บทที่ 13 อดีตหวนคืน

บทที่ 12 อดีตหวนคืน

ที่คฤหาสน์ของท่านเอกอัครราชทูต บรรยากาศหลังการสนทนาเต็มไปด้วยความเงียบราวกับเป็นเรื่องน่าอึดอัดใจ ทุกคำพูดถูกห่อหุ้มด้วยรอยยิ้มและถ้อยคำที่กลับมาเป็นทางการอีกครั้ง แต่ในเบื้องลึกนั้นต่างในต่างก็รู้ดีว่า ไม่มีอะไรที่เป็นไปตามสิ่งที่ตัวเองต้องการทั้งหมด

มือเรียวของหญิงสาวยังคงประสานกับอยู่ที่บนตัก เธอมองแผ่นหลังของชายหนุ่มที่กำลังเดินออกไปจากห้องรับแขกด้วยความรู้สึกมากมาย ที่อยากจะบอกกับเขา

พอร์ชที่ยืนขึ้นเต็มความสูง เขาจัดการตัวเองให้เรียบร้อยก่อนที่จะหันกลับมามองเธออีกครั้ง ราวกับนึกอะไรได้บางอย่าง

“ผมลืมบอกคุณไปเลย ว่าพรุ่งนี้เราต้องไปงานเลี้ยงด้วยพ่อของผมท่านขอมา” เขาพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบ

“งานของใครเหรอคะ”

“เพื่อนของพ่อผมน่ะ พ่อผมท่านอยากให้เราสองคนไปสานสัมพันธ์กับฝ่ายนั้นเพื่อความสะดวกทางธุรกิจ” เขาว่าอย่างไม่อ้อมค้อม

“อะไรกัน เงื่อนไขที่ฉันเขียนไปให้คุณมันแทบจะไม่มีความหมายอะไรเลยเหรอ” เธอทวงถามถึงเงื่อนไขที่เป็นคนเขียนเองกลับมือ สุดท้ายแล้วเขาก็ทำมันไม่ได้สักข้อ

“นั่นก็ไม่ใช่ความต้องการของผมเหมือนกัน เราสองคนต่างก็ไม่มีทางเลือก เงื่อนไขของคุณมันให้ไม่ได้กับพวกคนที่บ้าอำนาจหรอก คุณเองก็น่าจะรู้ดีตั้งแต่แรก”

เธอถอนหายใจออกมาเบา ๆ คำพูดของเขานั้นไม่มีอะไรที่เธอโต้เถียงได้ เพราะมันคือเรื่องจริง ต่อให้มีเงื่อนไขง่าย ๆ เป็นร้อยข้อ หากคนที่ออกคำสั่งเป็นผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย เงื่อนไขนั้นก็แทบจะไม่มีประโยชน์อะไร

“ก็พอจะเข้าใจได้ค่ะ” เธอแสร้งทำเป็นเข้าใจ ทั้งที่ความจริงไม่อยากจะเข้าใจเรื่องแบบนี้เลยด้วยซ้ำ

“เดี๋ยวพรุ่งนี้ผมจะมารับคุณเอง”

“คุณไม่จำเป็นต้องทำแบบนี้เพื่อฉันก็ได้นะ”

เขาหยุดชะงักก่อนจะค่อย ๆ พรูลมหายใจออกมา

“ผมไม่ได้ทำเพื่อคุณหนู” เขาตอบเสียงเรียบ “ผมทำเพื่อไม่ให้ใครคิดว่าผมอ่อนแอ”

หัวใจของเอลิสเต้นแรงขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัว นั่นคือความจริงที่เขาเอยากจะบอกกับเธอมาตลอด และเขาเองก็ไม่ต่างอะไรจากเธอสักนิด

เธอพยักหน้ารับคำพูดของเขา มุมปากยกยิ้มบาง ๆ สายตาของเธอแทบไม่มีข้อโต้แย้งทั้งยังเข้าใจเขาเสียมากกว่า

“อย่างน้อยเราก็มีอะไรที่เหมือนกัน”

“อะไรครับ?” พอร์ชเลิกคิ้ว

“ก็เพราะเราไม่ชอบที่จะเป็นความอ่อนแอของใคร ไม่ชอบเป็นหมากให้ใครมาจับเดินเล่นได้ง่าย ๆ “

แววตาของเขาเปลี่ยนไปเพียงเสี้ยววินาที ความแข็งกร้าวที่เธอคุ้นเคยคลายลง ราวกับเผลอเปิดช่องว่างให้ความรู้สึกบางอย่างเล็กลอกออกมา ก่อนที่ขาจะปิดมันกลับเข้าไปอย่างรวดเร็ว

พอร์ชไม่พูดอะไรต่อ เขาเพียงแค่หันหลังเดินออกจากห้องไป ทิ้งไว้เพียงความเงียบและคำพูดของยังคงก้องอยู่ในหัวใจของเธอ

เธอเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าตอนจบของเรื่องนี้มันจะออกมาเป็นอย่างไร

รถยนต์คันหรูเคลื่อนตัวออกจากรั้วคฤหาสน์อย่างเงียบงัน สิ่งที่ดังที่สุดก็เห็นว่าจะเป็นความคิดของเขาที่ตีอยู่กับตัวเองไม่เคยเลือนหายไป

การแต่งงานก็คือการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ เรื่องนั้นเขารู้ดี แต่ก่อนที่จะผ่านไปถึงตรงนั้นความรู้สึกของคนสองคนที่โดนบังคับมันคงแตกสลายอย่างไม่เหลือสิ้นดี

แต่จะทำอย่างไรได้ในเมื่อคนที่คุมเกมก็คือผู้ใหญ่ทั้งสองตระกูล ไม่ใช่เขาและเธอที่สามารถเลือกอะไรได้

เป็นในขณะเดียวกันกับที่เอลิสกำลังกลับไปที่คอนโดของเธอ ระหว่างทางทุกอย่างมันยังคงย้ำเตือนเธอเสมอราวกับว่า ของทุกอย่างที่พ่อเธอต้องการมันมีราคาที่ต้องจ่าย

และสิ่งนั้นก็คือเธอ…

เธอหลับตาลงอย่างเหนื่อยล้า ทั้งที่ไม่อยากให้ตัวเองเป็นคนอ่อนแอแต่ก็ดูเหมือนจะห้ามความรู้สึกที่อ่อนไหวไม่ได้ ยิ่งคิดก็ยิ่งเจ็บแปลบที่หัวใจเธอเป็นเพียงเครื่องมือในธุรกิจมืดดำของพ่อ แม้ว่าเบื้องหน้าจะเป็นผู้หญิงที่ใครหลายคนก็ต่างอิจฉาอยู่ไม่น้อย

หากเลือกได้เธอก็อยากจะเป็นคนอื่น ที่ทำตามหัวใจของตัวเองเหมือนกัน

ยิ่งพอร์ชพยายามทำตัวเพื่อไม่ให้คนอื่นมองว่าเขาอ่อนแอ มันยิ่งตอกย้ำว่าเธอจะแพ้เขาไม่ได้ เพราะคนแพ้ก็ย่อมเป็นเหยื่อให้คนที่มีอำนาจอยู่ไม่จบสิ้น

ช่วงค่ำของในคืนถัดมาที่คฤหาสน์ของนักการเมืองตระกูลเก่าแก่ สว่างไสวไปด้วยแสงไฟ เสียงดนตรีคลาสสิกบรรเลงคลอเบา ๆ แขกเหรื่อในชุดหรูหราทยอยเดินเข้างานราวกับรู้หน้าที่ของตัวเองเป็นอย่างดี

เอลิสก้าวลงจากรถมาพร้อมกับพอร์ช ทั้งคู่ดูเหมาะสมกันเป็นอย่างมากจึงทำให้ตกเป็นเป้าสายตาจองทุกคนในงาน คล้ายกับงานนี้ถูกสร้างมาเพื่อเธอกับเขาโดยเฉพาะ

เธออยู่ในชุดราตรียาวสีอ่อนเข้ากับงาน เรียบหรูทว่าสง่างามมากกว่าคนอื่นภายในงาน ดึงดูดสายตาได้โดยไม่ต้องพยายามมากนัก

พอร์ชยืนอยู่ข้างกายของเธอ ทั้งสองไม่ได้แตะเนื้อต้องตัวกันเหมือนงานก่อนหน้า เพราะเพียงแค่ยืนข้างกันผู้คนก็ชื่นชมมากพอแล้ว

“คืนนี้คงไม่มีอะไรมาก แค่ทำตามหน้าที่ของตัวเองก็พอ” เขาเอ่ยกับเธอเบา ๆ

“อย่าเล่นเกินหน้าที่ก็พอค่ะ” เธอตอบโดยที่ไม่มองหน้า

พอร์ชเหลือมองเธอเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้ารับเบา ๆ แม้รู้ว่าตัวเองจะไม่ทำอะไรอย่างที่เธอพูดก็ตาม

ทันทีที่ทั้งสองก้าวเข้ามาสู่ห้องโถงใหญ่ เสียงพูดคุยกันก็เบาลงอย่างเห็นได้ชัด สายตาหลายคู่หันมาจับจ้องกันโดยไม่ได้นัดหมาย ทั้งสองไม่ใช่คนที่ไม่มีใครไม่รู้จัก ชื่อเสียงและฐานะของพวกเขาเมื่ออยู่รวมกันแล้ว ก็ย่อมมากกว่าผู้คนทั้งหมดที่อยู่ในงาน

“คิดว่าจะไม่มาซะแล้วเจ้าพอร์ช” ชายวัยกลางคนในสูทสีเข้มเดินเข้ามาทักพร้อมรอยยิ้ม

“คุณลุงเชิญด้วยตัวเองขนาดนี้ ถ้าผมไม่มาก็คงเสียมารยาทแน่ครับ” พอร์ชตอบอย่างสุภาพ

“นี่คงเป็นคุณหนูเอลิสสินะ” สายตาของชายกลางคนเลื่อนไปหาเอลิสที่ยืนข้างกายเขา

“สวัสดีค่ะ” เอลิสยิ้มตอบรับและทักทายเขาอย่างมีมารยาท ตามแบบฉบับคุณหนูที่ใคร ๆ ก็ตามอิจฉา

เพียงไม่นานข่าวของทั้งสองก็แพร่กระจายไปทั่วงานเกี่ยวกับการมาเยือนของว่าที่คู่แต่งงานที่ผู้คนให้ความสำคัญมากในตอนนี้ ใคร ๆ ก็อยากมาเห็นความหล่อเหลา สวยงามด้วยเนื้อตาของตัวเองกันทั้งนั้น

ไม่แปลกที่ทั้งคู่จะตกเป็นเป้าสายตามากขึ้นไปกว่าเดิม

ระหว่างที่พอร์ชถูกเชิญไปคุยเรื่องธุรกิจ เอลิสก็เลือกที่จะยืนอยู่ใกล้ ๆ อย่างสงบเสงี่ยม เธอรับรู้ได้ถึงสายตาหลายคู่ที่มองมา ไม่ว่าสายตานั้นจะประเมินค่าเธอ หรือแม้กระทั่งอิจฉา แต่เธอก็ไม่คิดจะสนใจเลยแม้แต่น้อย

เพราะเธอไม่อยากทำความรู้จักกับใครไปมั่วซั่ว ผู้คนที่นี่ล้วนแล้วแต่เข้าหากันเพราะผลประโยชน์เพียงเท่านั้น

“เอลิส เจอกันอีกแล้วนะ”

เสียงหนึ่งดังขึ้นด้านหลัง เธอหันไปพบกับชายหนุ่มที่คุ้นเคยเพราะเพิ่งเจอกับเขาเมื่อไม่กี่วันก่อน

“ธีร์ มางานนี้ด้วยเหรอ”

“คุณพ่อท่านอยากผมให้มาออกงานบ้างน่ะครับ” เขายิ้มกว้างราวกับเจอสิ่งที่ตัวเองสนใจ ต่างจากเอลิสที่ยิ้มตอบรับเขาไปเพียงเพราะเป็นมารยาทเท่านั้น

ยังไม่ทันที่เธอจะได้ตอบอะไร สายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นคนที่ยืนอยู่ข้างกายเธอ ก็รู้ได้ในทันทีว่านี่ไม่ใช่การออกงานของตระกูลเธอเอง ทว่าเป็นการมาป่าวประกาศให้คนอื่นได้รู้ถึงความสัมพันธ์กับคนที่เธอมาด้วยมากกว่า

“มีอะไรกันเหรอ” พอร์ชเอ่ยถามเสียงเรียบ ทว่าแววตากลับจับจ้องไปที่คนมาใหม่ที่เขาไม่ได้เชิญ

“เปล่าหรอกครับ ผมก็แค่มาทักเอลิสตามประสาคนรู้จักกัน” ธีร์ตอบพร้อมรอยยิ้มบาง ๆ แต่นั่นก็เหมือนไปสะกิดต่อมบางอย่างให้พอร์ชไม่ค่อยพอใจเสียเท่าไหร่

“ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ผมขอพาเจ้าสาวของผมไปคุยธุระที่อื่นนะครับ”

ธีร์ทำท่าทางผายมือราวเป็นการอนุญาต แต่ก่อนที่ทั้งสองจะเดินจากไปเขาก็ไม่ลืมที่จะส่งยิ้มหวานให้กับเธอเป็นการปิดท้าย แม้ว่าการกระทำนั้นจะอยู่ในสายตาของพอร์ชก็ตาม

เขากำลังล้ำเส้นโดยที่ไม่รู้เลยว่า พอร์ชไม่ใช่แค่เพียงเจ้าของบริษัทธรรมดาทั่วไป ทว่าเขาเป็นถึงทายาทของเดียวของตระกูลมาเฟียที่จะทำอะไรกับธีร์ก็ได้ โดยที่ไม่ต้องรอให้เวลามันทำงานตามหน้าที่

เสียงดนตรียังคงบรรเลงอย่างต่อเนื่อง แขกในงานทยอยเดินสวนกันเข้าออก บทสนทนาสุภาพทับซ้อนกันจนกลายเป็นเสียงพื้นหลังที่ทั้งสองไม่ได้ใส่ใจ

ทั้งสองกำลังฟังนายทุนคนหนึ่งพูดถึงโครงการลงทุนใหม่ ทว่าในจังหวะที่สายตาเผลอเหลือบไปมองยังอีกฟากของห้องโถง ร่างบางของหญิงสาวคนหนึ่งก็เดินผ่านเข้ามาในระยะสายตาของเขา เธอไม่ใช่ผู้หญิงที่โดดเด่นอะไรมากนัก ทว่าเธอเป็นผู้หญิงที่ทำให้ความรู้สึกบางอย่างของเขากลับมา ความคุ้นเคยบางอย่างที่ไม่อาจจะละสายตาได้

ชุดราตรีสีเข้มเรียบหรู ผมยาวที่ถูกรวบขึ้นอย่างลวก ๆ เผยให้เห็นต้นคอระหงของเธอ มันชวนดึงดูดเมื่อเธอเดินผ่านเข้าไปกับกลุ่มคนที่ดูเหมือนนักธุรกิจต่างชาติ เธอไม่แม้แต่จะสนใจสิ่งรอบตัว ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีสายตาของเขาที่กำลังมองอยู่

แต่แค่เสี้ยววินาทีที่เขาได้มองเพียงใบหน้าด้านข้างของเธอ ก็รู้สึกเหมือนมีบางอย่างเข้ามากระทบความทรงจำ ความรู้สึกที่ไม่ควรเกิดขึ้นในสถานที่แบบนี้เลยด้วยซ้ำ

หัวใจของเขาเต้นผิดจังหวะ ทั้งที่ยังไม่รู้เลยว่าเธอคนนั้นใช่คนที่อยู่ในความคิดของเขาหรือเปล่า

“นี่คุณ” เสียงเรียกของเอลิสทำให้เขากลับมามีสติ

“ครับ คุณหนู” เขากระแอมกระไอราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ทว่าสายตากลับเผลอไล่ตามร่างบอบบางนั้นอีกครั้งโดยไม่รู้ตัว แต่เธอนั้นหายไปในฝูงชนอย่างรวดเร็วราวกับไม่เคยอยู่ตรงนั้นมาก่อน

พอร์ชขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาพยายามปลอบใจตัวเองว่าสิ่งที่เห็นมันใช่สิ่งที่เขาคิด อาจจะแค่หญิงสาวคนหนึ่งที่บังเอิญเหมือนคนในความคิดของเขาก็เท่านั้น

เขาหันกลับมามองเอลิสที่ยืนอยู่ตรงหน้า เธอกำลังพูดคุยอยู่กับเหล่าภรรยาของนักการเมืองคนอื่น ๆ อย่างสุภาพ รอยยิ้มของเธอราวกับคนที่ไม่ได้แบกรับเรื่องราวหนักหน่วงเอาไว้สักนิด

“คุณเป็นอะไรหรือเปล่า สีหน้าไม่ค่อยดีเท่าไหร่เลยนะ” เธอละสายตาจากคุณผู้หญิงเหล่านั้นมาเพื่อถามเขา

“เปล่าครับ” เขาตอบเพียงเท่านั้น และเธอก็ไม่ได้ชักถามต่อ

แม้ว่าสายตาของพอร์ชจะยังมองไปที่มุมเดิมอยู่ก็ตาม มีเพียงแค่แก้วไวน์และเสียงหัวเราะของหญิงสาวคนอื่นมาแทนที่ก็เท่านั้น เขาตอกย้ำตัวเองโดยการพยายามคิดว่าเขานั้นคิดไปเอง แต่ความรู้สึกบางอย่างยังคงค้างคาอยู่ เหมือนเศษเสี้ยวของอดีตที่ไม่ยอมสลายแม้ที่ผ่านมามันจะเจ็บปวดมากแค่ไหนก็ตาม

โดยที่เขาไม่รู้เลยว่าเธอคนนั้นไม่เคยหายไปไหน เพียงแค่ยืนอยู่หลังเขาไม่ไกลนัก เธออยู่ตรงนั้นนานมากพอที่จะรู้ว่าเขาเองก็พยายามมองหาเธออยู่ตลอด เมื่อเห็นสิ่งที่ตัวเองต้องการแล้วเธอก็เลือกที่จะเดินจากไป โดยที่ไม่ทิ้งร่องรอยอะไรให้เขาตามหาได้เลย

บทก่อนหน้า
บทถัดไป