บทที่ 3 บทที่ ๑ ไอ้โชค
บทที่ ๑
ไอ้โชค
พุทธศักราช ๒๕๐๒
พระนคร ย่านวังบูรพา
แสงไฟจากโรงภาพยนตร์ที่เพิ่งลาจอไปไม่นาน กลิ่นน้ำมันเครื่องผสมควันบุหรี่จาง ๆ อ้อยอิ่งอบอวลอยู่ในซอยแคบหลังย่านการค้าที่รุ่งเรืองที่สุดในพระนคร
ร่างกำยำของ 'ไอ้โชค' หนึ่งยืนพิงอยู่ผนังตึก เสื้อเชิ้ตแขนสั้นสีเข้มที่ถูกพับแขนขึ้นจนเห็นหัวไหล่เผยให้เห็นรอยสักลายพยัคฆ์รอบลำแขนแกร่งไปจนถึงก้านคอ
มือหนาควงปืนลูกโม่กระบอกเงาวับเล่นอย่างชำนาญ แววตาคมกริบฉายแววเยือกเย็นจนยากจะคาดเดาความคิด
"ไอ้พวกตำรวจสันติบาลล้อมซอยหน้าไว้หมดแล้วลูกพี่ มันขนมาเป็นโขยง กะจะเด็ดหัวพวกเราให้ได้ในคืนนี้เลยอย่างนั้นหรือ?"
เจ้าของเสียงชื่อว่า ไอ้จุก ชายวัยสามสิบปลาย ๆ ที่มีรอยแผลเป็นพาดผ่านใบหน้า กระซิบรายงานด้วยน้ำเสียงข่มขวัญ ทว่าสายตาที่มองรุ่นน้องที่ชื่อว่าโชคนั้นกลับเปี่ยมไปด้วยความยำเกรงเกินกว่าอายุ
"ล้อมไปเถอะ พวกมันอยากได้แต่เงาก็ปล่อยให้มันไล่จับไป" โชคแค่นยิ้มมุมปาก พลางหันไปพยักหน้าให้ ไอ้แสน ไอ้ปื้ด และไอ้ดำ ที่ยืนกำมีดพกและอาวุธปืนรอคำสั่ง
"พวกมึงเตรียมรถที่กูให้โมเครื่องไว้หลังอู่หรือยัง"
"เรียบร้อยลูกพี่ เครื่องแรงจัดสะบัดช่อ ตำรวจหน้าไหนก็ไล่ไม่ทันแน่!" ไอ้ปื้ดตอบด้วยความมั่นใจ
เสียงหวอตำรวจเริ่มดังใกล้เข้ามาทุกที แสงไฟฉายสาดส่องเข้ามาในซอยพร้อมจะขุดรากถอนโคนเหล่านักเลงหัวไม้ ทว่าแทนที่จะวิ่งหนีให้เสียหน้านักเลงเมืองหลวง ไอ้โชคกลับเดินนำลูกน้องเข้าไปในซอกตึกที่ดูเหมือนทางตัน เขาอาศัยไหวพริบที่รู้ผังเมืองและทางหนีทีไล่เป็นอย่างดี พาบริวารทั้งสี่เลาะออกทางประตูลับหลังอู่ซ่อมรถ สตาร์ตเครื่องยนต์ที่ถูกดัดแปลงมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะก่อนจะขับหนีไป ทิ้งให้เหล่าเจ้าหน้าที่ตำรวจยืนมองควันโขมงอยู่หน้าซอยว่างเปล่า...
การกวาดล้างมาตรา ๑๗ อาจจะน่ากลัวสำหรับนักเลงปลายแถว แต่ไม่ใช่สำหรับคนอย่างไอ้โชค
รถยุโรปคันเก่งที่ถูกปรับจูนเครื่องยนต์จนแรงม้าผิดจากรูปโฉมภายนอก แต่มันติดปัญหาใหญ่หลวงอยู่อย่างเดียว... คือรถมันไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อให้ชายฉกรรจ์ร่างยักษ์ห้าคนยัดทะนานเข้าไปพร้อมกัน
ภายในห้องโดยสารที่เคยดูโอ่โถง บัดนี้กลับคับแคบจนแทบจะไม่มีอากาศหายใจ
ไอ้จุกชายที่มีอายุมากที่สุดในกลุ่ม นั่งเบาะหน้าคู่กับลูกพี่อย่างมีมาด แต่สภาพนั้นดูไม่จืด เพราะต้องคอยหดขาหลบเกียร์ที่ไอ้โชคสับเปลี่ยนอย่างคล่องแคล่ว
"ไอ้ดำ! มึงช่วยหดขาหน่อยได้ไหมวะ หัวเข่ามึงจะกระแทกทะลุเบาะมาแทงหลังกูอยู่แล้ว" ไอ้จุกหันไปด่าพลางขยับตัวยุกยิก
"โธ่พี่จุก เบาะหลังมันแคบอย่างกับรูหนู พี่แสนเขาก็นั่งทับที่ไปครึ่งหนึ่งแล้วเนี่ย ผมจะไปหดขาไว้ที่ไหนได้ล่ะ" ไอ้ดำบ่นอุบพลางทำหน้าเบี้ยว เพราะถูกเบียดจนหน้าแนบกระจกหน้าต่าง
"ไอ้ดำ มึงอย่ามาโทษกูนะ" ไอ้แสนพี่เบิ้มร่างกำยำที่นั่งคั่นกลางพยายามหดไหล่ที่กว้างเป็นวาให้เล็กที่สุด "กูนี่สิจะตายก่อนพวกมึง ไอ้ปื้ดมันก็เบียดกูจนไส้จะไหลออกมาทางปากอยู่แล้ว"
"อ้าวพี่แสน ผมก็ขยับจนตูดจะตกเบาะอยู่แล้ว ใครใช้ให้พี่ตัวใหญ่ยังกับยักษ์" ไอ้ปื้ดเถียงกลับทันควันพลางยื้อยุดพื้นที่วางก้น "พี่จุกนั่นแหละ ขยับเบาะหน้าถอยมาทำไมอีกล่ะ ทางนี้จะหายใจไม่ออกแล้ว"
"เอ้าไอ้โง่! ถ้ากูไม่ถอยเบาะลงมา ขาก็ติดเกียร์ลูกพี่เขาน่ะสิ"
เสียงเถียงกันระงมปานตลาดแตกทำเอาห้องโดยสารรถคันเล็กแทบระเบิด ทว่าคนเดียวที่ดูเหมือนจะหลุดออกไปจากความวุ่นวายนี้คือคนหลังพวงมาลัย
ใบหน้าคมสันมีเพียงแสงไฟจากแผงหน้าปัดรถที่ฉาบให้เห็นความเย็นชา สองนิ้วหนีบบุหรี่ค้างไว้พลางปล่อยให้ควันสีเทาลอยล่องออกไปทางหน้าต่างที่ลดกระจกลง
"พวกมึงจะเงียบ... หรือจะให้กูจอดรถทิ้งพวกมึงไว้ให้ตำรวจสันติบาลมันพากลับพระนครตอนนี้"
น้ำเสียงกระด้างทำรถทั้งคันพลันตกอยู่ในความเงียบทันที ไอ้จุกรีบหันหน้ากลับมานั่งตัวตรงแหน็ว ส่วนสามหน่อเบาะหลังก็นั่งเกร็งลีบติดเบาะกันเป็นหุ่นปั้น แม้ตะคริวจะกินขาจนสั่นแต่ก็ไม่มีใครกล้าไอออกมาแม้แต่แอะเดียว
ไอ้โชคพ่นควันบุหรี่ออกมาเป็นสายสุดท้าย ก่อนจะเหยียบคันเร่งส่งรถคันเก่งให้หายลับไปในความมืด
หลังจากฟ้าเปลี่ยนสีไม่นานสามหน่อเบาะหลังก็หลับปุ๋ย ไอ้จุกที่นั่งฝั่งคนขับกลับยังตาแข็ง สายตาของเขามองลอดกระจกหน้าที่เต็มไปด้วยแมลงบินชนขณะรถแล่นผ่านดงมืด
"ลูกพี่... จากนี้พวกเราจะเอาไงต่อดี อุตส่าห์สร้างบารมีไว้ที่พระนครจนคนนับหน้าถือตา ไปที่ไหนมีแต่คนยกมือไหว้ ต้องกลับต้องมาหนีหัวซุกหัวซุนแบบนี้"
ไอ้จุกพูดขึ้นด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความเสียดาย สิ่งที่เขาพูดนั้นไม่เกินความจริงเลยสักนิด เพราะคนหลังพวงมาลัยตรงนี้ไม่ใช่ชายหนุ่มไร้ชื่อทั่วไป ทว่าคือ 'ไอ้โชค' นักเลงหัวไม้ผู้คุมถิ่นย่านวังบูรพา บารมีของเขาแผ่ขยายกว้างขวางจนใครเห็นก็ต้องหลบทางให้เดิน จากเคยมีสมุนเดินตามหลังนับร้อยคอยใช้สอย กลับต้องมาถูกกวาดล้างด้วยกฎอัยการศึกจนเหลือสมุนคู่ใจติดสอยห้อยตามมาเพียงหยิบมือเดียว
"ไม่ต้องห่วงเรื่องนั้น บารมีน่ะสร้างเมื่อไหร่ก็ได้ ขอเพียงเราเก่ง... ใครก็อยากติดสอยห้อยตามทั้งนั้นแหละ"
โชคตอบเสียงเรียบ นัยน์ตาคมกริบจ้องเขม็งไปยังถนนลาดยางที่เริ่มจะกลายเป็นลูกรัง สีหน้ายังคงนิ่งสงบผิดกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
"ลูกพี่... ถ้าไม่ใช่พระนคร เราก็แทบไม่เป็นที่รู้จักเลยนะ ใครมันจะมายอมก้มหัวให้พวกเราง่าย ๆ"
"เรื่องนั้นก็ไม่ต้องห่วงอีก... ถึงกูไม่เคยบอกใคร แต่เดิมทีกูก็ไม่ใช่คนพระนครหรอก"
"หา?"
ไอ้จุกถึงกับอุทานออกเสียงดัง เขาเป็นมือเท้าให้กับลูกพี่คนนี้มานานหลายปี แต่กลับไม่เคยรู้ตื้นลึกหนาบางของปูมหลังไปมากกว่าการเป็นนักเลงชื่อดังในพระนครเลยสักครั้งเดียว
"แล้ว... เอ่อ ลูกพี่"
ไอ้จุกชะงักคำพูดไว้เพียงแค่นั้น เขาจำต้องลอบกลืนน้ำลายอึกใหญ่ลงคอเพราะรู้นิสัยชายหนุ่มที่นั่งข้าง ๆ ดีเสียยิ่งกว่าใคร หากไอ้โชคปรารถนาจะเล่า เขาก็จะเอ่ยออกมาเอง ทว่าหากเลือกที่จะปิดปากเงียบ การเซ้าซี้ถามต่อก็ไม่ต่างอะไรจากการแกว่งเท้าหาเสี้ยน ด้วยวัยวุฒิที่มากกว่าใครในกลุ่ม ไอ้จุกจึงเลือกที่จะเงียบปากลงในทันทีเพื่อรักษาบรรยากาศ
"เดี๋ยวกูจะไปสุพรรณ... ไปหาเพื่อนสนิท พวกกูโตมาด้วยกัน มีส่งข่าวคราวหากันบ้างเป็นระยะ ได้ข่าวว่าตอนนี้มันเป็นนายเหนือหัวอยู่ที่นั่น กูจะไปขอให้มันช่วยกรุยทางให้สักหน่อย"
"แต่ลูกพี่... พวกเสือพวกโจรน่ะมันไว้ใจได้หรือ คนป่าคนเถื่อนแบบพวกนั้นจะมาช่วยพวกเราได้อย่างไรกัน"
ไอ้จุกเผลอโพล่งถามออกไปอย่างลืมตัวตามประสาคนเมือง คนในพระนครส่วนใหญ่มักจะติดนิสัยมองพวกเสือป่าว่าเป็นเพียงพวกป่าเถื่อนไร้การศึกษา ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว พวกคนที่ยกตัวว่าศิวิไลซ์ในเมืองหลวงอาจจะเถื่อนถ่อยยิ่งกว่าเสียด้วยซ้ำ แถมยังพร้อมจะทำเรื่องระยำทุกอย่างเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง
ผิดกับพวกเสือพวกโจรที่คนพากันตราหน้าว่าชั่วช้า ซึ่งในหลายชุมโจรทำเพียงปล้นคนรวยที่คดโกง เพื่อนำมาจุนเจือคนจนที่ไร้ที่พึ่งเพียงเท่านั้น
“เอาเป็นว่าเดี๋ยวมึงไปเห็น มึงก็รู้เอง”
ชายหนุ่มพูดทิ้งท้ายไว้เพียงเท่านั้น ก่อนจะหยิบบุหรี่ออกจากซองขึ้นมาคาบไว้ที่ปาก ไอ้จุกรู้หน้าที่โดยสัญชาตญาณ รีบยกไฟแช็กขึ้นจุดให้ในนาทีเดียวกัน ประกายไฟวูบวาบสะท้อนในดวงตาคมปลาบของลูกพี่ ก่อนที่ควันสีเทาจางจะถูกพ่นออกมาอย่างช้า ๆ
แม้จะรับคำสั่งอย่างว่าง่าย แต่ในใจของจุกก็ยังอดตั้งคำถามไม่ได้ ชายหนุ่มที่เคยรุ่งเรืองที่สุดในพระนคร มีอำนาจวาสนาบารมีล้นเหลือคนนี้ กำลังจะมุ่งหน้าไปใช้ชีวิตในบ้านป่าเมืองเถื่อน ถึงขนาดต้องไปอาศัยใบบุญของเพื่อนวัยเด็กเชียวหรือ?
แต่ถึงกระนั้น ความเชื่อมั่นที่เขามีให้แก่ชายข้างกายกลับไม่ได้สั่นคลอนลง ไอ้จุกรู้ดีว่าภายใต้ใบหน้าเรียบเฉยนั้น ไอ้โชคมีแผนการที่แยบยลซ่อนอยู่เสมอ เขาพร้อมที่จะร่วมหัวจมท้ายและตายแทนคนตรงหน้าได้ทุกเมื่อ ไม่ว่าสิ่งที่รออยู่เบื้องหน้าจะเป็นนรกหรือสวรรค์ เขารวมถึงไอ้สามคนที่หลับใหลอยู่เบาะหลัง ก็พร้อมจะบุกน้ำลุยไฟ เดินตามแผ่นหลังของผู้ชายคนนี้ไปอย่างแน่นอน
รถยนต์ทะยานผ่านความมืดมิด ทิ้งแสงสีของพระนครไว้ไกลสุดกู่... มุ่งหน้าสู่ดินแดนที่กล่าวขานกันว่า เป็นเมืองที่มีเสือมากที่สุดอย่างเมืองสุพรรณบุรี
