บทที่ 4 ใจใหญ่
“โทษฐานที่ปากดี”
หลินหลินตั้งท่าจะต่อปากต่อคำทว่าต้องรีบเก็บคลังคำกลืนลงกลับไปที่เดิม เมื่อเห็นว่าป้าบัวแม่บ้านคนเก่าแก่ กำลังเดินตรงมาหาด้วยท่าทางยินดีที่ทั้งคู่มาถึง
“คุณลี่ คุณหลินเป็นยังไงกันบ้างคะ ป้าคิดถึงจะแย่” ถามพร้อมกับคว้าแขนของหลินหลินมากุมเอาไว้ด้วยความรักและคิดถึง ตั้งแต่เด็กหลินหลินไม่ชอบเลยที่ท่านนำหน้าชื่อด้วยคำว่าคุณ แต่ก็ไม่เคยเปลี่ยนใจป้าบัวได้เลยสักครั้ง
“ก็ปกติครับ” ส่งยิ้ม พูดน้อยตามสไตล์ของเขา และนั่นทำให้หลินหลินนึกหมั่นไส้
“หลินสบายดีค่ะป้า คิดถึงมากๆ เลย วันนี้หลินมีของฝากมาให้ด้วยนะคะ” ว่าจบก็เดินกลับไปที่รถคว้าเอาถุงเสื้อผ้าเดินมาส่งให้ป้าบัว เสื้อผ้านี้เธอเห็นว่ามันสวยและเข้ากับท่านมากก็เลยตั้งใจซื้อมาให้
“อุ๊ยคุณหลิน เปลืองเงินเปล่าๆ ค่ะ” ป้าบัวบอกอย่างเกรงใจ
“ไม่เลยค่ะ อันนี้หลินตั้งใจซื้อมา ถ้าป้าไม่รับหลินเสียใจแย่เลยนะคะ”
“โถ่ คุณหลิน” สุดท้ายป้าบัวก็จำใจรับของที่ซื้อมาให้ แอบเห็นว่าแววตาของท่านฉายแวววูบไหวอยู่หน่อยๆ แต่ก็อย่างว่า คนแก่มักขี้เกรงใจ
“งั้นเดี๋ยวหลินขอเข้าบ้านก่อนนะคะ” ขอทางเข้าบ้านถ้าให้ยืนเม้าท์กันอยู่ตรงนี้บอกได้เลยว่ายันเช้าก็เล่าเรื่องไม่จบ ก็อย่างว่าเธอเองเป็นคนที่ค่อนข้างจะพูดมากนิดหน่อย อยู่กับฉัตรเดชาทุกวันแทบจะไม่มีคนคุยด้วย ถ้าไม่รวมการไปมหาลัยแล้วเจอเฟย์นิสเธอคงต้องอกแตกตาย เพราะอัดอั้นแน่ๆ
“ใจใหญ่แบบนี้ทำไมไม่ซื้อให้ครบทุกคน”
“ปากว่างเหรอคะ ไปคุยกับเสาไฟฟ้าหน้าบ้านนู้น” คิดจะแซะกันหาเรื่องแซะให้ถูกเวลาหน่อย รักก็ใช่ว่าจะยอมทุกเรื่อง
นาทีแรกที่เดินเข้ามาในบ้าน เธอเห็นว่าผู้เป็นแม่ของฉัตรเดชากำลังนั่งอยู่ที่โซฟากลางห้องรับแขก อาการของท่านกับป้าบัวเหมือนกันราวกับแกะ ส่วนผู้เป็นพ่อท่านนั่งยิ้มอย่างยินดีเช่นกัน
“หนูหลินไม่ได้เจอกันตั้งนาน ผอมลงหรือเปล่า” นวลจันทร์ยกมือขึ้นมาจับเนื้อตัวสะใภ้ยามที่หลินหลินเดินมาหยุดอยู่ที่ตรงหน้าท่าน แล้วหย่อนตัวนั่งลง
“ไม่เลยค่ะคุณป้า หลินน้ำหนักขึ้นด้วย”
“ป้าอะไรกันม้าสิ ยังไม่ชินอีกเหรอ” ท่านแกล้งทำเสียงดุเบาๆ ใส่ จนเธอยิ้มเจื่อนๆ
“แล้วนี่ ตาลี่ดูแลดีหรือเปล่าเนี่ย” ท่านส่งสายตาดุหาลูกชาย “แล้วดูซิทำไมหน้าซีดแบบนี้”
“หลินแค่ปวดหัวนิดหน่อยค่ะ” บอกออกไปอย่างนั้น ทั้งที่ความเป็นจริงในตอนนี้เธอปวดหัวแทบจะระเบิดออกมาอยู่แล้ว แต่ก็ทำได้เพียงฉีกยิ้มบางๆ
“งั้นไปพักก่อนไหมลูก ตาลี่นี่ก็ยังไงน้องไม่สบายยังจะให้น้องมาอีก”
“น้องไม่ได้บอกนี่ครับ” ตอบผู้เป็นแม่ แล้วหันมาหาคนตัวเล็ก “ไหวไหมคะ” น้ำเสียงและแววตาของเขาบ่งบอกว่ากำลังดูเป็นห่วงเป็นใย
“แต่งงานกันไปตาลี่ดูคลั่งรักเอาการเชียว หนูหลินนี่มัดใจสามีเก่งจริงๆ” เศรษฐีเล้งกล่าวผุดยิ้มยินดี ถ้าคนเป็นพ่อรู้ว่าความจริงลูกชายตัวดีเวลาอยู่กับเธอสองคนนั้นอย่างกับยักษ์จะมีสีหน้ายังไงกัน
“คลั่งรักแต่ไม่คอยสังเกตเมียว่าไม่สบาย ม้าว่ามันแปลกๆ”
“หลินไม่ได้บอกเฮียเองค่ะม้า ปวดหัวนิดหน่อยไม่ได้เป็นอะไรมากจริงๆ” ที่ช่วยเขาเพราะไม่อยากมีปัญหา อีกอย่างไม่อยากให้ฉัตรเดชามาทำหน้าตึงใส่
“แล้วนี่ทานอะไรมากันหรือยัง”
“ยังเลยค่ะ”
“งั้นรอก่อนนะลูก บัวกับหวานน่าจะกำลังเร่งมือทำอาหารอยู่”
“งั้นหลินไปช่วยนะคะ” ไม่อยากนั่งอยู่ตรงนี้นานๆ ไม่ชอบสายตาของฉัตรเดชาที่กำลังแสดงอยู่ มันละลาย มันใจเหลวไปหมด
“ไหวเหรอ”
“ไหวคะ” ฉีกยิ้มหวานส่งกลับไปให้เขาประหนึ่งคนรักกันหวานซึ้ง ทว่าตอนแรกที่คิดว่าจะหนีเขา ฉัตรเดชาดันหิ้วห้อยสอยตามเข้ามาในครัวด้วย
“เฮียจะตามมาทำไมเนี่ย” ส่งเสียงดุให้ อุตส่าห์หนีออกมาได้แท้ๆ
“ก็หลินไม่สบาย สามีที่ดีก็ต้องมาดูแลสิคะ” ว่าจบมือหนาก็คว้าที่เอวของเธอ
“เฮีย หลินอึดอัด” พยายามขยับหนีให้หลุดออกจากการเกาะกุม
“อึดอัดหรือหวั่นไหว ไม่สิ ยังไงเธอก็ต้องหวั่นไหวอยู่แล้วเพราะเธอรักฉัน” เขาว่าพร้อมขยับใบหน้ามาที่ข้างหู “แสดงเป็นคู่รักหวานชื่นแบบที่เธอบอกหน่อยสิ” ไม่ยอมทำตามอย่างที่เขาว่า สบัดตัวออกจากวงแขนแกร่งเดินเข้าไปในครัว
“เดี๋ยวหลินช่วยค่ะป้าบัว”
“ทำไมไม่นั่งรอเฉยๆ คุณหลิน”
“หลินอยากช่วยค่ะ นะคะ”
“ให้เขาทำเถอะครับป้า” ป้าบัวยินยอมแต่โดนดีเมื่อได้ยินเสียงของคุณผู้ชายอีกคนของบ้าน หลินหลินหยิบผักออกมาล้าง หมุนตัวจัดแจงนั่นนี่เพราะเย็นนี้จะทำแกงส้ม
ทว่าด้วยอาการของตัวเองนั้นไม่สู้ดีอยู่แล้ว เมื่อหมุนตัวบ่อยๆ ก็ทำให้รู้สึกเวียนหัวจะหน้มืลมลง ทว่าโชคช่วยเมื่อฉัตรเดชานั้นคว้าตัวเอาไว้ได้ทัน
“เป็นอะไร”
“…”
“อย่าแกล้งสำออย แค่นี้ม้าก็มองว่าฉันดูแลเธอไม่ดีแล้ว”
