บทที่ 2 อารัมภบท
อารัมภบท
พุทธศักราช ๒๕๐๒
ภายใต้ประกาศสถาปนาอำนาจเด็ดขาด ยุคสมัยแห่งการกวาดล้างได้เริ่มต้นขึ้น เหล่าอันธพาลครองเมือง นักเลงหัวไม้ และเจ้าพ่อบ่อนเบี้ยในพระนครที่เคยผยองพองขน ต่างถูกไล่ล่าจนต้องหนีหัวซุกหัวซุนไม่ผิดแผกจากสุนัขจนตรอก
ท่ามกลางกลิ่นของควันปืนและประกาศจับที่แปะหราอยู่ตามกำแพงตึกดิน ชื่อของ ‘ไอ้โชค’ ปรากฏเด่นชัดอยู่บนหน้ากระดาษหนังสือพิมพ์รายวันแทบทุกฉบับ ในฐานะบุคคลที่ทางการต้องการตัวมากที่สุดคนหนึ่ง...
ทว่าคนอย่างเขาจมูกไวและฉลาดเป็นกรดเกินกว่าจะจนมุมในกรงขัง ทางการไม่เพียงไม่มีเบาะแส แต่เขายังล่องหนดั่งวิญญาณ เหล่านายตำรวจที่หมายจะเด็ดหัวพยัคฆ์ร้ายตัวนี้ กลับทำได้เพียงไล่จับควันที่ไม่มีอยู่จริง ทิ้งไว้เพียงคำเย้ยหยันในหน้าหนังสือพิมพ์ที่โหมประโคมข่าวความล้มเหลวของมาตรา ๑๗ ที่ไม่อาจเอื้อมถึงเงาของเขาได้แม้เพียงปลายก้อย
สุพรรณบุรี
"ข่าวไอ้โชคคนนั้นอีกแล้ว... ออกหน้าหนังสือพิมพ์ได้ทุกเมื่อเชื่อวัน คนเขียนข่าวไม่ยักจะเบื่อรึไงกันนะ"
เจ้หลี เถ้าแก่เนี้ยร้านขายข้าวสารสบถพลางสะบัดมือโยนหนังสือพิมพ์ฉบับอรุณรุ่งลงบนโต๊ะไม้เคี่ยมที่มันปลาบด้วยคราบน้ำมัน กระดาษแผ่นบางปลิวว่อนก่อนจะสงบนิ่งลงท่ามกลางละอองฝุ่นข้าวที่ลอยล่องในอากาศ หล่อนเงยหน้าพ่นลมหายใจทิ้งจากนั้นกวาดสายตามองสองร่างที่ยืนอยู่ตรงหน้า
"เอ้า... นังผกา เอาอะไรล่ะวันนี้" เมื่อเห็นว่าหญิงสาวผู้เป็นขาประจำยืนอยู่หน้าแผง เถ้าแก่เนี้ยจึงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงกระด้างตามวิสัยคนค้าขาย
"ข้าวสารสองลิตรจ๊ะเถ้าแก่เนี้ย"
ผกาตอบกลับเสียงใสพลางถือวิสาสะหยิบหนังสือพิมพ์ที่ถูกเมินเฉยขึ้นมาชมดู ทันทีที่สายตาปะทะกับภาพถ่ายขาวดำบนพาดหัวประกาศจับ ใบหน้าแฉล้มของหล่อนก็ขึ้นสีระเรื่ออย่างห้ามไม่อยู่ พยัคฆ์ร้ายที่ชื่อ 'ไอ้โชค' คนนี้ดูคมคาย หล่อเหลา และสง่างามประหนึ่งผู้ดีมีตระกูลหลุดออกมาจากวัง มากกว่าจะเป็นอันธพาลใจทรามตามที่ข่าวประโคม
"มาซื้อทีละลิตรสองลิตร ทำไมไม่ซื้อทีละเยอะ ๆ วะ เสียเวลาเด็กมันไปตัก" แม้จะเอ่ยปากค่อนแคะแต่เถ้าแก่เนี้ยก็ยังพยักพเยิดสั่งให้เด็กในร้านไปตวงข้าวตามประสงค์
"โธ่เถ้าแก่เนี้ย... ก็บ้านฉันมีเงินแค่นี้นี่จ๊ะ" หญิงสาวจีบปากจีบคอขยับยิ้ม โดยสายตาไม่ละไปจากใบหน้าหล่อเหลาในประกาศจับ
"ลื้อก็รีบ ๆ แต่งออกเรือนไปเสียทีเถอะนังผกา โตเป็นสาวสะพรั่งขนาดนี้แล้วยังจะเกาะพ่อเกาะแม่กินอยู่อีก หน้าตารึก็ไม่ขี้ริ้วขี้เหร่ ทรวดทรงองเอวก็พริ้งเพรา หนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่ในตำบลนี้คงอยากจะได้ลื้อไปเป็นเมียกันทั้งนั้นแหละ"
เถ้าแก่เนี้ยว่าพลางยื่นถุงข้าวสารให้ด้วยจริตคนปากร้ายแต่ใจดี
"แหม... เถ้าแก่เนี้ยก็ชมฉันเกินไปจ๊ะ"
หญิงสาวผู้เป็นพี่รับคำด้วยท่าทีขวยเขิน ก่อนจะรีบยัดเยียดถุงข้าวสารหนักอึ้งนั้นส่งต่อให้ใครอีกคนที่ยืนตัวลีบอยู่ข้างกาย
"เอ้า! รับไปถือสิ ยืนบื้อเป็นตอไม้ไปได้"
มือเรียวที่หยาบกร้านจากการตรากตรำงานหนัก รีบตะโบมรับถุงกระดาษมาไว้ในอ้อมแขน ใบหน้าที่มอมแมมด้วยเขม่าฟืนและฝุ่นผงมวลสาร ทิ้งให้เห็นเพียงดวงตาหม่นโศกที่ดูห่างไกลจากคำว่ามีความสุขนัก สภาพของเขาดูแทบไม่ได้ ไม่ต่างจากบ่าวไพร่ในเรือนที่อาศัยเพียงเศษบุญผู้อื่นประทังชีวิต
"แล้วลื้อล่ะ... เกศแก้ว" เถ้าแก่เนี้ยอดไม่ได้ที่จะเบือนสายตามามองเด็กหนุ่ม "ไม่คิดอยากจะออกเหย้าออกเรือนกับเขาบ้างหรือไง เผื่อชีวิตความเป็นอยู่มันจะดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่นี่"
แม้คำพูดจะฟังดูละลาบละล้วง แต่ลึก ๆ ในใจของเถ้าแก่เนี้ยกลับเต็มไปด้วยความเวทนา ชาวบ้านร้านตลาดในหมู่บ้านต่างก็รู้แจ้งเห็นจริงกันทั่วว่าชีวิตของเด็กหนุ่มตรงหน้าช่างยากเข็ญและขมขื่นเพียงใด เกศแก้วไม่เคยได้สัมผัสของใหม่ชิ้นใดในชีวิต นอกเสียจากอาภรณ์เก่าขาดที่เหลือเดนมาจากพี่สาวต่างมารดา
เขาเป็นน้องชายที่ถูกลดทอนคุณค่าลงจนกลายเป็นเพียงทาสรับใช้ที่ติดสอยห้อยตามความเจิดจรัสของผกาไปวัน ๆ เท่านั้นเอง
"เอ่อ... คือว่าฉัน..." เกศแก้วพยายามจะอ้าปากตอบคำถาม ทว่ายังไม่ทันจะได้เอ่ยคำใดออกมา เสียงแหลมเล็กของหญิงสาวข้างกายก็ดังแทรกขึ้นมาเสียก่อน
"โอ๊ย! เถ้าแก่เนี้ยอย่าไปถามเรื่องนี้กับมันเลยจ้ะ คนอย่างไอ้เกศน่ะ ถึงใจมันจะอยากแต่งงานออกเรือนแทบตาย ก็คงไม่มีผู้ชายดี ๆ ที่ไหนเขาอยากจะเอาไปทำเมียหรอก สภาพมอมแมมดูไม่ได้แบบนี้..."
ผกาว่าพลางเชิดหน้าขึ้นอย่างจองหอง หล่อนไม่ได้รู้สึกผิดแม้เพียงนิดว่าส่วนหนึ่งที่ทำให้น้องชายต้องมีสภาพน่าเวทนาเช่นนี้ ก็เป็นเพราะน้ำมือของหล่อนเอง
“นังผกา... ลื้อก็ใจดีกับมันเสียหน่อยเถอะ อย่างน้อยนั่นก็น้องในไส้ เสื้อผ้าอาภรณ์ก็หาดี ๆ ให้นุ่งห่มบ้าง ไม่ใช่ปล่อยให้มันนุ่งผ้าขาดกะรุ่งกะริ่งเหมือนผ้าขี้ริ้วเช็ดตีนแบบนี้” เถ้าแก่เนี้ยหรี่ตาลงมองร่างแน่งน้อยด้วยสายตาที่ดูแคลนไม่ลง
“เค้าหน้ามันก็ไม่ขี้ริ้วขี้เหร่ หากขัดสีฉวีวรรณดี ๆ ก็คงเป็นผู้เป็นคนพอจะอวดชาวบ้านเขาได้บ้าง”
"คนอย่างมัน ต่อให้ลงไปแช่น้ำอบขัดสีฉวีวรรณเจ็ดวันเจ็ดคืน ก็ไม่มีวันจะเป็นผู้เป็นคนขึ้นมาได้หรอกจ้ะเถ้าแก่เนี้ย... ขี้โคลนมันคงซึมลึกไปถึงสันดานแล้ว ขัดอย่างไรก็คงเห็นแต่เนื้อเน่าข้างในมากกว่าเนื้อนวล"
ผกาว่าพลางถลนตาใส่น้องชายต่างมารดาอย่างดุร้าย จนเกศแก้วต้องรีบก้มหน้าลงจนคางชิดอก ร่างบางสั่นเทาด้วยความอับอายต่อสายตาคนรอบข้าง
"นี่จ้ะเงิน... ฉันไปก่อนนะจ๊ะ อ้อ! แล้วเถ้าแก่เนี้ย หนังสือพิมพ์ฉบับนี้ไม่ใช้แล้วใช่ไหมจ๊ะ ฉันขอไปละกัน"
หล่อนทิ้งเงินไว้บนโต๊ะแล้วถือวิสาสะคว้ากระดาษแผ่นนั้นติดมือไปโดยไม่รอคำอนุญาต ใบหน้าพริ้มเพราเชิดขึ้นอย่างไม่แยแสสิ่งใด ทิ้งให้เจ้าของร้านข้าวสารสูงวัยได้แต่มองตามหลังพลางส่ายหัวด้วยความเอือมระอาในกิริยาที่หาความดีไม่ได้ของหล่อน
"เถ้าแก่เนี้ยคงจะตาไม่มีแวว... มองอย่างไรถึงเห็นว่าคนอย่างเอ็งจะลุกขึ้นมาเป็นผู้เป็นคนกับเขาได้ ใช่ไหมเกศแก้ว"
ผกาเอ่ยข่มขวัญพลางจีบปากจีบคอขณะเดินนวยนาดกลับเรือน โดยไม่คิดจะหันไปมองร่างบอบบางที่เดินหอบข้าวของพะรุงพะรังตามหลังมาแม้แต่น้อย ในขณะที่หล่อนเดินตัวปลิวอย่างสบายอารมณ์ น้องชายต่างมารดากลับต้องแบกรับทั้งน้ำหนักของและน้ำหนักคำพูดเหยียดหยามจนตัวงอ
"จ๊ะ... คนอย่างฉัน ขัดสีฉวีวรรณเท่าไหร่ก็คงไม่เป็นผู้เป็นคนขึ้นมาได้หรอก"
เกศแก้วจำต้องเอ่ยรับคำด้วยน้ำเสียงแผ่วต่ำ แม้หนทางเบื้องหน้าจะยังอีกยาวไกล แต่เขากลับไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองทางให้เต็มตา ภายในใจลึก ๆ ถึงจะไม่ได้รู้สึกดูแคลนตัวเองอย่างที่ปากว่า แต่หากไม่แสร้งเอ่ยคำที่พี่สาวอยากจะได้ยินที่สุดออกมา เห็นทีวันนี้ทั้งวันเขาคงไม่วายถูกลงโทษให้อดข้าวจนต้องหิวโซแน่ ๆ
“เออ... ว่าแต่เอ็งเห็นนี่ไหมเกศแก้ว”
ผกาว่าพลางยื่นหน้าหนังสือพิมพ์ที่มีรูปถ่ายขาวดำของชายหนุ่มหน้าตาคมคายให้น้องชายดูด้วยสายตาเป็นประกาย เกศแก้วปรายตามองครู่หนึ่งก่อนจะรับคำเสียงเบา
“จ๊ะ... เห็นจ๊ะพี่ผกา”
“คนอะไรก็ไม่รู้ หล่อเหลาเอาการนักเชียว ข้ายังไม่เคยเห็นประกาศจับที่ไหนจะหน้าตาดีถึงเพียงนี้ ถึงจะเป็นนักเลงหัวไม้ที่ถูกทางการกวาดล้าง แต่ถ้าได้ไปเป็นเมียคนแบบนี้... ต่อให้ต้องลำบากข้าก็ยอม!” หล่อนจีบปากจีบคอพูดอย่างอารมณ์ดี ผิดกับเกศแก้วที่เอ่ยท้วงขึ้นมาด้วยความซื่อ
“ตะ... แต่ เขาเป็นคนไม่ดีไม่ใช่หรือจ๊ะพี่” เกศแก้วเผลอพูดสิ่งที่คิดออกมาโดยไม่ระวัง ก็หากเป็นคนดีไหนเลยจะถูกทางการประกาศจับหราอยู่บนหน้าหนังสือพิมพ์แบบนี้เล่า
เพียะ!
ความรู้สึกเหมือนถูกฝ่ามือฟาดเข้าที่หัวอย่างแรงทำเอาร่างผอมแห้งเซถลา
“โอ๊ย! พี่ตีฉันทำไมจ๊ะ”
“เพราะแกมันโง่น่ะสิเกศแก้ว! โหงวเฮ้งภูมิฐานแบบนี้ ข้าว่าต้องเป็นพวกเสือใจเด็ดที่ปล้นคนรวยมาช่วยคนจนแน่ ๆ เอ็งไม่รู้รึ... พวกเสือที่มีชื่อเสียงน่ะ อย่างเสือชัยแห่งเมืองสุพรรณ ข้าว่าคนในรูปนี้ต้องเป็นเสือประเภทเดียวกันนั่นแหละ”
เกศแก้วได้แต่ลอบนึกในใจว่าคนป่าคนเขากับคนเมืองจะเหมือนกันได้อย่างไร นักเลงจากพระนครน่ะคงไม่เหมือนเสือแถวนี้เสียหน่อย หากไม่ทำเรื่องเลวระยำส่อสันดานโจร มีหรือทางการจะตามล่าตัวให้วุ่นวายถึงเพียงนี้ ทว่าเขากลับไม่กล้าปริปากพูดออกไปเพราะเกรงจะโดนฝ่ามือฟาดซ้ำรอบสอง ได้แต่เออออห่อหมกไปกับพี่สาวแบบแกน ๆ
“จ้ะ ๆ”
“คอยดูนะ... ข้านี่แหละจะไปเป็นเมียเสือ และไม่ใช่แค่เสือปลายแถวที่ไหนด้วย ถ้าข้าจะเป็นเมีย ก็ต้องเป็นเมียหัวหน้าเสือที่มีดีทั้งหน้าตาและบารมี มีลูกน้องให้ข้าคอยจิกหัวใช้เป็นร้อย!”
นั่นคือความฝันเฟื่องของผกาที่เกศแก้วทำได้เพียงรับฟังไปอย่างนั้น
สำหรับเขา... อย่าว่าแต่ความฝันเลย ขอแค่ใช้ชีวิตไปวัน ๆ โดยไม่ไปขัดหูขวางตาคนในบ้านจนถูกสั่งลงโทษอดข้าวอดปลาก็พอแล้ว คนต่ำต้อยอย่างเขาไม่กล้าฝันไกลถึงการมีคู่ครอง หรือมีบริวารให้คอยโขกสับข้ามหัวใครแบบนั้นหรอก
สวัสดีค่าเหล่านักอ่านที่น่ารักของไรต์
เรื่องนี้เป็นแนวโจรเรื่องแรกในชีวิตไรต์เลยค่ะ (กรี๊ดดดด!) บอกตรง ๆ ว่าไม่เคยคิดจะเขียนแนวนี้มาก่อนเลย แต่พอดีเพื่อนตัวดีมาชวนทำนิยายเซต ไอ้เราก็ใจง่ายซะด้วยสิ... ตกปากรับคำทันที 😅
หากมีข้อผิดพลาดประการใด ไรต์ต้องกราบขออภัยไว้ล่วงหน้าด้วยนะคะ จะพยายามทำให้ดีที่สุดค่ะ
เชื่อมือไรต์ได้เลย เรื่องนี้พระเอก ธงแดงแปร๊ดดด! ตอนขึ้นน่ะอย่างหงส์ แต่ตอนลงบอกเลยว่า... หมาแน่นอน
ก่อนจากกัน... ไรต์ขอคนละ 1 คอมเมนต์ เป็นกำลังใจให้ไรต์หน่อยได้ไหมคะ? ถ้าใครไม่สะดวกเขียนยาว ๆ ส่งสติกเกอร์มาสักตัวก็ยังดี แค่นี้ไรต์ก็มีแรงปั่นต่อแล้วค่ะ ฝากเนื้อฝากตัวกับนิยายแนวโจรเรื่องแรกด้วยนะคะ
