บทที่ 11 ราคาของผลประโยชน์
บทที่ 10 ราคาของผลประโยชน์
บ้านของอัสวินในยามค่ำคืนยังคงสวยงามและเงียบสงบอย่างที่ควรจะเป็น แสงไฟจากโคมระย้าในห้องรับประทานอาหารสะท้อนผนังสีอ่อนให้บรรยากาศดูอบอุ่น ต่างจากความรู้สึกของเอลิสที่ยังคงตึงเครียดไม่จางหาย
พอร์ชนั่งอยู่ตรงข้ามเธอด้วยท่าทีสุภาพกว่าตอนที่เขามาที่นี่ครั้งแรก ไม่ได้แสดงความเป็นเจ้าของหรือความห่างเหินเกินความจำเป็น เขาดูเหมือนแขกที่มีมารยาทมากกว่าว่าที่เจ้าบ่าวเสียอีก
“เรื่องสถานที่จัดงาน พ่อผมเลือกโรงแรมริมน้ำเอาไว้” พอร์ชเปิดฝ่ายเปิดสนทนา
อัศวินพยักหน้าเล็กน้อย “ก็เหมาะสมดี แขกส่วนใหญ่ก็เป็นคนกันเองทั้งนั้น จะได้ควบคุมบรรยากาศได้ง่าย”
“จำนวนแขกไม่มากเกินไปก็น่าจะดีค่ะ เอลิสไม่อยากให้งานดูยิ่งใหญ่เกินความจำเป็น” เอลิสพูดแทรกเบา ๆ
“บางเรื่องเราก็ต้องทำให้มันสมศักดิ์ศรี อีกอย่างมันก็เป็นสิ่งที่ลูกเป็นคนขอเอาไว้เองไม่ใช่เหรอ” อัศวินเหลือบมองลูกเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มบาง ๆ
พอร์ชรับฟังอย่างเห็นด้วย ทว่าก็ไม่ได้แสดงความคิดเห็นอะไรออกไป
“ชุดแต่งงานของลูกก็สวยดีนะ ดูเข้ากับลูกดี” เขาพูดอย่างภูมิใจ
เอลิสพยักหน้า แม้จะไม่ได้เป็นคนเลือกเองทั้งหมดแต่ก็ยอมรับว่ามันเข้ากับเธอจริง ๆ
“ถ้าคุณหนูชอบก็ดีแล้วครับ งานแต่งควรเป็นวันที่เจ้าสาวรู้สึกสบายใจที่สุด”
เอลิสเผลอมองหน้าเขาเล็กน้อย ความรู้สึกบางอย่างในอกสั่นไหวแผ่วเบา
อัศวินยกแก้วน้ำขึ้นจิบ ก่อนจะวางลงช้า ๆ
“งานนี้ทุกคนให้ความสนใจเป็นอย่างมาก ไม่ใช่เพราะเป็นงานแต่ง แต่เพราะมันคือการเชื่อมสัมพันธ์ของทั้งสองตระกูลเข้าด้วยกัน”
“ผมเข้าใจดีครับ” พอร์ชพยักหน้า
“หลังจากงานแต่ง พ่ออยากให้ทั้งสองคนออกงานสังคมให้เยอะขึ้นเพื่อให้ทุกอย่างยังมั่นคงเหมือนเดิม” อัศวินกล่าวอย่างเป็นธรรมชาติ
เอลิสรู้สึกว่าสนทนานั้นกำลังจะเปลี่ยนไปในเชิงเคร่งเครียด เธอขยับตัวเล็กน้อยอย่างไม่สบายใจทว่าก็ไม่ได้พูดอะไรให้ผู้เป็นพ่อขุ่นเคือง
“แน่นอนครับ ภาพลักษณ์ของตระกูลเราต้องมาก่อนเสมอ”
อัศวินยิ้มบาง ๆ ราวกับพอใจกับคำตอบ ก่อนจะเอนหลังพิงเก้าอี้
“บางความสัมพันธ์มันก็ต้องสานต่อกันไปเรื่อย ๆ จะหนีกันไปไหนก็ไม่พ้นหรอก”
บรรยากาศเริ่มหนักอึ้งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เอลิสรู้ดีว่าผู้เป็นพ่อกำลังหมายถึงเธอ มันเป็นห่วงโซ่ที่รั้งเธอเอาไว้ไม่ให้ไปไหนรอด เพราะไม่ว่าเธอจะพยายามหนีไปไกลแค่ไหน สุดท้ายก็ต้องถูกดึงกลับให้มาอยู่ที่เดิมอยู่ดี
ถ้าหากเธออยากหนีไปให้ไกลตามที่ใจต้องการ เธอต้องเก่งกว่าผู้เป็นพ่ออีกหลายเท่า และอิสระของเธอจะได้กลับคืนมาแม้รู้ดีว่าไม่อาจจะเป็นไปได้
“หลายปีที่ผ่านมาตระกูลของผมยังคงได้รับความสนใจจากสังคมอยู่ไม่น้อย แต่ช่วงหลังก็เริ่มลามปามมากเกินไป ไม่รู้ว่าจะอยู่รอดได้ยังไงถ้าหากไม่มีตระกูลมาเฟียเก่ง ๆ เข้ามาช่วย”
“บางครั้งสังคมผู้ดีแบบนั้นก็อาจจะลืมเรื่องมารยาทกันไปบ้าง คงต้องเตือนสติกันจริง ๆ “ แม้ว่าตอนแรกพอร์ชจะนิ่งไปเล็กน้อยเพราะไม่คิดว่าอัศวินจะเข้าเรื่องเร็วกว่าที่เขาคิด แต่ก็เอ่ยตอบในคำที่อีกฝ่ายอยากได้ยิน
“ใช่ คงไม่ใช่เรื่องยากสำหรับตระกูลมาเฟียผู้ทรงอิทธิพลหรอก” อัศวินหัวเราะร่าอย่างสบายใจ
เอลิสกำมือแน่น ทุกประโยคที่เธอได้ฟังมันมีแต่คำว่าผลประโยชน์ลอยเต็มไปหมด
“อาเองก็ไม่ใช่ตนที่ชอบขออะไรจากใครโดยไม่ให้สิ่งตอบแทนหรอกนะ” อัศวินกล่าวต่อ “แต่ไหน ๆ ก็จะเข้ามาเป็นครอบครัวเดียวกันแล้ว อาก็คิดว่าเราควรจะช่วยเหลือกัน”
พอร์ชสบตาคนที่มีอำนาจสูงกว่าอย่างเลี่ยงไม่ได้
“คุณอาต้องการอะไรครับ”
อัศวินไม่ตอบในทันที เขายกแก้วขึ้นจิบอีกครั้งราวกับกำลังเลือกคำพูด
“เครือข่ายที่เหลืออยู่ มันจะสามารถช่วยปกป้องตระกูลของอาได้ ตามที่ตกลงกับพ่อของแกเอาไว้”
ความเงียบปกคลุมโต๊ะอาหาร หลังจากที่อัศวินพูดความต้องการของเขา
เอลิสมองพ่อตัวเองอย่างไม่อยากเชื่อ เธอไม่คิดว่าเขาจะพูดออกมาตามความคิดได้มากขนาดนั้น และไม่คิดจะถามความเห็นจากเธอสักนิด
พอร์ชนั่งพิงพนักเก้าอี้ ดวงตาคมฉายแววเรียบเฉยเดาความรู้สึกไม่ออก
“ผมให้คุณอาได้เสมอ แต่ผมเองก็ต้องแน่ใจว่ามันจะต้องปลอดภัยในภายหลัง” เขาเอ่ยช้า ๆ แต่ชัดเจน
“เชื่ออาเถอะว่ามันดี” อัศวินยิ้มกว้างขึ้นเล็กน้อย
“แต่โลกนี้ก็ไม่มีอะไรฟรีอยู่แล้วนะครับ” พอร์ชตอบย่างเรียบนิ่ง
สายตาทั้งสองสบกันอย่างไม่มีใครยอมใคร
เอลิสรู้สึกเหมือนกำลังนั่งอยู่ท่ามกลางการเจรจาที่ไม่มีชื่อเรียก และไม่มีสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร แต่มันกลับกลายเป็นสิ่งที่ผูกมัดชีวิตของเธอเอาไว้ไม่ให้ไปไหน
“ให้มันเป็นเรื่องของผู้ใหญ่เถอะนะคะพ่อ" เธอเอ่ยขึ้น น้ำเสียงเรียบนิ่งทว่าก็หนักแน่นมากพอ
พอร์ชหันมามองเธอ สายตาอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด
“โลกความจริงมันก็เป็นแบบนี้ทั้งนั้นแหละลูก” อัศวินถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะยิ้มให้ลูกสาว
“ผมจะพิจารณาเรื่องที่คุณอาพูดนะครับ ผมอยากมั่นใจมากกว่านี้ว่าการแต่งงาน จะไม่ใช่แค่เครื่องมือของใครฝ่ายเดียว” พอร์ชลุกขึ้นยืนอย่างสุภาพ
คำพูดนั้นทำให้อัศวินนิ่งไปชั่วขณะ
เอลิสรู้ได้ทันทีว่าพอร์ชไม่ใช่ฝ่ายที่จะยอมโดนทวงผลประโยชน์ฝ่ายเดียวอีกต่อไป แม้การแต่งงานจะเริ่มจากข้อตกลงบางอย่าง แต่สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อจากนี้คือเกมที่ไม่มีใครยอมเป็นฝ่ายเสียเปรียบ
คำพูดของพอร์ชทำให้บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเงียบลง เสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานอย่างสม่ำเสมอกลับดังขึ้นอย่างน่าประหลาด ราวกับทุกคนกำลังตั้งใจฟังสิ่งที่พูดออกมา
อัศวินจ้องมองชายหนุ่มตรงหน้าอย่างประเมินค่า สายตานั้นไม่ใช่สายตาของว่าที่พ่อเจ้าสาว แต่เป็นสายตาของท่านทูตที่คุ้นชินกับการต่อรอง
“อาชอบคนตรง ๆ นะ มันทำให้รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่” เขาเอ่ยขึ้น
“ผมเองก็ไม่ถนัดพูดจาอ้อมค้อมเท่าไหร่” พอร์ชยิ้มบางตอบรับ
เอลิสนั่งฟังสนทนานั้นเงียบ ๆ มือเรียววางอยู่บนตักใต้โต๊ะอาหาร เธอไม่รู้ว่าควรเอ่ยแทรกตอนไหนหรือควรจะพูดออกไปดีหรือไม่ เพราะยิ่งฟังเธอก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองกำลังถูกวางไว้ตรงกลางของการเจรจา ที่ไม่เคยถามความสมัครใจของเธอเลยสักครั้ง
“ยังไงอาก็อยากให้งานแต่งออกมาดีที่สุด เพราะมันไม่ใช่แค่เรื่องของคนสองคน” อัศวินกลับมาเริ่มประโยคที่เป็นมิตรอีกครั้ง
หญิงสาวเม้มปากเล็กน้อย คำนี้มันกลับมาวนเวียนอยู่ในหัวของเธออีกครั้ง
“หลังจากนั้น อาก็ต้องขอรบกวนแกบ้างนะ แลกกับการช่วยเหลือเล็ก ๆ น้อย ๆ “แม้เขาจะพูดออกมาอย่างสุภาพ แต่ทุกคนรู้ดีว่าเขากำลังหมายถึงอะไร
“ช่วงนี้อากำลังจะกลับมาเข้าวงการอีกครั้ง หลายโปรเจกต์ที่ถูกพับไปคงต้องเริ่มต้นใหม่”
พอร์ชรับฟังอย่างตั้งใจ
“แต่แกก็น่าจะรู้ว่ามันไม่อะไรง่ายเหมือนเมื่อก่อน ยิ่งอาเป็นถึงนักการทูตใหญ่ก็คงต้องพึ่งตัวช่วยเป็นธรรมดา” อัศวินยิ้มบาง
“ผมเข้าใจครับ ตระกูลผมมีเครือข่ายมากพอที่จะรับรองงานของคุณอาอยู่แล้ว”
เอลิสเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยกับคำพูดนั้น เธอไม่เคยได้ยินเขาพูดถึงเรื่องตระกูลตัวเองออกมาราวกับมันเป็นเรื่องน่าภูมิใจแบบนี้มาก่อน
“ไม่มีอะไรมากมายหรอก อาแค่อยากจะทำให้ทุกอย่างมันราบรื่นเหมือนที่เคยเป็นมาก่อน” อัศวินเสริม
“เรื่องนั้นไม่ยากหรอกครับ” พอร์ชยิ้มมุมปากเล็กน้อย
หลังมื้ออาหารจบลง อัศวินขอตัวออกไปคุยโทรศัพท์ด้านนอก ปล่อยให้เอลิสกับพอร์ชนั่งอยู่ที่ห้องรับแขกกันตามลำพัง
“คุณไม่จำเป็นต้องทำทุกอย่างที่พ่อฉันบอกก็ได้นะคะ” เอลิสเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นก่อน เสียงของเธอเบาลงมากกว่าปกติ
“ผมรู้” พอร์ชพิงโซฟา สายตาจับจ้องไปที่รูปครอบครัวของหญิงสาวที่ติดอยู่บนผนัง
“เขาเป็นแบบนี้มานานแล้ว อะไรที่เป็นประโยชน์กับตัวเองเขาไม่เคยมองข้าม”
“คุณหนูไม่ต้องอธิบายอะไรหรอกครับ ผมเข้าใจทุกอย่าง” พอร์ชหันมามองเธอ
“ฉันไม่อยากให้คุณคิดว่าฉันเห็นด้วยกับวิธีการของพ่อ” เธอพูดน้ำเสียงจริงจัง
“ผมไม่เคยคิดอย่างนั้นหรอกครับ อย่างน้อยวันนี้คุณก็พยายามแก้สถานการณ์”
เอลิสมองเขานิ่ง ๆ นั่นเป็นครั้งแรกที่เธอได้ยินเขาพูดอะไรที่ไม่แข็งกระด้าง ไม่ปากร้าย และไม่เข้าข้างตัวเองมากเกินไปเหมือนเมื่อก่อน
“การเริ่มต้นจากข้อตกลงก็ไม่ได้แย่หรอกนะครับ อย่างน้อยมันก็ทำให้รู้ว่าใครจะซื่อสัตย์กับเราบ้าง”
“ก็จริงอย่างที่คุณพูด” เธอพยักหน้าเบา ๆ
เหตุการณ์กลับมาเงียบสงบอีกครั้ง เมื่ออัศวินเดินกลับเข้ามาภายในห้องรับแขกพร้อมรอยยิ้มปลอม ๆ ของเขา
“ผมหวังว่าวันนี้เราจะเข้าใจกันมากขึ้นนะ ยังมีอีกหลายเรื่องที่เราต้องช่วยกัน” เขาพูดกับพอร์ช
“แน่นอนครับ”
พอร์ชลุกขึ้นยืนก่อนจะเดินออกจากคฤหาสน์หลังใหญ่ เขาหยุดอยู่ที่หน้าประตูพร้อมกันมามองเอลิสที่ยืนอยู่ไม่ไกล
“ขอบคุณสำหรับอาหารคืนนี้แล้วก็ตอนกลางวันด้วยนะครับ” เขาพูดเสียงเรียบ ทว่าแววตาจริงใจ
“ไม่เป็นอะไรเลยค่ะ” เธอพยักหน้ารับเบา ๆ
เมื่อเขาเดินจากไป ความเงียบก็กลับเข้ามาปกคลุมอีกครั้ง
“ลูกควรรู้เอาไว้นะ ว่าการแต่งงานครั้งนี้มันจะทำให้ตระกูลของเราดีขึ้น” อัศวินพูดโดยไม่หันมามอง
เอลิสหลับตาลงช้า ๆ
“เอลิสเข้าใจแล้วค่ะ พ่อพูดซ้ำมาหลายรอบแล้ว”
ในขณะเดียวกันภายในรถคันหรูดวงตาคมสะท้อนแสงไฟยามค่ำคืน ความคิดของเขาวนเวียนอยู่กับคำพูดของอัศวิน การแต่งงานครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องของคนสองคน แต่มันคือผลประโยชน์ของผู้ใหญ่ที่เขาและเธอแทบจะไม่เกี่ยวข้องเลยด้วยซ้ำ
