บทที่ 7 บทที่ ๔ เอามันไปขัดสี
บทที่ ๔
เอามันไปขัดสี
“โอ๊ย... ปวดท้องจังเลยแฮะ”
เกศแก้วบ่นอุบกับตัวเองพลางนิ่วหน้า มือเรียวหยิบแก้วขึ้นมาเช็ดอยู่หลังบาร์ที่ขัดจนเงาวับ
ไอ้สิงห์... ชายหนุ่มบริการร่างสูงโปร่งที่เริ่มสนิทชิดเชื้อกันเอ่ยขึ้นมาขำ ๆ ขณะที่เจ้าตัวกำลังจัดแต่งเนกไทเตรียมรับแขกในคืนนี้
“ก็จะไม่ให้ปวดท้องได้อย่างไร เอ็งเล่นยัดของกินเข้าไปในท้องเร็วขนาดนั้นยังกับกลัวใครจะมาแย่ง” สิงห์ส่ายหน้าหัวเราะพลางตบไหล่คนตัวเล็กเบา ๆ
“พี่สิงห์... ก็ป้าระย้าทำกับข้าวอร่อยนี่จ๊ะ ฉันก็เลยกินเพลินไปหน่อย”
เกศแก้วตอบกลับพร้อมรอยยิ้มแกน ๆ โดยที่มือยังคงขยับทำงานไม่หยุดหย่อน อันที่จริงเขาไม่ได้ตั้งใจจะทำตัวตะกละตะกลามอย่างที่พี่สิงห์ว่า ทว่าเขาติดนิสัยมาจากสมัยก่อน
ตอนที่ยังอยู่บ้านนรกหลังนั้น เขาถูกสั่งให้อดข้าวปลาอยู่บ่อยครั้งจนเป็นเรื่องปกติ ความหิวโหยทำให้เกศแก้วติดนิสัยการยัดทุกอย่างลงท้องให้เร็วและมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อเป็นแรงประทังชีวิตสำหรับการเผชิญหน้ากับความอดอยากที่อาจจะมาถึงในวันพรุ่งนี้
"ทีหลังค่อย ๆ กินก็ได้เกศเอ๊ย อยู่ที่นี่เฮียเม้งแกเลี้ยงดี ข้าวน่ะมีให้กินจนอิ่มหนำไม่มีใครมาแย่งเอ็งหรอก"
สิงห์ว่าด้วยความเอ็นดู ทว่าเกศแก้วทำเพียงแค่ยิ้มรับในใจนึกขอบคุณที่โลกใบนี้ยังพอมีคนอย่างพี่สิงห์และป้าระย้าที่มองเห็นเขาเป็นมนุษย์คนหนึ่ง
ขณะที่ทั้งสองกำลังคุยกัน เสียงจากโทรทัศน์ก็ดังคลอไปทั่วร้าน หน้าจอขาวดำฉายภาพละครที่กำลังแสดงบทถึงพริกถึงขิง ตัวร้ายในเรื่องกำลังแผดเสียงและสวมบทบาทอย่างเผ็ดร้อน
“เอ็งดูนั่นสิเกศ... คนนั้นน่ะ ‘เพชรชะภัทร’ ดาราในดวงใจข้าเลย ดูสิ สวยไหม?” สิงห์เอ่ยชวนพลางชี้นิ้วไปยังหน้าจอด้วยแววตาเป็นประกาย
เกศแก้วละสายตาจากจานชามมองตามไป คนในจอนั้นเป็นชายร่างเล็กที่มีใบหน้าสวยพริ้มเพรา ผิวพรรณดูผุดผ่องแม้จะผ่านหน้าจอโทรทัศน์ที่ภาพไม่ชัดเจนนัก
ท่วงท่าการเยื้องกรายและน้ำเสียงหวานราวต้องมนต์ เผลอ ๆ อาจจะสวยสะดุดตากว่าบรรดาดาวเด่นหรือแน่งน้อยในคลับทั้งหมดรวมกันเสียอีก
“สวยจังเลยเนาะพี่สิงห์... แถมยังดูสูงค่าวาสนาดี น่าอิจฉาจังเลยนะจ๊ะ” เกศแก้วรู้สึกทึ่งในความงามที่ดูห่างไกลจากโลกของเขาเหลือเกิน
“ใช่ไหม ๆ ข้าล่ะอยากเห็นตัวเป็น ๆ สักครั้งในชีวิตเป็นบุญตา ตายไปก็ไม่เสียชาติเกิดแล้ว” ชายหนุ่มว่าอย่างเพ้อฝันพลางทำหน้าเคลิ้ม จนเกศแก้วอดยิ้มตามไม่ได้กับท่าทางเป็นเอามากของรุ่นพี่คนสนิท
“คนสูงส่งแบบนั้นเขาคงไม่มาเดินให้เห็นง่าย ๆ หรอกจ้ะพี่สิงห์ แถมยังเป็นดาราดังจากพระนครอีก”
ขณะที่ทั้งสองกำลังคุยกันออกรส เสียงเจี๊ยวจ๊าวที่แฝงไปด้วยความเย่อหยิ่งก็ดังใกล้เข้ามา เหล่าดาวเด่นและแน่งน้อยเดินนวยนาดเข้าร้านมาเป็นขบวน นำโดย ราตรี ผู้สง่างาม บุหงัน ผู้จีบปากจีบคอ และตัวแสบที่สุดอย่าง วาดจันทร์ ที่วันนี้ใบหน้าบูดบึ้งดูไม่ได้
ทันทีที่เห็นคนตัวเล็กหลังเคาน์เตอร์ วาดจันทร์ก็ถลันชี้หน้าเกศแก้วพร้อมแผดเสียงฟ้องเพื่อนฝูงอย่างเอาเป็นเอาตาย
“นี่ไงพวกมึง! ไอ้เด็กขี้ครอกตัวนี้แหละที่กูเล่าให้ฟัง เมื่อคืนมันแส่ไม่เข้าเรื่อง ทำถังน้ำเน่าสาดใส่กูจนชุดยับเยินไปหมด แถมยังเสนอหน้าไปเล่นหูเล่นตาใส่แขกกระเป๋าหนักที่กูเล็งไว้อีก!”
“ว้าย! จริงหรือไอ้วาด หน้ามอมแมมเหมือนหมาแบบนี้เนี่ยนะกล้าเล่นหูเล่นตาใส่แขก?” บุหงันประสานเสียงหัวเราะอย่างเหยียดหยาม
“มันรนหาที่ตายแท้ ๆ ไอ้เกศแก้ว!” ราตรีสมทบพลางปรี่เข้าไปหาเรื่อง
เกศแก้วสะดุ้งสุดตัว เขาพยายามก้มหน้าหนีสายตาอำมหิตเหล่านั้น ริมฝีปากบางเม้มแน่นน้ำตาเริ่มคลอเบ้าด้วยความหวาดกลัว
“ฉัน... ฉันขอโทษจ๊ะพี่วาดจันทร์ ฉันไม่ได้ตั้งใจจริง ๆ นะจ๊ะ”
“ตอแหลไอ้เด็กสารเลว! มึงตั้งใจสาดน้ำใส่กู” วาดจันทร์ไม่พูดเปล่า ร่างอรชรถลันเข้าไปจิกกลุ่มผมของเกศแก้วแล้วกระชากจนหงายหลัง
“โอ๊ย! เจ็บจ๊ะ พี่ปล่อยฉันเถอะ ฉันขอโทษ”
“หยุดนะพวกพี่! ทำเกินไปแล้ว เกศมันก็แค่เด็กรับใช้ จะอะไรกันนักหนา!” สิงห์พยายามจะถลันเข้าไปช่วยน้องชายคนสนิท ทว่าพวกแน่งน้อยที่เหลือกลับกรูกันเข้ามาขวางหน้าและผลักไสสิงห์ออกไปอย่างรวดเร็ว
“มึงอย่าแส่ไอ้สิงห์! เรื่องของพวกกู มึงหลีกไป!”
ท่ามกลางความโกลาหล วาดจันทร์เหลือบไปเห็นตะไกรด้ามยาวที่วางอยู่บนโต๊ะไม้สำหรับตัดแต่งของใช้ มือเรียวคว้ามันขึ้นมาด้วยแววตามาดร้ายประหนึ่งนางมารร้ายในละครที่เพิ่งฉายผ่านตาเกศแก้วไปเมื่อครู่
“มึงชอบเอาหน้ามอม ๆ ของมึงไปเสนอหน้าให้แขกดูนักใช่ไหม... งั้นกูจะสงเคราะห์ให้มึงดูอุจาดตากว่าเดิม!”
ฉับ!
ตะไกรคมกริบตัดฉับที่เส้นผมสีน้ำตาลอ่อน เกศแก้วหลับตาปี๋ ร่างกายสั่นเทาเมื่อรู้สึกถึงแรงฉุดกระชากที่หัวและความเย็นเฉียบของใบมีดที่ครูดผ่านหนังศีรษะ เส้นผมที่เคยยาวปรกหน้าค่อย ๆ ร่วงหล่นลงบนพื้นทีละกระจุก ท่ามกลางเสียงหัวเราะสะใจของเหล่าดาวเด่นที่รุมล้อมกลั่นแกล้งคนไร้ทางสู้อยู่กลางร้าน
“เฮ้ย! หยุดได้แล้ว! พอได้แล้วพวกเหี้ย!”
เสียงแผดตวาดของป้าระย้าดังมาจากทางหลังร้านทำเอาวงแตกในทันที วาดจันทร์สะดุ้งสุดตัวรีบวางตะไกรลงบนเคาน์เตอร์แล้วแสร้งทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ แต่หลักฐานก็เกลื่อนอยู่บนพื้นอยู่ดี
ร่างของเกศแก้วล้มคลุกฝุ่นสั่นเทาราวลูกนกปีกหัก เส้นผมร่วงหล่นกระจัดกระจายรอบตัว ดูน่าเวทนาจนป้าระย้าที่พุ่งเข้ามาดูถึงกับหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธจัด
“พวกมึงทำอะไรกันวะ! รุมแกล้งเด็กมันขนาดนี้พวกมึงยังเป็นคนกันอยู่ไหมฮะ! กูจะไปบอกเฮียเม้งให้มาจัดการพวกมึง!” หญิงชราสบถด่า ร่างท้วมเข้าไปประคองตัวเล็กขึ้นมาโอบกอดไว้
“บอกอะไรป้า พวกเราก็แค่ช่วยสั่งสอนให้มันรู้จักเจียมเนื้อเจียมตัวบ้าง” วาดจันทร์เอ่ยเสียงสูงพลางใช้พัดขนนกโบกสะบัดไปมา “อยู่ที่นี่น่ะมันต้องรู้ที่ต่ำที่สูง ไม่ใช่นึกจะสะเออะทำอะไรก็ได้”
“ใช่ แล้วอีกอย่าง… ป้าจะฟ้องไปมันจะได้อะไรขึ้นมาเชียว” ราตรีเสริมขึ้นพลางปรายตามองอย่างเหยียดหยาม
“นั่นสิ... ป้าลองตรองดูเถอะนะจ๊ะ ว่าเฮียเม้งเขาจะไล่พวกเราออก แล้วเก็บไอ้เศษสวะมอมแมมนี่ไว้แทนงั้นรึ?” บุหงันเหยียดยิ้มร้าย
“ป้าคิดดูให้ดีสิ ว่าใครกันแน่ที่เป็นคนทำเงินให้คลับแห่งนี้... พวกเราที่เป็นดาวเด่น หรือว่าไอ้เด็กไพร่ไร้ค่าคนนี้!”
คำพูดที่พวกนั้นพ่นออกมาทำเอาป้าระย้าถึงกับกัดฟันกรอดด้วยความคับแค้นใจ เพราะจริงที่ว่าสำหรับเฮียเม้ง เงินตรามักจะสำคัญกว่าความถูกต้องเสมอ
เกศแก้วที่ซบหน้าลงกับอกของหญิงชราสะอื้นจนตัวโยน ความเจ็บปวดที่ถูกทุบตียังไม่เท่าความอัปยศที่ถูกตราหน้าว่าเป็นเพียงเศษสวะ เขาเผลอนึกถึงชายหนุ่มดวงตาพยัคฆ์คนนั้นขึ้นมาอีกครั้ง... หากคนคนนั้นอยู่ตรงนี้ เขาจะยอมให้คนพวกนี้ทำร้ายตนแบบนี้ไหมนะ?
หลายวันต่อมา
ตลาดสดที่คลาคล่ำไปด้วยผู้คน ป้าระย้าหิ้วตะกร้าพาเกศแก้วมาช่วยถือของด้วย คนตัวเล็กใช้ผ้าขาวม้าผืนเก่าพันโพกศีรษะไว้มิดชิดเพื่อปกปิดร่องรอยเส้นผมที่ถูกตัดแหว่งจนไม่เหลือชิ้นดี
เมื่อเดินผ่านร้านตัดผมที่มีเถ้าแก่นั่งไขว่ห้างรอรับแขกอยู่ ป้าระย้าก็นึกขึ้นได้
“มานี่ไอ้เกศ... เข้าไปให้เถ้าแก่เขาจัดการหัวเอ็งเสียใหม่เถอะ”
ป้าระย้ากึ่งลากกึ่งจูงคนตัวมอมแมมเข้าร้านไป ตอนแรกที่เกศแก้วแก้ผ้าคลุมผมออก เถ้าแก่ช่างตัดผมถึงกับส่ายหัวพลางถอนหายใจยาว
“ไปทำอีท่าไหนมาล่ะเนี่ย เส้นผมแหว่งเป็นหย่อม ๆ เหมือนโดนหนูรุมแทะ สภาพแบบนี้อั๊วจะแก้ยังไงไหว”
“โดนพวกสารเลวในคลับมันรุมแกล้งเอาน่ะซิจ๊ะเถ้าแก่... สงสารเด็กมันเถอะนะจ๊ะ เถ้าแก่ช่วยแก้ทรงให้มันพอดูเป็นผู้เป็นคนขึ้นหน่อยไหม”
ว่าพลางควักเงินเหรียญและธนบัตรใบเก่าออกมาจากกระเป๋าผ้าเตรียมจะยื่นให้
“ไม่เอาหรอกจ้ะป้า! ไม่ต้องเปลืองเงินหรอก ปล่อยไว้อย่างนี้เดี๋ยวมันยาวก็กลับมาเหมือนเดิมแล้ว” เกศแก้วรีบดันมือหญิงชราไว้ ขอบตาร้อนผ่าวเพราะเกรงใจป้าที่ต้องมาเสียเงินเพราะเรื่องของเขา
ทว่าป้าระย้ากลับถลึงตาใส่เชิงดุ ส่วนเถ้าแก่ช่างตัดผมเมื่อได้เห็นสายตาซื่อ ๆ ที่หวาดกลัวของเด็กน้อยตรงหน้าก็เกิดความสงสาร เขาถ่มน้ำหมากทิ้งก่อนจะคว้าผ้าคลุมไหล่มาสะบัดปูลงบนเก้าอี้ไม้
“เออ ๆ เอาเถอะ เก็บเงินของเอ็งไว้เสีย รายนี้อั๊วจะช่วยทำบุญให้มันเอง”
เสียงตะไกรดังกริบ ๆ เหนือศีรษะเกศแก้วอยู่นานหลายนาที เถ้าแก่บรรจงฝีมือแก้ทรงที่เคยพังพินาศให้กลายเป็นทรงผมที่ดูสะอาดตา ขยับกรอบหน้าให้ชัดเจนขึ้น ทันทีที่ผ้าคลุมไหล่ถูกสะบัดออก เกศแก้วค่อย ๆ เงยหน้าส่องกระจกเงาบานเก่า ก็แทบไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง
ผมที่ตัดสั้นลงรับกับดวงตาคู่โศกได้เป็นอย่างดี จมูกโด่งรั้นและริมฝีปากบางสวยที่เคยถูกผมพะรุงพะรังปิดบังไว้ บัดนี้กลับดูโดดเด่นพริ้มเพราอย่างน่าตกใจ แม้เนื้อตัวจะยังมอมแมมและซูบซีด แต่โครงหน้าของเกศแก้วกลับฉายแววความงามจนป้าระย้ากับเถ้าแก่ยังประหลาดใจ
“อีโถ่เอ๊ย... เห็นไหมว่าเป็นผู้เป็นคนขึ้นตั้งแยะ” หญิงชราร่างท้วมว่าอย่างภูมิใจ
เมื่อกลับเข้ามาที่คลับ ทั้งคู่ก็เจอกับเฮียเม้งที่กำลังยืนตรวจตราความเรียบร้อยของร้านพอดี เกศแก้วรีบก้มหน้าก้มตาประนมมือไหว้ด้วยความนอบน้อมเหมือนทุกทีที่เจอหน้าเถ้าแก่
"สวัสดีจ้ะเฮีย"
เฮียเม้งขมวดคิ้วมุ่น มองคนตัวเล็กตรงหน้าด้วยความแปลกใจพลางหันไปถามแม่ครัวใหญ่ข้างกาย
"ใครกันวะนังระย้า อั๊วไม่คุ้นหน้าเลย"
"โถ่เฮีย... ก็ไอ้เกศแก้วที่แม่เลี้ยงมันเอามาเร่ขายให้เฮียเมื่อเดือนก่อนไงจ๊ะ" ป้าระย้าตอบพลางดันไหล่คนตัวเล็กให้ก้าวออกมา
เจ้าของคลับขยับแว่นสายตาแล้วเพ่งมองอย่างละเอียด เกศแก้วในวันนี้เปลี่ยนไปจากวันแรกที่เดินเข้ามาอย่างเห็นได้ชัด อาจเพราะการได้กินอิ่มหนำทุกมื้อ ร่างกายที่เคยซูบผอมจนเห็นซี่โครงกลับเริ่มมีน้ำมีนวลขึ้นมาบ้าง ยิ่งทรงผมใหม่ที่เปิดเผยโครงหน้าชัดเจน แม้เนื้อตัวจะยังมอมแมมไปหน่อย ทว่าความพริ้มเพราของเครื่องหน้านั้นกลับดูดีจนน่าทึ่ง
มือหนาของเฮียเม้งยกขึ้นลูบคางอย่างพินิจพิจารณา แววตาของพ่อค้าผู้มองเห็นกำไรเริ่มเป็นประกายวาววับ ก่อนจะตะโกนเรียกผู้จัดการร้านเสียงดังลั่น
"ไอ้แดง! มึงมานี่สิ!"
ไอ้แดงผู้จัดการร้านหน้าดุรีบวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาหาทันที
"มีอะไรจ๊ะเฮีย?"
"มึงพาเด็กคนนี้ไปขัดสีฉวีวรรณหน่อย เอาให้หมดจดเลยนะ หาเสื้อผ้าดี ๆ ให้นุ่ง ดูท่าทางมันจะพอเป็นผู้เป็นคนขึ้นมาได้บ้าง เผื่ออั๊วจะปั้นให้มันทำเงินทำทองให้ร้านเราได้บ้าง"
