บทที่ 12 ขัดผลประโยชน์

บทที่ 11 ขัดผลประโยชน์

รถคันหรูของพอร์ชแล่นออกจากรั้วคฤหาสน์ของท่านเอกอัครราชทูตอย่างเงียบงัน ไฟถนนทอดยาวสะท้อนกระจกหน้ารถทว่าสายตาของชายหนุ่มกลับนิ่งค้างกับเงาของตัวเองที่สะท้อนอยู่ตรงนั้น

คำพูดต่าง ๆ ของอัศวินยังคงวนเวียนอยู่ในหัวของเขา ความต้องการที่เหมือนจะมากเกินไปแต่เขาก็ไม่สามารถขัดความต้องการนั้นได้ เพียงเพราะแค่อัศวินเป็นคนที่ช่วยให้เขาได้ออกมามีอิสระเร็วกว่าที่กำหนดไว้

แต่อย่างไรการที่สองตระกูลตกลงที่จะทำเรื่องแบบนี้ขึ้นมา มันก็หนีไม่พ้นคำว่าผลประโยชน์ร่วมกันอยู่แล้ว

รถหยุดลงที่หน้าตระกูลมาเฟียของตนเอง พอร์ชเดินลงจากรถด้วยสีหน้าเรียบนิ่งทว่าความตึงเครียดในแววตานั้นชัดเจนกว่าทุกครั้ง ประตูบานใหญ่เปิดออกก่อนที่เขาจะก้าวเข้าไปด้านใน ร่างของชายวัยกลางคนในชุดสีเข้มยืนรอเขาอยู่ก่อนแล้ว

“กลับบ้านดึกนะช่วงนี้” เสียงของพรชเอ่ยเรียบ

“พอดีว่าแวะไปคุยเรื่องงานแต่งกับคุณอามาครับ” พอร์ชตอบโดยที่ไม่มองหน้าผู้เป็นพ่อ

“เรื่องงานแต่ง หรือเรื่องที่อยากได้เครือข่ายของเราเร็ว ๆ กันแน่” ผู้เป็นพ่อหัวเราะออกมาเบา ๆ ราวกับคนที่อ่านเกมออกหมดทุกอย่าง

พอร์ขไม่ปฏิเสธ เขาเดินไปทิ้งตัวลงที่โซฟากลางบ้านบรรยากาศกลับมาเงียบสนิท มีเพียงแค่เสียงนาฬิกาเดินตามจังหวะ

“ท่านทูตคิดจะทำเร็วเกินไป ทั้งที่งานแต่งยังไม่ได้เริ่มก็ทวงสัญญากันแล้ว” พรขเอ่ยขึ้น

“คุณอาคงคิดว่าแค่ตกลงที่จะแต่งงานกัน นั่นคือการที่เขาจะได้ทุกอย่างที่ตกลงกันไว้แล้วก็ได้” เขาตอบเสียงเรียบ

“แล้วมึงคิดว่าไง”

“แค่การแต่งงานคงไม่ใช่เป็นใบผ่านทางให้คุณอาเข้ามาทำอะไรแบบนี้ง่าย ๆ อีกอย่างพ่อก็ไม่น่าไปรับปากเขาแบบนั้น” ดวงตาคมของเขาฉายแววแข็งกร้าว

“ตอนนั้นอาจจะเป็นเรื่องระหว่างกูกับท่านทูต แต่ตอนนี้เท่าที่กูรู้มาเขากำลังเพ่งเล็งไปที่ตัวมึงมากกว่า”

คำพูดนั้นทำให้พอร์ชเงียบไปชั่วครู่ นึกถึงสายตาของอัศวินช่วงค่ำที่ผ่านมา นั่นเป็นสายตาของคนที่กำลังกระหายอำนาจที่มากขึ้นกว่าเดิม มากกว่าการที่ตระกูลมาเฟียของเขาควรจะได้รับ

ไม่รู้ด้วยซ้ำ ว่าจะเข้ามาช่วยหรือกำลังจะเข้ามาแย่งอำนาจไปจากตระกูลเขากันแน่

“หนูเอลิสจะไม่ใช่แค่หมากตัวเดียวของท่านทูตอีกต่อไป และคนรอบตัวอาจจะทำให้เธอกลายเป็นจุดอ่อน”

เขาไม่ชอบคำพูดนั้นเอาเสียเลย แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่ามันคือเรื่องจริง

ในขณะที่ทั้งสองตระกูลกำลังจะมีเล่ห์เหลี่ยมต่อกัน ไม่เคยรู้เลยว่าจะมีภัยร้ายเข้ามาใกล้ตัวทีละนิด และอีกไม่ช้าสิ่งที่อยู่ในเงามืดจะปรากฏตัวขึ้นในตอนที่ทุกคนไม่ทันได้ตั้งตัว

คนที่อยากจะมีอำนาจไม่แพ้สองตระกูล คนที่อยากจะมีหน้าตาในสังคมอย่างเธอควรจะได้รับ

ลีอาร์ยืนอยู่บนระเบียงของโรงแรมหรูในกลางเมือง มองแสงไฟที่ระยิบระยับด้านล่าง มือเรียวถือแก้วไวน์ ก่อนจะเอ่ยพูดกับหญิงสาวคนหนึ่งที่อยู่ภายในห้อง

“อีกไม่นานงานแต่งก็จะเริ่มแล้ว เครือข่ายที่คุณอยากให้ฉันเข้าไปแฝงตัวมันอันตรายแค่ไหน”

“ไม่อันตรายขนาดนั้นหรอก อย่างเธอเข้าไปได้สบาย ๆ อย่างที่คนพวกนั้นไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำ” เสียงของหญิงสาวคนหนึ่งตอบกลับมาเรียบ ๆ ราวกับเธอรู้เส้นทางของตระกูลมาเฟียเป็นอย่างดี

“อย่างนั้นก็ดี ถ้าวันที่อำนาจที่คุณต้องการกลับมาแล้ว ก็อย่าลืมคนที่ทำงานหนักเพื่อคุณอย่างฉันด้วยก็แล้วกัน” รอยยิ้มของลีอาร์ค่อย ๆ ปรากฏขึ้น

หญิงสาวคนนั้นหัวเราะในลำคอ ไม่ได้ตอบอะไรทว่าภายในใจของเธอกำลังเฝ้ารอสิ่งที่จะมาถึงในไม่ช้า ทุกอย่างที่เคยเป็นของเธอกำลังจะหวนคืน ไม่ว่าจะเงินทอง ชื่อเสียง หรือแม้กระทั่งคนรักที่เธอเป็นคนตัดสินใจทิ้งเขาไปด้วยตัวเอง…

ในรุ่งเช้าของวันต่อมาภายในคฤหาสน์ของตระกูลท่านทูตยังคงเงียบสงบอย่างที่ควรจะเป็น แสงแดดยามเช้าสาดเข้ามาผ่านผ้าม่านโปร่งแสงราคาแพง กระทบกับพื้นหินอ่อนจนสะท้อนเป็นประกายจาง ๆ

เอลิสนั่งอยู่ภายในห้องรับแขกชั้นล่าง สายตาของเธอทอดมองออกไปนอกหน้าต่างที่เต็มไปด้วยความคิดที่ซับซ้อนเกินกว่าจะบรรยายเป็นคำอื่นได้

ที่เธอมาบ้านใหญ่ตั้งแต่เช้านั่นก็เพราะเป็นคำขอของผู้เป็นพ่อ แม้ว่าความเป็นจริงเธอไม่อยากมาเหยียบที่นี่ด้วยซ้ำ เพราะมันมีแต่ความช้ำใจที่อยู่กับเธอมาตั้งแต่เด็กจนโต ไม่ว่าจะหาสิ่งใดมาลบล้างก็ไม่อาจลบสิ่งเหล่านั้นออกไปจากใจของเธอได้

เสียงรองเท้าดังขึ้นจากโถงทางเดิน เธอไม่ต้องหันไปมองก็รู้ว่าเป็นใคร

เขาเดินเข้ามาในจังหวะสม่ำเสมอ ชุดที่เขาใส่มาวันนี้ไม่ได้ดูเป็นทางการมากเหมือนวันก่อน ๆ แม้ว่าสีหน้าของเขาจะเรียบนิ่งไม่ต่างจากเดินก็ตาม แววตาคมกริบและระมัดระวังกว่าทุกครั้งที่เธอเคยเห็น

“พ่อให้คุณมาที่นี่เหรอคะ” เอลิสเป็นฝ่ายถามขึ้นก่อน

“ครับ มาคุยเรื่องงานแต่งกับคุณอานิดหน่อย เผื่อว่าท่านอยากจะเพิ่มเติมอะไรอีก”

เอลิสไม่ได้ตอบอะไรเพียงแค่หันมามองเขานิ่ง ๆ ก่อนที่อีกฝ่ายจะหย่อนกายนั่งลงที่โซฟาฝั่งตรงข้าม จากนั้นก็ปล่อยให้ความเงียบเข้ามาปกคลุมโดยที่ไม่คิดจะหาเรื่องอื่น ๆ มาเพื่อคุยกันให้เหมาะสมกับตำแหน่งบ่าวสาวเลยสักนิด

ประตูอีกบานเปิดออก อัศวินก้าวออกมาพร้อมกับเอกสารในมือ ใบหน้าของเขาเรียบเฉย สุขุมและเต็มไปด้วยความมั่นใจแบบเอกอัครราชทูตผู้ทรงอิทธิพล

“อยู่ด้วยกันก็ดี จะได้ไม่ต้องเสียเวลา” เขาวางแฟ้มเอกสารลงบนโต๊ะ

เอลิสเห็นท่าทีอย่างนี้มาตั้งแต่เด็ก พ่อของเธอก็เป็นแบบนี้ เป็นแบบที่เธอยากที่จะทำใจรับได้…

“อาอยากจะให้งานแต่งเร่งเข้ามาให้เร็วกว่านี้อีกนิด ภายในเดือนหน้าก็น่าจะดี” อัศวินเปิดประเด็น

“ผมเกรงว่ามันจะกระชั้นมากเกินไปหน่อยครับคุณอา บางอย่างก็ยังไม่พร้อมเท่าที่ควร” พอร์ชบอกกับเขาด้วยน้ำเสียงปกติ

“นั่นมันไม่ใช่ปัญหาหรอก แค่ทำให้ทุกอย่างออกมาสมบูรณ์ก็ดีแล้ว”

“แล้วหลังจากงานแต่งจบแล้วล่ะคะ พ่อวางแผนว่าจะทำอะไรหรือเปล่า” เอลิสถาม

ความจริงแล้วเธอก็แค่อยากได้คำตอบว่าพ่อจะปล่อยเธอไป ก็เท่านั้น…

“เรื่องของพ่อน่ะไม่มีหรอก แต่พ่ออยากให้เราสองคนออกงานสังคมให้มากขึ้น ทำทุกอย่างให้ปกติแค่นี้ก็พอใจแล้ว” อัศวินหันมองลูกสาว แววตานิ่งราวกับกำลังชั่งใจอะไรบางอย่าง

“สร้างภาพน่ะเหรอคะ” เธอถามเขาไปตรง ๆ ทำให้บรรยากาศรอบข้างเงียบลงอีกครั้ง

“ในเมื่อเป็นสามีภรรยากันแล้วจะต้องสร้างภาพทำไมอีก ให้คนนอกเขามองเข้าเป็นครอบครัวที่เหมาะสมสิ”

“อย่างนั้นเหรอคะ ไม่เห็นพ่อจะถามสักคำว่าเอลิสอยากทำหรือเปล่า”

พอร์ชรับฟังสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด แต่ทว่าภายในกลับรู้สึกสั่นไหวบางอย่าง นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาเห็นเธอต่อเถียงท่านทูตอย่างที่ไม่สนว่าที่ตรงนั้นจะมีเขาอยู่หรือเปล่า และครั้งนี้ก็ดูเหมือนว่าจะยิ่งหนักไปกว่าเดิม อาจจะเพราะความกดดันที่สะสมอยู่ในใจของเธอมาตลอด

“คุณอาครับ เรื่องการแต่งงานครั้งนี้ก็ขอให้เป็นไปตามที่คุยกัน แต่ส่วนเรื่องที่คุณอาขอไว้คงต้องเลื่อนออกไปก่อน” แม้น้ำเสียงของเขาจะเรียบนิ่ง ทว่ามันก็ชัดเจนมากที่จะทำให้อัศวินเข้าใจในความต้องการ

“แกหมายความว่ายังไง?” อัศวินเลิกคิ้ว เขารู้สึกราวกับกำลังจะโดนหักหลังเรื่องผลประโยชน์ที่เขาสมควรจะได้รับมัน

“เครือข่ายที่คุณอาอยากได้ ปมอยากให้มันถูกใช้โดยที่มีขอบเขตมากพอ เพื่อที่เราจะได้ตรวจสอบได้ง่าย หรือจะให้ผมพูดตรง ๆ เครือข่ายนั้นต้องมีผมเข้าไปดูแลอยู่ด้วยเพื่อความปลอดภัยครับ”

“อะไร แล้วอย่างนี้จะเป็นไปตามข้อตกลงได้ยังไง คิดจะมีเล่ห์เหลี่ยมอะไร” อัศวินเริ่มโมโห น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด

“นั่นมันตอนที่คุณอาคุยกับพ่อผม แต่ในเมื่อผมกำลังจะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัวนี้ ผมก็ต้องมีสิทธิ์ตัดสินใจและออกความคิดเห็น หากเกิดอะไรขึ้นมาผมจะได้ช่วยคุณอาเอาไว้ได้ทัน” เขาพยายามหาเหตุผลมาอธิบาย ไม่ได้หมายความว่าเขาไม่อยากให้สิ่งที่อัศวินต้องการ

เขาเพียงแค่อยากให้ระบบทุกอย่างปลอดภัยเหมือนตอนที่ตระกูลของเขาควบคุมอยู่ก็เท่านั้น

เอลิสที่เห็นว่าสถานการณ์ไม่ค่อยดี ความรู้สึกของเธอก็รู้สึกปั่นป่วนและกดดัน อยากจะเดินออกไปจากตรงนี้ให้เร็วที่สุด ยิ่งได้เห็นความเห็นแก่ตัวของผู้เป็นพ่อเธอก็ยิ่งรับไม่ได้

“อาไม่คิดแบบนั้น ความปลอดภัยเราก็ดูแลได้อย่างทั่วถึง ไม่ต่างจากตอนที่อยู่กับพรชเท่าไหร่ ทำไมถึงจะไว้ใจกันขึ้นมาดื้อ ๆ “

“ผมเชื่อใจคุณอาทุกอย่าง ไม่อย่างนั้นก็คงไม่ให้ออกความเห็นเรื่องงานแต่ง แต่ทั้งหมดที่ผมพูดไปก็เพราะเป็นห่วงความปลอดภัยของคุณอาเท่านั้น” เขาตอบตามความจริง แม้ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะเชื่อเขามากน้อยแค่ไหน

ทว่าสำหรับพอร์ชเขาคงพูดได้แค่นี้ หากอัศวินยังคงมั่นใจว่าจะดูแลความปลอดภัยด้วยตัวเองได้ เขาก็คงต้องยอมรับสิ่งนั้น เพียงแค่ยังไม่ยอมให้ความต้องการของเขาในตอนนี้เท่านั้น

“ถ้าอย่างนั้นก็รอดูแล้วกันว่าอาจะได้ไหม ถ้าเกิดอะไรขึ้นมาแม้แต่ครั้งเดียวแกก็เอากลับไป” เขากำลังท้าทายอำนาจของมาเฟียที่ก็น่าจะรู้ดีว่าไม่มีคำว่าล้อเล่นอยู่ในพจนานุกรม

อัศวินได้ใจมากเกินไปจนลืมนึกถึงข้อนั้น ซึ่งมันก็ทำให้พอร์ชพอใจเป็นอย่างมาก เพราะรู้ดีว่าสักวันหนึ่งจะต้องเกิดเรื่องที่เขาพูดเอาไว้ไม่มีผิด

ขณะที่เกิดการถกเถียงกัน อีกฝ่ายที่อยู่ในเงามืดก็เตรียมการอย่างดี โดยที่มีความมั่นใจอยู่ไม่น้อยว่าจะเข้ามาแฝงตัวอยู่ในเครือข่ายของตระกูลมาเฟียได้

ลีอาร์นั่งไขว่ห้างอยู่บนโซฟาหนังสีเข้มภายในห้องรับรองสุดหรูของคลับแห่งหนึ่ง แสงไฟสลัวสะท้อนบนเครื่องประดับที่เธอสวม ริมฝีปากบางยกยิ้มเมื่อเห็นร่างของหญิงสาวคนหนึ่งย่างก้าวเข้ามา

“แหม มาช้าจังเลยนะคะคุณนาบี”

นั่นคือชื่อของหญิงสาวปริศนาผู้เป็นคนสั่งการลีอาร์อยู่เบื้องหลัง และการมาของเธอในครั้งนี้แน่นอนว่าจะต้องมีแผนการร้ายกาจที่ลีอาร์เองก็คาดไม่ถึง

“ฉันก็ต้องแน่ใจว่าจะไม่มีใครตามมา” หญิงสาวตอบอย่าเย่อหยิ่งตามประสาของผู้ดีที่อยู่ต่างประเทศมานาน

เธอสวมชุดเรียบง่าย หน้าตาสวยคมคาย ริมฝีปากทาสีแดงสด และแววตาที่เฉียบคมไม่แพ้กัน

“วันนี้มีอะไรมาให้ทำเหรอคะ” ลีอาร์เข้าประเด็น

“นี่คือเอกสารลับทั้งหมดที่จะทำให้เธอเข้าไปในเครือข่ายได้ หลังจากนั้นก็เลือกเอาว่าจะอยู่ที่เครือข่ายไหน” นาบียื่นเอกสารให้หญิงสาวตรงหน้า “แต่ถ้าจะให้ฉันแนะนำ เครือข่ายที่อยู่ภาคใต้เข้าง่ายที่สุด เพราะไม่ค่อยมีคนให้ความสนใจเท่าไหร่การดูแลไม่ทั่วถึง”

“รู้ดีเหมือนเคยอยู่เลยนะคะ” ลีอาร์เอ่ยขึ้น แววตาของเธอเหมือนรู้อะไรบางอย่างเกี่ยวกับนาบีทั้งหมด

“เธอจะพูดในสิ่งที่ตัวเองรู้อยู่แล้วทำไม” นาบีแค่นหัวเราะ

“เริ่มจะสนุกแล้วสินะคะ”

“ยังหรอก สำหรับฉันต้องรอเห็นสีหน้าของเขาก่อน ถึงจะได้รู้ว่าความสนุกเป็นยังไง” นาบีหยิบแก้วไวน์ขึ้นมาจิบ “เอาข้อมูลภายในมาให้ฉันก่อนวันงานแต่ง แล้วอยากได้อะไรก็บอกฉันได้เลย”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป