บทที่ 6 บทที่ ๓ ไม่อาจละสายตา

บทที่ ๓

ไม่อาจละสายตา

ภายในมุมสงบด้านในสุดของคลับที่ถูกกั้นด้วยฉากไม้ฉลุลายเพื่อความเป็นส่วนตัว ลูกน้องนับสิบของชายหนุ่มดวงตาคมเริ่มสำแดงนิสัยถ่อยสถุลตามประสาคนใช้ชีวิตนอกกฎหมาย บ้างก็เอะอะตวาดเรียกบริกรมาปรนนิบัติ บ้างก็หัวเราะร่าพลางตบโต๊ะจนขวดเหล้าสั่นไหวอย่างไม่เกรงใจใคร

ท่ามกลางความชุลมุนนั้น มีเพียงชายหนุ่มผู้นำกลุ่มที่ยังคงนั่งนิ่งสายตาคมกวาดมองรอบร้านที่เคยมาครั้งแรกอย่างพินิจ โดยมีชายร่างสันทัดคนหนึ่งยืนคุมเชิงอยู่ข้างกายไม่ห่าง สายตาของเขาคอยสอดส่ายระแวดระวังไปทั่วทุกหัวมุมร้านตามประสาคนขี้ระแวง

"นี่... พี่จุกจ๊ะ ไม่มาดื่มด้วยกันหน่อยหรือ ทำหน้าตาถมึงทึงน่ากลัวเชียว นี่พวกพี่มาเที่ยวคลับนะจ๊ะ ไม่ได้กำลังจะวางแผนการใหญ่เปิดศึกกับใครเสียหน่อย"

หนึ่งในสมุนที่กำลังกอดแน่งน้อยไว้ในอ้อมแขนเผลอหลุดปากทักขึ้นด้วยความคึกคะนอง ทว่ายังพูดไม่ทันจบประโยคดี 'ไอ้จุก' ก็ถลันเข้าไปแพ่นกบาลมันหนึ่งทีดัง ผลัวะ! จนอีกฝ่ายร้องโอ๊ย

"กูบอกมึงแล้วใช่ไหมว่าห้ามเรียกชื่อ! มึงกลัวคนเขาไม่รู้จักกูหรือไงไอ้เวรตะไล!" จุกถลึงตาใส่พลางลดเสียงต่ำลอดไรฟัน

"โถ่... พี่ ฉันก็แค่หลุดปาก" ลูกน้องคนนั้นลูบหัวตัวเองป้อย ๆ หน้าจ๋อยสนิท

"ถ้าหลุดปากอีกที คราวนี้กูจะไม่ใช้แค่มือ! ลูกพี่อุตส่าห์พาพวกมึงมาเปิดหูเปิดตา ถ้าขืนยังทำตัวเป็นลิงทโมนกันแบบนี้ กูจะพากลับให้หมด ไม่ต้องเที่ยวกันแล้ว!"

ไอ้จุกตวาดอย่างหัวเสีย พวกเขาเดินทางมาที่คลับแห่งนี้เป็นครั้งแรกตามคำบอกเล่าอ้างของพวกลูกน้องในชุมเสือ ชุมโจรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเมืองกาญจน์ ซึ่งไอ้โชคลูกพี่ของเขาใช้เวลาเพียงไม่ถึงปีรวบรวมขุนโจรและชายฉกรรจ์นับร้อยมาสยบอยู่ใต้อาณัติได้อย่างน่าอัศจรรย์

แรกเริ่มเดิมทีแม้แต่คนสนิทอย่างไอ้จุกก็ยังไม่อยากจะเชื่อว่าลูกพี่จะทำได้ แต่เมื่อเวลาผ่านไปเขาก็ต้องยอมรับว่าคำที่ไอ้โชคเคยลั่นวาจาไว้นั้นเป็นความจริงทุกประการ... 

“คนเราถ้าเก่งและฉลาดพอ ใครที่ไหนก็พร้อมจะก้มหัวให้”

ภายในระยะเวลาเพียงหนึ่งปี ไอ้โชคนำกองกำลังเสือป่าออกปล้นฆ่าเหล่าเศรษฐีหน้าเลือดและคนรวยที่คดโกงบ้านเมือง นำทรัพย์สินเงินทองมาแจกจ่ายให้คนยากไร้ที่อดอยาก จนฐานบารมีชื่อก้องไปทั่วทุกหย่อมหญ้า หากเอ่ยชื่อ ‘เสือโชค’ ย่อมไม่มีใครในเมืองกาญจน์ที่ไม่รู้จัก

ลูกพี่ของเขาเก่งกาจทั้งบุ๋นและบู๊ และใจถึงพึ่งได้ในยามออกปล้น เพียงเวลาสั้น ๆ จากสมุนที่ติดสอยห้อยตามมาเพียงหยิบมือจากพระนคร บัดนี้กลับขยายตัวกลายเป็นชุมเสือขนาดใหญ่

“เอาเถอะ... มึงก็อย่าไปบ่นพวกมันมากนัก นาน ๆ จะได้ออกมาหาความสำราญที มึงเองก็ปลดปล่อยกับเขาบ้างเถอะไอ้จุก”

น้ำเสียงทรงอำนาจดังลอดมาจากใต้ผ้าแพรที่มัดปิดบังใบหน้าไปกว่าครึ่ง ตามมาด้วยเงินปึกใหญ่ที่ถูกโยนโครมลงบนโต๊ะไม้ขัดเงา แววตาคมกริบกวาดมองไปรอบคลับ ก่อนจะหันไปทางพนักงานที่ยืนตัวลีบอยู่ไม่ไกลแล้วตะโกนสั่งเสียงกังวาน

“เรียกดาวเด่นออกมาให้หมด! มาบริการโต๊ะพวกกู อย่าให้ขาดตกบกพร่อง”

พนักงานและเด็กเดินโต๊ะต่างพากันหูผึ่ง ยิ่งเห็นความหนาของปึกธนบัตรที่น่าจะเลี้ยงคนได้ทั้งตำบล ตาทุกคู่ก็พลันวาวโรจน์ด้วยความโลภ 

เหล่าดาวเด่นสาวสวยในชุดราตรีสลวยและเหล่าแน่งน้อยที่เดิมทีก็แอบจ้องมองแย่งชิงแขกกลุ่มนี้อยู่แล้ว ต่างพากันสะบัดกิริยาท่าทาง กรูกันเข้ามายังกลุ่มชายนิรนามทันทีราวกับมดรุมตอมน้ำหวาน

พวกเขาทิ้งแขกโต๊ะอื่นไว้เบื้องหลังอย่างไม่แยแส แย่งกันปรนนิบัติพัดวี รินสุรา และเบียดเสียดเรือนร่างหวังจะให้ได้รับความสนใจจากชายหนุ่มผู้ใจป้ำที่สุดในค่ำคืนนี้

“อุ๊ย... ลูกพี่ขา ให้ราตรีช่วยดูแลนะจ๊ะ” 

“อุ๊ย! อย่าเพิ่งไปมองพี่ราตรีสิจ๊ะ ดูบุหงันนี่ก่อน ผิวพรรณนุ่มนิ่มกว่าใครเพื่อนเลยนะลูกพี่”

ยังไม่ทันได้เข้าถึงตัวเสียงเย็นยะเยือกก็ดังทำเอากลุ่มคนชะงัก

“กูบอกให้เรียกดาวเด่น... นี่เด่นของมึงแล้วหรือ?”

ไอ้โชคกวาดสายตาคมกริบมองกลุ่มแน่งน้อยและสาวงามที่รุมล้อมอยู่รอบโต๊ะด้วยแววตาราบเรียบ ถามว่าพวกนี้ดูดีไหม... มันก็คงจะดีในสายตาไอ้พวกที่เกิดและโตในป่าในดง แต่มันยังห่างไกลรสนิยมของเขานัก

คนอย่างเขาที่เคยใช้ชีวิตสำราญท่ามกลางแสงสีของพระนคร ผ่านการพานพบ ‘ของดี’ ระดับหัวเมืองใหญ่มานับไม่ถ้วน ย่อมรู้ซึ้งว่าความงามที่แท้จริงเป็นอย่างไร อย่างคนพวกนี้น่ะหรือ... แต่งหน้าจัดจ้านกิริยาจีบปากจีบคอประดิดประดอยเกินงาม ไม่ได้สร้างอารมณ์เสน่หาให้เขาได้แม้เพียงน้อย

“ลูกพี่... สวย ๆ ทั้งนั้นเลยนะจ๊ะ พวกนี้เนี่ยตัวเด็ดของเมืองกาญจน์เลยนะ ลูกพี่ไม่ลองสักคนหรือจ๊ะ?”

ลูกน้องนำเสนอพลางบุ้ยปากไปทาง ราตรี และ บุหงัน ที่กำลังพยายามส่งสายตาเชิญชวนอย่างเต็มที่ ไอ้โชคพยายามเพ่งมองหาความ ‘เด็ด’ ที่มันว่า แต่หาเท่าไหร่เขาก็หาไม่พบ

“เฮอะ...”

ชายหนุ่มแค่นขำในลำคออย่างนึกสมเพช ก่อนจะสะบัดหน้าหนีอย่างไม่ไยดี ทำเอาพวกดาวเด่นที่กำลังยิ้มหวานถึงกับหน้าถอดสีกันไปตาม ๆ กัน

“โถ่ลูกพี่... ถึงไม่ชอบใจยังไงก็เอาไปแก้ขัดก่อนก็ได้ พวกนี้มันเก่งเรื่องเอาอกเอาใจนะจ๊ะ” ลูกน้องอีกคนรีบเสริมอย่างเสียดายแทน

“ใช่เลยลูกพี่ ลองดูสักคนเถอะ ดีไม่ดีอาจจะติดใจจนอยากพาพวกฉันมาเที่ยวทุกวันก็เป็นได้”

ไอ้โชคไม่ได้ตอบคำเซ้าซี้ของลูกน้อง เขายกสุราขวดแพงขึ้นมารินใส่แก้ว ใจหนึ่งก็นึกรำคาญเสียงเจี๊ยวจ๊าวประจบประแจงพวกนี้เสียเหลือเกิน 

เวลาผ่านไปค่อนคืน 

กลิ่นสุราและบุหรี่คละคลุ้งไปกับความสำราญที่พวกลูกน้องได้รับกันถ้วนหน้า บางคนก็หิ้วปีกเหล่าดาวเด่นขึ้นไปต่อความยาวสาวความยืดกันที่ห้องลับชั้นบน ส่วนเสือโชคที่ดื่มเข้าไปไม่น้อยเริ่มรู้สึกมึนหัวจึงปลีกตัวเดินฝ่าควันบุหรี่ไปเข้าห้องน้ำที่หลังร้าน

วาดจันทร์แน่งน้อยหน้าตาสะสวยที่แอบเล็งแขกกระเป๋าหนักคนนี้มาทั้งคืนเห็นสบโอกาสก็รีบเดินนวยนาดตามไปทันที หวังจะใช้ความงามและความเป็นมืออาชีพมัดใจอีกฝ่ายให้ได้ในที่ลับตา

ร่างอรชรเดินเข้าไปหยุดอยู่ข้างหลังไอ้โชคที่กำลังยืนหันหลังทำธุระส่วนตัว มือเรียวบางยื่นไปบีบไหล่กำยำอย่างอ้อยอิ่ง ทว่าในจังหวะนั้นเอง ดวงตาของวาดจันทร์กลับเบิกกว้าง เมื่อสายตาเผลอไปประสบเข้ากับความเป็นชายที่ซ่อนอยู่ใต้ร่มผ้า

วาดจันทร์ปรนนิบัติแขกมานับร้อย แต่ไม่เคยเห็นขนาดที่ใหญ่เขื่องได้เท่านี้มาก่อน นี่ขนาดมันยังไม่ได้ตื่นตัวเต็มที่ ทำเอาวาดจันทร์ถึงกับลอบกลืนน้ำลายอึกใหญ่ ใจคอสั่นไหวไปหมด

"มึงจะทำอะไร?"

เสียงทุ้มต่ำติดจะรำคาญดังขึ้นพร้อมกับที่ไอ้โชคเหลียวใบหน้าภายใต้ผ้าแพรมามอง แววตาคมกริบดุดันจนวาดจันทร์ที่กำลังจ้อง 'เจ้าสิ่งนั้น' ตาเป็นมันต้องสะดุ้งสุดตัวเงยหน้าขึ้นมาสบตา โดยไม่ลืมที่จะส่งสายตายั่วยวนออดอ้อนไปให้หวังจะพิชิตใจ

"คือว่า... วาดอยากมาดูแลลูกพี่น่ะจ้ะ เผื่อลูกพี่มึนหัว วาดจะได้ช่วยผ่อนคลายให้"

ชายหนุ่มขมวดคิ้วมุ่น มือหนาคว้าจับความอุ่นร้อนที่เพิ่งปลดปล่อยของเหลวเสร็จ สะบัดสองสามทีก่อนจะจัดแจงยัดมันกลับเข้าไปในกางเกงท่ามกลางสายตาจาบจ้วงของแน่งน้อยตัวเล็กที่มองตามตาไม่กะพริบ ราวกับถูกมนต์สะกดเพราะความยิ่งใหญ่ที่เพิ่งเห็นเป็นขวัญตา

"ไม่จำเป็นขนาดนั้น มึงออกไปดูแลพวกข้างนอกเถอะ ยังไงมึงก็ได้ค่าตัวอยู่แล้ว"

ไอ้โชคว่าพลางแกะนิ้วเรียวออกจากไหล่ตัวเองอย่างไม่ไยดี เขารู้ดีว่าพฤติกรรมพวกนี้คือการจ้องจะงาบเงินในกระเป๋า แต่สำหรับเขา... ความสวยฉาบฉวยที่ไร้รสชาติแบบนี้ มันไม่ได้ทำให้เขารู้สึกตื่นตัวขึ้นมาได้เลยสักนิด

"ถอยไป"

ร่างกำยำทำท่าจะสาวเท้าหนีด้วยความรำคาญใจ แต่วาดจันทร์มีหรือจะยอมปล่อยไปง่าย ๆ ทั้งความร่ำรวยและขนาดที่ใหญ่โตเกินมนุษย์มนาแบบนี้ หากปล่อยให้หลุดมือไปไอ้วาดจันทร์คนนี้คงเสียชาติเกิดแน่งน้อยเบอร์ต้นของคลับ

"ลูกพี่จ๊ะ! อย่าเพิ่งรีบไปสิจ๊ะ" วาดจันทร์ถลันเข้าไปคว้าหมับเข้าที่ต้นแขนแกร่ง ทุ่มน้ำหนักตัวเบียดเสียดเรือนร่างเข้าหา "วาดดูแลดีนะจ๊ะ ไม่คิดค่าตัวเพิ่มเลยสักบาทเดียว ขอแค่คืนนี้ให้วาดได้ปรนนิบัติลูกพี่ก็พอ"

"กูบอกให้ปล่อยไงวะ! ฟังภาษาคนไม่รู้เรื่องรึไง!" ไอ้โชคตวาดเสียงต่ำลอดไรฟัน พยายามสะบัดแขนออกแต่แขกที่เมามายบวกกับความดื้อรั้นของคนตัวเล็กทำให้เกิดการยื้อยุดฉุดกระชากกันอยู่ตรงนั้น

"วาดไม่ปล่อย! ลูกพี่ลองดูก่อนสิจ๊ะ แล้วจะรู้ว่าที่วาดพูดมันไม่เกินจริง..."

เคร้ง!

เสียงถังน้ำสังกะสีกระทบพื้น ทำเอาสงครามประสาทระหว่างชายหนุ่มกับแน่งน้อยจอมตื๊อหยุดชะงักลงทันที ทั้งคู่หันไปตามเสียงพร้อมกันและพบกับร่างผอมแห้งมอมแมมของเกศแก้ว ที่ยืนถือไม้ขัดส้วมค้างอยู่ มือไม้สั่นเทาจนแทบจะทำอะไรไม่ถูก

"เอ่อ... คือ... ขอโทษจ๊ะ ฉันไม่ได้ตั้งใจจะมาขัดจังหวะ"

เกศแก้วเลิ่กลั่ก ใบหน้าที่เปื้อนคราบฝุ่นซีดเผือดลงกว่าเดิม เขาหันรีหันขวางจะมุดหนีกลับเข้าห้องน้ำก็ไม่ทัน จะเดินออกไปก็ติดร่างสูงใหญ่ที่ยืนขวางประตูอยู่ นัยน์ตาคู่โศกสั่นระริกมองไปที่มือของวาดจันทร์ที่ยังเกาะหนึบอยู่ที่แขนของชายคนนั้น

“ไอ้ตัวโสโครก! มึงโผล่หัวมาทำไมตอนกูทำงาน มัวแต่ยืนบื้ออยู่ได้ ไสหัวไปสิ!”

วาดจันทร์แผดเสียงตวาดลั่น เกศแก้วที่กำลังขวัญเสียอยู่แล้วพอถูกตะคอกใส่ด้วยอารมณ์เกรี้ยวกราดก็ถึงกับตกใจจนลนลาน ร่างเล็กรีบถอยกรูดหวังจะหนีออกไปให้พ้นทาง ทว่าความรีบร้อนกลับทำให้เท้าเจ้ากรรมไปเตะเอาถังน้ำสังกะสีที่วางไว้จนล้มคว่ำ

โครม!

น้ำสกปรกในถังสาดกระจายออกไปเป็นวงกว้าง มันเปียกโชกไปทั้งรองเท้าและชายกางเกงของชายหนุ่มนิรนาม กระเซ็นไปเปรอะชุดราตรีสั่งตัดของวาดจันทร์จนเปียกชุ่ม

“ว้าย! ไอ้เกศ! มึงทำอะไรของมึงฮะ!”

เกศแก้วตัวสั่นงันงก เขาละล่ำละลักยกมือขึ้นไหว้ปลก ๆ ด้วยความหวาดกลัวสุดขีด

“ฉัน... ฉันขอโทษจ๊ะ ฉันไม่ได้ตั้งใจ ฉันจะรีบเช็ดให้เดี๋ยวนี้พี่วาดจันทร์”

“ขอโทษแล้วผ้ากูมันหายเปียกไหม! มึงมันรนหาที่ตายแท้ ๆ ไอ้เด็กขี้ครอก!” วาดจันทร์ที่กำลังโมโหจัด แย่งเอาไม้ถูพื้นที่เกศแก้วถือมาไว้ในมือ แววตาจิกกัดฉายแววอำมหิตประหนึ่งจะกินเลือดกินเนื้อ

เกศแก้วเห็นท่าไม่ดีรีบทิ้งตัวลงคุกเข่า ตัวงอกลมยกมือขึ้นปัดป้องใบหน้าพลางหลับตาปี๋รอรับแรงกระแทกจากด้ามไม้ที่กำลังจะฟาดลงมา นึกถึงแต่รสชาติความเจ็บปวดที่เคยได้รับจากบ้านนรกหลังเดิม

ฟึ่บ!

ทว่าความเจ็บปวดที่คาดไว้กลับไม่มาถึง เกศแก้วค่อย ๆ ลืมตาขึ้นอย่างหวาดระแวง ก่อนจะพบว่าด้ามไม้ถูพื้นนั้นถูกหยุดไว้ด้วยมือหนาเพียงข้างเดียวของชายหนุ่มนิรนาม

แววตาคมกริบภายใต้ผ้าปิดหน้านั้นวาวโรจน์จนวาดจันทร์ถึงกับมืออ่อนแรงรีบปล่อยไม้ทิ้งทันที

“ลูก... ลูกพี่จ๊ะ วาดแค่จะสั่งสอนมัน มันทำชุดลูกพี่เลอะเทอะนะจ๊ะ” วาดจันทร์ละล่ำละลักบอก เสียงสั่นพร่าเพราะแววตาของผู้ชายคนนี้ดูเหี้ยมเกรียมเหลือเกิน

ไอ้โชคไม่ได้สนใจคำพูดคนข้างกาย เขาลดไม้ถูพื้นลงช้า ๆ ก่อนจะก้าวเข้าไปหาเกศแก้วที่ยังนั่งขดตัวสั่นเทาอยู่บนพื้นห้องน้ำที่เปียกแฉะ ร่างสูงใหญ่กำยำยืนค้ำหัวจนคนตัวเล็กดูจ้อยร่อยลงไปถนัดตา

กลิ่นสุราจาง ๆ ผสมกลิ่นบุหรี่ฉุนกึกจากกายเขาทำเอาเกศแก้วเผลอกลั้นหายใจ

ชายหนุ่มย่อตัวลงตรงหน้าเด็กมอมแมม มือหนาที่มีรอยแผลเป็นจาง ๆ ยื่นไปเชยคางที่เปื้อนคราบฝุ่นขึ้นมาสบตา ดวงตาพยัคฆ์คู่นั้นจ้องมองความซื่อใสที่อาบไปด้วยหยาดน้ำตาด้วยอารมณ์ที่ยากจะคาดเดา

“สภาพมันก็น่าสมเพชพอทนแล้ว มึงยังจะไปตีมันอีก กูเกลียดนักพวกรังแกคนอ่อนแอกว่า”

น้ำเสียงเย็นเยียบเสียจนวาดจันทร์ถึงกับหน้าซีดเผือด ยืนตัวลีบไม่กล้าแม้แต่จะปริปากเถียงสักคำ ไอ้โชคผละมือออกจากคางมนของเด็กมอมแมม ท่าทางของเขาทั้งดุดัน อุกอาจ และดูอันตรายยิ่งยวด

ร่างกำยำขยับกายลุกขึ้นยืนเต็มความสูง แม้ลักษณะท่าทางของคนตรงหน้าจะดูน่ากลัวจนคนทั่วไปเห็นคงอยากจะวิ่งหนีไปให้ไกล ทว่าสำหรับเกศแก้ว... เขากลับไม่สามารถละสายตาไปจากบุรุษผู้นี้ได้แม้แต่น้อย


บทก่อนหน้า
บทถัดไป