิจจากชาเพียงถ้วยเดียวเร็วเกินไปนะคะ คุณยังไม่เห็นแปลงปลูก ไม่รู้ปริมาณผลผลิต และไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเราจะรักษาคุณภาพได้ตลอดทั้งปีหรือไม่”

มัทนีเตือน แม้ภายในใจจะรู้สึกพอใจที่เขามองเห็นคุณค่าของชาโดยไม่ต้องอธิบายมาก

“ผมไม่ได้ตัดสินใจลงทุนจากชาเพียงถ้วยเดียว แต่ชาถ้วยนี้ทำให้ผมเห็นว่ามีสิ่งให้ตรวจสอบต่อ หากรสชาติธรรมดา ผมคงไม่จำเป็นต้องเสียเวลาพูดเรื่องแผนการผลิตกับคุณ และคุณเองก็คงไม่ต้องเสียเวลาระแวงว่าผมจะมาหลอกซื้อวัตถุดิบราคาถูก”

คำตอบนั้นทำให้มัทนีเผลอยิ้มบาง ๆ เป็นครั้งแรก ชวินทร์เห็นรอยยิ้มของเธอชัดเจน แม้มันจะปรากฏเพียงชั่วครู่ก่อนถูกเก็บซ่อนไว้อีกครั้ง

“พรุ่งนี้ถ้าฝนหยุด ฉันจะพาคุณดูไร่ค่ะ แต่ต้องเดินตั้งแต่เช้ามืด เพราะช่วงเก็บยอดชาที่ดีที่สุดคือก่อนแดดแรง คุณจะได้เห็นว่าทุกใบที่อยู่ในถ้วยไม่ได้เกิดขึ้นง่ายอย่างที่คนซื้อเห็นบนชั้นวางสินค้า”

หญิงสาวกล่าวก่อนยกถ้วยชาของตนขึ้นจิบ

รุ่งเช้า สายฝนหยุดลงเหลือเพียงละอองบางเบา หมอกสีขาวลอยต่ำคลุมทั่วหุบเขา ชวินทร์ตื่นขึ้นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างเพราะเสียงเคาะประตู เมื่อเปิดออก เขาพบมัทนีในเสื้อเชิ้ตแขนยาวและรองเท้าบูต ยืนถือหมวกสานใบหนึ่งอยู่หน้าบ้านพัก

“ถ้าคุณยังต้องการดูขั้นตอนทั้งหมด เราต้องออกไปตอนนี้ค่ะ คนงานเริ่มเก็บยอดชากันแล้ว และอีกไม่กี่ชั่วโมงแดดจะทำให้ความชื้นในใบเปลี่ยน รสชาติที่ได้ก็จะต่างออกไป”

เธอบอกพร้อมยื่นหมวกให้เขา“คุณคิดจริงหรือว่าผมต้องใส่สิ่งนี้”

ชวินทร์ถามพลางมองหมวกสานในมืออย่างไม่คุ้นเคย

“คุณจะไม่ใส่ก็ได้ค่ะ แต่ถ้าฝนตกลงมาอีกหรือใบไม้เปียกฟาดหน้าระหว่างเดิน คุณก็อย่ากล่าวหาว่าฉันไม่เตือน เพราะบนดอยไม่มีใครสนใจว่าคุณจะดูดีเหมือนตอนอยู่ในห้องประชุมหรือไม่ ทุกคนสนใจเพียงว่าคุณจะเดินตามทันหรือเปล่า”

มัทนีตอบด้วยใบหน้านิ่ง แต่แววตาแฝงความขบขันอยู่ลึก ๆ

ชวินทร์รับหมวกมาสวมโดยไม่โต้เถียง ก่อนเดินตามเธอขึ้นไปตามทางแคบระหว่างแนวต้นชา

ยามเช้าหลังพายุ อากาศสดชื่นจนแทบสัมผัสได้ถึงกลิ่นดินและใบไม้ทุกครั้งที่หายใจ ไร่ชาทอดตัวลดหลั่นไปตามไหล่เขา ยอดอ่อนสีเขียวสดแทรกอยู่ท่ามกลางม่านหมอกซึ่งเคลื่อนไหวช้า ๆ ราวกับผืนผ้าบางขนาดใหญ่

มัทนีหยุดอยู่ข้างคนงานกลุ่มหนึ่ง ก่อนเด็ดใบชาให้เขาดู

“หนึ่งยอดกับสองใบอ่อนเป็นส่วนที่เราใช้สำหรับชาคุณภาพสูงค่ะ คนเก็บต้องรู้ว่าควรเด็ดตรงไหน ถ้าเก็บใบแก่ปะปนมากเกินไป รสจะฝาดและกลิ่นจะไม่ละเอียด งานนี้จึงไม่ใช่เพียงใช้แรง แต่ต้องอาศัยประสบการณ์ คนงานบางคนอยู่กับไร่มาตั้งแต่รุ่นพ่อของฉัน”

เธออธิบายพร้อมวางยอดชาลงในฝ่ามือเขา

ชวินทร์มองใบเล็ก ๆ ซึ่งดูธรรมดาจนน่าเหลือเชื่อว่าจะผ่านกระบวนการมากมายก่อนกลายเป็นเครื่องดื่มราคาแพง

“คนงานได้รับค่าจ้างแบบรายวันหรือคิดตามน้ำหนักที่เก็บได้”

เขาถามโดยไม่ละสายตาจากยอดชา“มีทั้งค่าจ้างประจำและเงินเพิ่มตามคุณภาพค่ะ ถ้าคิดแต่น้ำหนัก คนเก็บจะรีบจนมีใบแก่ปะปนมาก เราจึงให้ค่าตอบแทนจากความละเอียดด้วย แต่ช่วงที่ราคาชาตกต่ำ รายได้ของไร่ไม่พอ ฉันต้องนำเงินจากส่วนอื่นมาจ่ายเพิ่ม เพราะไม่อยากให้คนงานเป็นฝ่ายรับผลกระทบก่อนทุกครั้ง”

มัทนีตอบตามความจริง สีหน้าของเธอหม่นลงเล็กน้อย

“ถ้าคุณทำแบบนั้นต่อเนื่อง ไร่จะไม่มีเงินลงทุนพัฒนาเครื่องจักร และสุดท้ายอาจพังไปพร้อมกันทั้งหมด การรับภาระแทนคนอื่นไม่ใช่ทางออกถาวร”

ชวินทร์กล่าวอย่างตรงไปตรงมา

“ฉันทราบค่ะ แต่การบอกว่าทุกคนต้องยอมลดรายได้เพราะไร่ขาดทุนก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนกัน คนงานบางคนมีพ่อแม่ป่วย บางคนมีลูกต้องเรียนหนังสือ ตัวเลขในบัญชีอาจบอกให้ฉันลดค่าใช้จ่าย แต่คนตรงหน้าทำให้ฉันตัดสินใจไม่ได้ง่ายขนาดนั้น”

มัทนีอธิบายพลางมองคนงานรอบตัวด้วยแววตาอ่อนโยน

ชวินทร์มองใบหน้าด้านข้างของเธออยู่ครู่หนึ่ง ความรับผิดชอบของหญิงสาวคล้ายคลึงกับสิ่งที่เขากำลังแบกรับอย่างน่าประหลาด ต่างกันเพียงขนาดของปัญหาและสถานที่

“เมื่อวานคุณบอกว่าคนในไร่เป็นชีวิตที่คุณต้องรับผิดชอบ ส่วนผมมีพนักงานหลายร้อยคนซึ่งอาจตกงานภายในหกเดือน เราสองคนต่างกำลังทำสิ่งเดียวกัน คือพยายามรักษาทุกคนเอาไว้ทั้งที่ทรัพยากรในมือไม่เพียงพอ บางทีแทนที่จะมองว่าผมเป็นนายทุนและคุณเป็นคนถูกเอาเปรียบ เราควรมองว่าเรากำลังหาทางออกจากปัญหาคนละด้าน”

ชวินทร์กล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง ไม่มีท่าทีวางอำนาจเหมือนในวันแรก

มัทนีหันมาสบตาเขา ความรู้สึกบางอย่างเคลื่อนไหวอยู่ภายในใจ เธอเริ่มมองเห็นชายหนุ่มซึ่งซ่อนอยู่ภายใต้ตำแหน่งท่านประธาน เห็นความเหน็ดเหนื่อยและความหวาดกลัวที่จะรักษาทุกอย่างไว้ไม่ได้

“ฉันยอมรับว่าอาจตัดสินคุณเร็วเกินไป เพราะประสบการณ์ที่ผ่านมาทำให้ฉันไม่ไว้ใจบริษัทใหญ่ แต่ความไว้ใจไม่สามารถเกิดขึ้นภายในคืนเดียว คุณคงต้องให้เวลาฉันดูว่าคุณรักษาคำพูดได้มากแค่ไหน”

มัทนีกล่าวอย่างตรงไปตรงมา

“ผมไม่ได้ขอให้คุณเชื่อใจทันที ผมเพียงขอโอกาสให้คุณตรวจสอบผมด้วยมาตรฐานเดียวกับที่คุณใช้ตรวจสอบคุณภาพชา ถ้าผมไม่ผ่าน คุณก็ปฏิเสธได้โดยไม่มีข้อโต้แย้ง”

ถ้อยคำของเขาทำให้หญิงสาวยิ้มออกมาอีกครั้ง คราวนี้รอยยิ้มนั้นชัดเจนและอยู่บนใบหน้านานกว่าครั้งก่อน

หลังเดินดูแปลงปลูก มัทนีพาชวินทร์เข้าไปยังโรงแปรรูปขนาดเล็ก เธออธิบายตั้งแต่การคัดใบ การหยุดปฏิกิริยาออกซิเดชัน การนวด ไปจนถึงการอบแห้ง ชวินทร์ซักถามรายละเอียดทุกขั้นตอน ทั้งกำลังการผลิต อัตราสูญเสีย ค่าไฟ และความสามารถในการขยายปริมาณสินค้า

การพูดคุยซึ่งเคยเต็มไปด้วยแรงปะทะเริ่มเปลี่ยนเป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างจริงจัง มัทนีประหลาดใจที่เขาไม่ได้เป็นเพียงทายาทซึ่งมีตำแหน่งเพราะครอบครัว ชวินทร์เข้าใจเรื่องตลาดและการจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างลึกซึ้งขณะเดียวกันเขาก็พบว่าหญิงสาวไม่ได้เก่งเพียงการโต้เถียง เธอมีความรู้ทางวิทยาศาสตร์และวิเคราะห์ปัญหาได้เป็นระบบ

ช่วงสาย ถนนบางส่วนได้รับการเปิดชั่วคราว เจ้าหน้าที่แจ้งว่ารถขนาดเล็กสามารถผ่านได้ แต่ต้องรีบเดินทางก่อนฝนรอบใหม่จะเข้ามา

ก่อนกลับ ชวินทร์ขอให้มัทนีเรียกชาวบ้านซึ่งเป็นเจ้าของแปลงปลูกมารวมกันที่โรงคัดใบชา เขานำกระดาษแผ่นหนึ่งออกมาเขียนข้อความด้วยตนเอง ก่อนยืนอ่านต่อหน้าทุกคน

“เอกสารฉบับนี้ยังไม่ใช่สัญญาซื้อขายและยังต้องผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการบริษัท แต่ผมขอแสดงเจตจำนงว่าจะศึกษาความเป็นไปได้ในการรับซื้อชาโดยใช้ต้นทุนจริงเป็นฐาน กำหนดราคาขั้นต่ำซึ่งไม่ต่ำกว่าต้นทุนการผลิต และปรับเพิ่มผลตอบแทนให้เกษตรกรหากราคาขายในตลาดสูงขึ้น บริษัทจะไม่บังคับให้เจ้าของแปลงขายที่ดิน ไม่เรียกร้องสิทธิครอบครองพื้นที่ และทุกเงื่อนไขต้องผ่านการตกลงร่วมกันก่อนเริ่มดำเนินงาน”

เสียงซุบซิบดังขึ้นในหมู่ชาวบ้าน หลายคนมองหน้ากันอย่างไม่แน่ใจว่าควรเชื่อถ้อยคำเหล่านี้มากเพียงใด

มัทนียืนอยู่ด้านข้าง ก่อนถามเขาต่อหน้าทุกคน

“คุณทราบใช่ไหมคะว่าการลงชื่อในหนังสือแสดงเจตจำนงก่อนคณะกรรมการอนุมัติอาจทำให้คุณถูกต่อต้าน และถ้าบริษัทของคุณไม่เห็นด้วย เอกสารนี้ก็อาจกลายเป็นสิ่งที่ใช้โจมตีว่าคุณตัดสินใจโดยพลการ”

“ผมทราบดี แต่ถ้าผมไม่กล้ารับผิดชอบแม้แต่คำพูดของตัวเอง ผมก็ไม่มีสิทธิขอให้พวกคุณเชื่อใจ บริษัทอาจยังไม่อนุมัติโครงการ แต่ผมลงชื่อเพื่อยืนยันว่าเงื่อนไขเหล่านี้คือจุดเริ่มต้นที่ผมจะนำไปเจรจา ไม่ใช่คำพูดที่เกิดขึ้นแล้วหายไปหลังผมลงจากดอย”

ชวินทร์ตอบอย่างหนักแน่น ก่อนลงลายมือชื่อด้านล่างเอกสารและส่งให้มัทนี

บทก่อนหน้า
บทถัดไป