บทที่ 10 ปริศนา
บทที่ 9 ปริศนา
รถยนต์คันหรูเคลื่อนตัวออกจากลานจอดรถของบริษัทอย่างเงียบงัน บรรยากาศภายในรถกลับตึงเครียดอย่างประหลาด แม้จะไม่มีใครเอ่ยคำพูดใดออกมา พอร์ชนั่งพิงเบาะด้านหลังมือหนึ่งเลื่อนดูข้อความในโทรศัพท์ ขณะที่เอลิสนั่งอีกฝั่งมองวิวด้านนอกกระจกใส ราวกับพยายามใช้มันเบี่ยงเบนความคิดตัวเอง
“เย็นนี้เรามีลองชุดกัน” เขาเอ่ยขึ้นลอย ๆ โดยไม่หันมามองหน้าเธอ
“คุณพ่อฉันคงบอกคุณก่อนฉันแล้วสินะคะ” เอลิสขมวดคิ้ว
“ร้านที่คุณอาเลือกให้เป็นร้านเดียวกับภรรยานักการเมืองหลายคนไปใช้บริการ รสนิยมเดียวกับคุณหนูแน่นอนครับ”
“ช่างเถอะ ฉันเลือกอะไรได้เองที่ไหนกันล่ะ” เธอหัวเราะออกมาอย่างขมขื่น
“คุณหนูก็แค่เล่นตามบทของตัวเอง เดี๋ยวก็เป็นอิสระแล้ว” พอร์ชเหลือมองเธอเล็กน้อย ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงเรียบ
“ฉันไม่ใช่คุณนะ ที่เก่งเรื่องการแสดงมากขนาดนั้น” เธอรีบสวนกลับ
“ไม่จริงหรอกครับ วันนี้คุณก็ทำได้นี่คนเชื่อกันทั้งบริษัท” เขายกยิ้มบาง
เอลิสไม่ได้ตอบอะไร เธอไม่รู้ว่าควรดีใจกับคำพูดนั้นดีหรือเปล่า และไม่คิดว่ามันจะเป็นคำชมที่เธอต้องสนใจสักนิด
ร้านชุดแต่งงานตั้งอยู่ในโรงแรมหรูที่เป็นโซนส่วนตัว ซึ่งเข้าได้แค่เพียงบุคคลที่มีอำนาจหน้าตาในสังคมเพียงเท่านั้น เรียกได้ว่าคนที่มาใช้บริการที่นี่ต่างก็เป็นลูกค้าวีไอพีกันทั้งนั้น พนักงานทุกคนได้รับแจ้งล่วงหน้าว่าเธอจะเข้ามาลองชุด ทุกอย่างจึงจัดเตรียมเอาไว้อย่างเป็นระเบียบและเหมาะสมกับฐานะของเธอ
“เชิญด้านนี้เลยค่ะ” ผู้จัดการร้านให้ความต้อนรับพวกเขาเป็นอย่างดี ด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มจริงใจ
เอลิสถูกพาเข้าไปในห้องลองชุด ส่วนพอร์ชนั่งรออยู่ด้านนอก โซฟาหนังสีอ่อนและกระจกใสบานใหญ่สะท้อนภาพของเขาอย่างชัดเจน เขานั่งอยู่ในท่าทีสบาย ทว่าสายตากลับคอยจับจ้องทุกความเคลื่อนไหวรอบตัว
“คุณพอร์ชใช่ไหมคะ”
เสียงของหญิงสาวแปลกหน้าดังขึ้น เขาเงยหน้ามองหญิงสาวรูปร่างสูงเพรียวในชุดเดรสสีดำเรียบหรูยืนอยู่ไม่ไกล ใบหน้าสวยคมคาย ดวงตาคมกริบแฝงรอยยิ้มที่อ่านไม่ออก
“คุณคือใคร”
“เรียกฉันว่า ลีอาร์ ก็ได้ค่ะ” เธอแนะนำตัวอย่างเป็นกันเองเกินพอดี “บังเอิญเห็นคุณตั้งแต่เข้ามาแล้ว ก็เลยอยากมาทักทายน่ะค่ะ”
พอร์ชพยักหน้าเล็กน้อย เธอไม่ได้สนใจเธอและไม่คิดจะหาคำตอบว่าเธอคือใคร ทว่าอีกใยกลับทิ้งตัวนั่งลงข้าง ๆ อย่างไม่เกรงใจ
“ไม่คิดว่าคุณจะมาเลือกชุดแต่งงานด้วยตัวเองนะคะ” ลีอาร์พูดต่อ สายตาไล่มองเขาราวกับกำลังประเมินอะไรบางอย่าง “ผู้ชายแบบคุณ ปกติคงไม่สนใจอะไรพวกนี้”
“ก็ไม่เห็นแปลกอะไรเลยครับ” เขาตอบเสียงเรียบ
“น่าสนใจดีนะคะ” ลีอาร์ยกยิ้มขึ้นอย่างพอใจ
แต่ก่อนที่พอร์ชจะได้ตอบกลับอะไรหญิงสาวคนนั้นไป เสียงพนักงานจากด้านในก็ดังขึ้น
“คุณพอร์ชคะ เจ้าสาวเสร็จเรียบร้อยแล้วค่ะ”
ม่านสีขาวเลื่อนออกช้า ๆ เอลิสก้าวออกมาด้วยชุดแต่งงานสีขาวเรียบหรู เผยเส้นสายสง่าอย่างไม่ต้องพยายาม ผ้าซาตินสะท้อนแสงอย่างนุ่มนวลแม้ใบหน้าของเธอยังคงเรียบนิ่ง ทว่าแววตากลับซ่อนความประหม่าไว้ไม่มีผิด
พอร์ชลุกขึ้นยืนโดยไม่รู้ตัว สายตาคมจ้องมองเธออย่างเงียบงัน เขาไม่พูดอะไรแต่สายตาของเขามันชัดเจนเสียยิ่งกว่าคำพูดทั้งหมดเสียอีก
“สวย เหมาะสมกับคุณเอลิสมากเลยค่ะ” พนักงานเอ่ยชม
เอลิสเหลือบมองพอร์ชเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะหลบสายตาเล็กน้อยราวกับไม่อยากรับรู้ความรู้สึกที่กำลังสั่นไหวอยู่ในอก
“คุณคิดว่าไง” เธอเอ่ยถามเสียงเบา
“ก็… เหมาะกับคุณหนูดีครับ” พอร์ชเว้นจังหวะ ก่อนจะตอบสั้น ๆ
คำตอบเรียบง่าย แต่หัวใจของเธอเต้นแรงอย่างไม่มีเหตุผล
“ว่าที่เจ้าสาวของคุณสวยมากเลยนะคะ” ลีอาร์เอ่ยแทรกขึ้น สายตายังคงจับจ้องที่พอร์ชไม่วาง “คุณนี่โชคดีจริง ๆ “
“ขอบคุณครับ” พอร์ชปรายตามองเธอเล็กน้อย
ลีอาร์ยิ้มอย่างจริงใจ ทว่าแววตานั้นกลับฉายบางอย่างที่เอลิสรู้สึกได้แม้เพียงแค่แวบเดียว นั่นไม่ใช่ความอิจฉา แต่เป็นความสนใจอย่างบางที่มันจริงจัง
หลังจากลองอีกสองสามชุด เอลิสก็กลับเข้ามาเปลี่ยนเสื้อผ้าส่วนพอร์ชก็ยังคงยืนคุยกับผู้จัดการร้านเรื่องกำหนดการ ลีอาร์ยืนอยู่ไม่ไกล สายตาจับจ้องเขาผ่านกระจกเงาสะท้อน
“คุณพอร์ชคะ คุณจำฉันไม่ได้จริง ๆ เหรอคะ” เธอเอ่ยเสียงต่ำ เมื่อคิดว่าไม่มีใครรู้เห็นกับการกระทำนั้น
“เรารู้จักกันเหรอ” เขาหันมองเธอทันที สายตาคมกริบแข็งกร้าว
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ บางเรื่องคุณก็คงไม่อยากทำ” ลีอาร์หัวเราะเบา ๆ
พอร์ชนิ่งไปชั่วขณะ ดวงตาคมจ้องมองเธออย่างระแวดระวัง
“มีอะไรก็รีบพูดมา” เขากดเสียงต่ำ
“เอาไว้วันหลังดีกว่าค่ะ วันนี้ฉันก็แค่อยากเห็นกับตาตัวเองว่าคุณยังมีชีวิตอยู่เป็นสุขดี” ลีอาร์ ยียวน ก่อนจะหยิบกระเป๋าของเธอขึ้นมา พร้อมกับหยิบบางอย่างให้เขา “แต่ถ้าคุณรีบ ก็โทรมานะคะ”
เธอเดินจากไป ทิ้งความสับสนมึนงงให้พอร์ชซึ่งไม่ต่างอะไรจากการทิ้งระเบิดให้เขาเดินเข้าไปเหยียบ
ไม่นานเอลิสก็เดินออกมาจากห้องลองชุดในชุดเดรสเรียบ ๆ ของเธอเอง
“ผู้หญิงคนนั้นคือใครเหรอ” เธอถามทันที
“ไม่สำคัญหรอก” พอร์ชตอบกลับเธอในทันทีอย่างมีพิรุธ
“คนแปลกหน้าสามารถเข้ามาทักคุณได้ง่ายขนาดนี้เลยเหรอคะ ไม่สมกับเป็นลูกมาเฟียสักนิด” เธอหรี่ตามองเขา
“บางเรื่องคุณก็ยังไม่จำเป็นต้องรู้ตอนนี้” พอร์ชสบตาเธอ ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงเคร่งขึ้น
คำตอบนั้นทำเอาเอลิสเงียบไป และในวินาทีนั้นเองก็ทำให้เธอเข้าใจว่า การแต่งงานในครั้งนี้เป็นเพียงแค่รักษาผลประโยชน์เท่านั้น เรื่องส่วนตัวของเขาเธอไม่ควรเข้าไปยุ่ง
ทันทีที่ประตูกระจกของร้านชุดแต่งงานปิดลงด้านหลัง เสียงจอแจภายในก็ถูกตัดขาดเหลือเพียงเสียงรถยนต์ที่แล่นผ่านและลมยามเย็นที่พัดผ่านถนนใหญ่
เอลิสก้าวออกมาเป็นคนแรก รองเท้าส้นสูงกระทบพื้นหินอ่อนเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ใบหน้าสวยยังคงเรียบเฉยทว่าภายในใจกลับปั่นป่วนกว่าที่เธอแสดงออกมาหลายเท่า
พอร์ชเดินตามออกมาอย่างเงียบ ๆ มือหนึ่งล้วงกระเป๋ากางเกง ส่วนอีกมือยกขึ้นจัดข้อมือเสื้อเชิ้ตราวกับกำลังตั้งสติบางอย่าง
“ผู้หญิงคนนั้น…” เอลิสเป็นฝ่ายเปิดบทสนทนาอีกครั้ง แม้เสียงจะแผ่วเบาแต่ก็ชัดเจน
“ผมบอกแล้วว่าคุณไม่จำเป็นต้องรู้อะไรตอนนี้” พอร์ชหยุดเดิน ก่อนจะปรายตามองเธอ
“ฉันแค่กำลังจะบอกว่า เธอคนนั้นเหมือนรู้อะไรเกี่ยวกับเรื่องของคุณ” เธอพูดขึ้นอย่างจริงจัง
ริมฝีปากของเขากระตุกยิ้มบาง ๆ แววตานั้นกลับนิ่งและดูเย็นชามากกว่าปกติ
“ทำไมคุณหนูคิดแบบนั้นล่ะครับ”
“การกระทำและคำพูดแปลก ๆ ของเธอไม่ได้ทำให้คุณคิดได้บ้างเลยเหรอคะ” เธอถามเสียงเรียบ
“ขึ้นรถก่อน เดี๋ยวค่อยคุยกัน” พอร์ชถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะเดินไปเปิดประตูรถให้เธอ
เอลิสชะงักไปชั่วครู่ ก่อนจะขึ้นรถตามที่เขาบอกโดยไม่พูดอะไรต่อ
เมื่อรถเคลื่อนตัวออกจากขอบฟุตบาท บรรยากาศภายในกลับเงียบงันอย่างน่าประหลาด มีเพียงแค่เสียงเครื่องยนต์เบา ๆ และไฟถนนที่ส่องผ่านกระจกเข้ามาเป็นจังหวะ
“คุณไม่สบายใจหรือเปล่า” เอลิสถามขึ้น คราวนี้น้ำเสียงของเธอดูปกติมากกว่าเดิม
“ไม่หรอกครับ” พอร์ชไม่ได้ตอบทันที สายตายังคงมองที่ถนนเบื้องหน้า
“นี่คุณกำลังปลอบใจตัวเองอยู่เหรอคะ”
“คิดแทนผมเก่งจังเลยนะครับคุณหนู” เขาหัวเราะเบา ๆ
“บางเรื่องมีอะไรก็บอกฉันได้นะคะ ไม่ได้อยากล้ำเส้นแต่กลัวว่าคุณจะเป็นซึมเศร้าไปซะก่อน” เธอไหวไหล่เล็กน้อย
คำพูดนั้นทำให้พอร์ชเงียบไปนานกว่าทุกครั้ง
“คุณเคยคิดบ้างไหมว่า บางครั้งอดีตมันไม่ได้เลือกเราด้วยซ้ำ เราแค่ถูกลากเข้าไปอยู่ตรงนั้น”
เอลิสหันมองเขา ดวงตาคมจับจ้องใบหน้าด้านข้างของชายหนุ่มที่ดูแข็งกร้าว แต่กลับมารอยร้าวเจ็บช้ำบางอย่างซ่อนอยู่
“หมายถึงเรื่องคดีของคุณน่ะเหรอ” เธอถามอย่างตรงไปตรงมา
“ถ้าผมจะบอกกับคุณหนูตรง ๆ ว่าผมไม่ได้เป็นคนทำ คุณหนูคิดว่ายังไงครับ”
“ฉันไม่รู้…” เธอตอบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
“ไม่เป็นไรหรอก ผมรู้ว่าเรื่องแบบนี้มันยากที่จะเข้าใจ” พอร์ชเหลือบมองเธอเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มมุมปาก
รถจอดลงที่สัญญาณไฟแดงพอดี แสงสีแดงสะท้อนเข้ามาในรถทำให้ใบหน้าของเขาดูแข็งกร้าวมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
“ผู้หญิงคนนั้นคงรู้เรื่องของผมไม่น้อย ถึงได้กล้าล้ำเส้น” เขาพูดขึ้นเหมือนเข้าใจอะไรบางอย่าง
“เธอรู้ว่าตอนที่อยู่ในคุกผมเสียอะไรไปบ้าง”
คำพูดนั้นทำให้หัวใจของเอลิสสะดุด เธอไม่ถามอะไรต่อแต่ความสงสัยกลับก่อนตัวขึ้นอย่างเงียบงัน
“คุณคิดว่าการแต่งงานของเราจะช่วยให้คุณหลุดพ้นเรื่องนี้ไปได้จริง ๆ เหรอ”
“ต่อให้จะช่วยได้จริง ๆ ผมก็จะไม่เอาคุณชื่อเสียงของคุณเข้ามาเกี่ยวข้องหรอกครับ” พอร์ชหันมามองเธอ
“แต่ตอนนี้ก็ไม่ต่างอะไรจากการที่ฉันกำลังช่วยคุณอยู่”
“ความจริงผมไม่ได้ต้องการให้เป็นแบบนี้ด้วยซ้ำ ผมปฏิเสธก็เพราะไม่อยากให้คุณเข้ามาเกี่ยวข้องในเรื่องนี้”
เขาพูดความจริงออกมา ไม่ใช่เพราะพลั้งปากแต่มันคือความจริงที่อยากจะสารภาพกับเธอ ไม่รู้เป็นเพราะความรู้สึกที่อยู่ด้านในมันกดดันหรอกมาหรือเปล่า…
เอลิสนั่งไปหลังจากที่ได้ฟังความจริง แม้เธอจะไม่ได้ปักใจเชื่อในทันทีทว่าก็อดเก็บเรื่องนี้มาไว้ในใจไม่ได้
หากเขาจะโกหกเพื่อที่จะทำให้เกมนี้สมบูรณ์มากขึ้น เธอก็จะแกล้งหลับตาข้างหนึ่งเล่นตามบทบาทไปกับเขา
เอลิสเอนหลังพิงเบาะ มองไฟในเมืองที่ไหลผ่านไปอย่างช้า ๆ เธอเริ่มเข้าใจแล้วว่าการแต่งงานครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของศักดิ์ศรี หรือฐานะทางสังคม
แต่เป็นการเดินเข้าไปในเงามืดของผู้ชายคนหนึ่งที่อดีตกำลังจะกลับมาไล่ตามเขาอีกครั้ง และอาจจะลากเธอลงไปเกี่ยวข้องด้วย แต่สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือส่วนหนึ่งในหัวใจของเธอกลับไม่คิดจะถอยเหมือนครั้งแรกที่ได้พบเจอกับเขา…
