บทที่ 1 บทนำ

บทนำ

เสียงแก้วไวน์กระทบกันเบา ๆ ภายในห้องรับแขกของท่านเอกอัครราชทูตผู้ทรงอำนาจ ความเย็นเยือกจากเครื่องปรับอากาศไม่อาจดับความร้อนรุ่มในอกของหญิงสาวได้เลยแม้แต่น้อย

“เรื่องงานแต่งถือเป็นข้อตกลงที่ทั้งสองตระกูลได้ทำร่วมกัน ก็เพื่อกอบกู้ชื่อเสียงของตระกูลให้กลับมาเหมือนเดิม”

เอลิส นั่งหลังตรง มือทั้งสองข้างกำแน่นอยู่บนตัก มันสั่นเทาด้วยความกดดันปะปนกับความเจ็บแค้นที่ถูกยัดเยียดให้ชาที่ไม่เคยเห็นแม้แต่ใบหน้าของเขา ทว่าเธอก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี

นั่นก็เพราะคนตรงหน้าเป็นพ่อที่เธอเคารพนับถือนักหนา ทว่าเขากลับไม่เคยแยแสในลูกสาวเพียงคนเดียวอย่างเธอเลยสักนิด…

เธอเป็นถึงลูกสาวของเอกอัครราชทูตผู้ทรงอำนาจ ไม่เคยคิดเลยว่าจะมีวันที่ถูกยื่นข้อเสนอให้แต่งงานเพื่อแลกเปลี่ยนผลประโยชน์แบบนี้

ถ้าหากพ่อใช้ความคิดมากกว่านี้ เธอก็คงไม่ต้องเป็นหมากในกระดานให้ใครมาจับเดิน

ง่าย ๆ หรอกนะ…

กอบกู้ชื่อเสียงอย่างนั้นเหรอ ชื่อเสียงตระกูลอื่นน่ะสิไม่ว่า…

“วันนี้พ่อนัดพอร์ชให้เขามาเจอ หวังว่าจะคุยกันถูกคอนะ”

คนที่ยิ้มหน้าระรื่นก็เห็นจะมีเพียงพ่อคนเดียวเท่านั้น  แม้ว่าเธอจะแสดงออกทางสีหน้าอย่างชัดเจนเพียงใดว่าไม่อยากรับข้อเสนอนี้ แต่พ่อก็ไม่สนใจสักนิด

“แต่พ่อคะ พ่อทำแบบนี้ไม่คิดถึงความรู้สึกของเอลิสหน่อยเหรอคะ ว่าได้ต้องการในสิ่งที่พ่อจัดหาไว้ให้หรือเปล่า”

เธอพยายามควบคุมน้ำเสียงให้ปกติ เพราะหากมันสั่นเครือแม้แต่เล็กน้อย จะโดนหาว่าเป็นคนอ่อนแอไปได้

“ลูกพูดอะไรน่ะ ถ้าไม่แต่งงานกับคนนี้พ่อก็ไม่เห็นว่าจะมีใครเหมาะสมกับตระกูลเราอีก” ผู้เป็นพ่อระบายยิ้มอย่างไม่สนใจไยดี “ลูกไม่ได้มีทางเลือกมากขนาดนั้นหรอกเอลิส ลูกก็รู้ดี”

คำพูดนั้นทำเอาเธอนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ แม้รู้ว่าตัวเองเป็นอย่างที่พ่อว่าเมื่อครู่ แต่ที่ผ่านมาพ่อก็ไม่เคยมีคำพูดที่ทำให้เธอดูเป็นคนไร้หนทางออกมาให้ได้ยิน

ต่างจากครั้งนี้ที่พ่อแทบจะไม่รักษาน้ำใจลูกสาวอย่างเธอเลย

และยังไม่ทันที่เธอจะได้ตอบกลับอะไรไป เจ้าของร่างสูงโปร่งที่เธอไม่เคยเห็นหน้าก็ได้ย่างกายเข้ามาภายในห้องรับแขก โดยที่ยังไม่ได้รับอนุญาตจากพ่อของเธอ เขาก็ทำหน้าระรื่นราวกับไม่รู้ร้อนหนาวกับเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นภายในห้องนี้

หากว่าเธอเดาไม่ผิดชายร่างสูงในเสื้อเชิ้ตสีดำ ดวงตาแข็งกร้าว พร้อมทั้งรอยสักที่อยู่บริเวณต้นคอนั้น เขาก็คือคนที่พ่อของเธอมั่นใจนักหนาว่าจะต้องเป็นเจ้าบ่าวของเธอในเร็ว ๆ นี้

เหอะ! แค่เห็นหน้าก็รู้สึกไม่ถูกชะตาเอาเสียแล้ว ไม่รู้ว่าพ่อดูคนไม่ออกหรืออย่างไรกัน

“สวัสดีครับคุณอา” เขาเอ่ยน้ำเสียงเรียบทุ้ม และแน่นอนว่าไม่คิดแม้แต่จะปรายตามองเธอ

แม้จะนั่งลงข้างกันก็ตาม… แต่นั่นก็ถือเป็นเรื่องดีสำหรับเธอเช่นกัน

เพราะหากเลือกได้ เธอก็ไม่อยากจะมองหน้าคนเย่อหยิ่งแบบนี้สักนิด

“มาเร็วกว่าที่คิดอีกนะ แต่ก็ดีน้องจะได้ไม่เหงา”

น้องที่พ่อหมายถึงก็คือเธอ ทว่าใครจะไปอยากเป็นน้องคนแบบนี้กันล่ะ

แค่ได้ยินพ่อพูดอย่างนั้นเธอถึงกลับเบ้ปากเล็กน้อย ทั้งที่ปกติแล้วเธอแทบจะไม่ทำกิริยาที่ไม่เหมาะสมแบบนี้ต่อหน้าผู้เป็นพ่อสักนิด

“เอลิส” น้ำเสียงทุ้มเอ่ยขึ้น เป็นการดุเธอเนือง ๆ

“พอดีว่าผมเพิ่งไปส่งคุณพ่อที่สนามบินน่ะครับ เห็นว่าเวลาเหลือเยอะเลยมาที่นี่ก่อน” เขาอธิบาย “เพราะธุระของคุณอาก็สำคัญไม่น้อยเลยนี่ครับ”

ผู้เป็นพ่อยิ้มออกมาอย่างพอใจเมื่อมีคนเห็นความสำคัญของเขา ต่างจากเอลิสที่อยากจะออกไปจากตรงนี้เร็ว ๆ เพราะมันทั้งอึดอัดและน่าเบื่อมากสำหรับเธอ

“ดีแล้ว” พ่อพยักหน้ารับเบา ๆ ก่อนจะหันมามองเธอเพื่อตรวจสอบสีหน้าที่ดูไม่สบอารมณ์นัก

ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะได้เอ่ยตักเตือนลูกสาว ชายคนนั้นก็พูดขึ้นมาอย่างจริงจัง

“แต่ผมเองก็มีเรื่องสำคัญที่อยากมาเรียนให้คุณอาทราบเหมือนกันครับ”

พ่อผายมือเป็นการอนุญาตให้อีกฝ่ายพูด

“ความจริงผมไม่ได้มีความต้องการที่จะแต่งงานกับลูกสาวของคุณอาหรอกนะครับ แต่ทั้งหมดก็เป็นเพราะพ่อมาขอความช่วยเหลือจากคุณอาเอาไว้”

เอลิสกระตุกยิ้มทันทีเมื่อได้ยิน เหมือนภูเขาทั้งลูกได้ยกออกไปจากอกของเธออย่างน่าประหลาด ความรู้สึกราวกับผู้ชนะแบบนี้เธอเพิ่งจะเคยได้รับ มันช่างหอมหวานเหลือเกิน

แต่แทนที่ผู้เป็นพ่อจะเป็นเดือดเป็นร้อน เขากลับระบายยิ้มออกมาในท่าทีที่สบาย

“มีเรื่องอะไรไม่สบายใจหรือเปล่า บอกอาได้เลยนะยิ่งถ้าเป็นเรื่องของลูกสาวอา เดี๋ยวอาจัดการให้ตอนนี้เลย” เขาปรายตามองเธอเล็กน้อย ก่อนที่เอลิสจะเสียงดังขึ้นมา

“พ่อคะ!” มือเรียวทั้งสองข้างทุบโต๊ะ ก่อนจะหยัดกายยืนขึ้นอย่างหมดความอดทน

“เอลิส นั่งลง อย่าเสียมารยาท” พ่อใช้เพียงน้ำเสียงที่ราบเรียบเพื่อหยุดการกระทำของเธอ ทว่าดูเหมือนครั้งนี้เธอจะไม่ยอมเขาง่าย ๆ

แต่ก็ถือว่าเป็นจังหวะที่ดีเพราะชายหนุ่มที่นั่งข้างเธอได้เอ่ยพูดออกมาเสียก่อน

“ผมมีคนรักอยู่ที่สิงคโปร์อยู่แล้ว และถ้าหากคุณอายังมั่นใจให้ผมแต่งกับลูกสาวของคุณอา ผมเองก็ต้องยอมรับตรง ๆ ว่าลูกสาวของคุณอาจะได้เป็นเพียงภรรยาที่ไม่มีทะเบียนสมรสเท่านั้นครับ”

“เมียน้อยเหรอ!” เอลิสรีบหันขวับไปพูดอย่างโมโห

“ก็ตามที่เธอเข้าใจ” เป็นครั้งแรกที่เขาหันมามองหน้าเธอ แต่ก็ไม่ใช่ความพิศวาสส่วนตัวอะไรทั้งนั้น เพราะแววตาที่แข็งกร้าวมันบ่งบอกได้ชัดเจน ว่าเขาเองก็ไม่ได้ชอบอะไรในตัวเธอเหมือนกัน

หัวใจของเอลิสเย็นสะท้าน ไม่ใช่เพราะเธอผิดหวังแต่เป็นเพราะในตอนนี้เธอกำลังโดนหยามเกียรติอยู่เห็น ๆ

หากจะให้ลูกสาวท่านทูตเป็นเมียน้อยใครล่ะก็ รู้ถึงไหนได้อายถึงนั่น!

“เหอะ เห็นไหมล่ะคะพ่อ อยากจะกอบกู้ตระกูลคนอื่นจนเกือบเอาตระกูลตัวเองไปเสียชื่อซะเอง” เธอหันไปพูดกับผู้เป็นพ่อ แม้ไม่อยากได้ความเห็นอะไรก็ตาม

บรรยากาศภายในห้องรับแขกเงียบลง เอลิสควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้เมื่อถูกหยามถึงที่ เลือดขึ้นหน้าจนร้อนผ่าว

เอลิสหันไปจ้องหน้าอีกฝ่ายอย่างจริงจัง ดวงตาของเธอแข็งกร้าวไม่ต่างจากเขา ทว่าเห็นได้ชัดถึงน้ำตาที่เอ่อล้นด้วยความเจ็บใจ

“คนอย่างฉันมีศักดิ์ศรีพอที่จะไม่เป็นเมียน้อยใครทั้งนั้น โดยเฉพาะตระกูลที่มันหวังแค่ผลประโยชน์อย่างเดียวแบบพวกคุณ!”

แม้น้ำเสียงจะสั่นเครือแต่เธอก็พูดออกมาชัดเจนทุกถ้อยคำ

เธอกัดฟันกรอด เอ่ยประโยคสุดท้ายก่อนจะลุกออกจากห้องไป

“ไม่แปลกใจที่ตระกูลของคุณไม่เหลืออะไร ก็เพราะนิสัยเห็นแก่ตัวแบบนี้ไง ต่อให้มีคนช่วยเป็นร้อย ก็หลุดไม่พ้นความชั่วที่ได้ทำกันไว้หรอก!”

คำพูดของเธอทำให้เกิดเป็นสงครามขนาดย่อม ที่มีผู้รบเป็นเธอและชายหนุ่มคนนั้น คนที่เขาจะไม่มีวันให้อภัยกับคำพูดที่ดูเหมือนไร้การกลั่นกรองของเธอเด็ดขาด

เขามองตามแผ่นหลังของหญิงสาวไปจนลับสายตา มือทั้งสองข้างกำแน่นข้างลำตัว ประโยคแทงใจดำนั้นทำให้เขาเจ็บแปลบอีกครั้ง นานแล้วที่ไม่เคยมีคนเอ่ยคำนี้…

ความชั่วที่เขาได้ทำงั้นเหรอ คนอย่างเธอจะไปเข้าใจอะไรว่าเรื่องทั้งหมดมันเกิดขึ้นเพราะความโลภของคนคนเดียว…

บทถัดไป