บทที่ 2 ศักดิ์ศรีที่ไม่มีใครซื้อได้
บทที่ 1 ศักดิ์ศรีที่ไม่มีใครซื้อได้
รถยนต์สีดำคันหรูแล่นออกจากรั้วสูงของตระกูลอย่างเงียบงัน เอลิสนั่งตัวตรงอยู่เบาะหลัง มือเรียวยังคงกำกระเป๋าราคาแพงแน่นจนปลายนิ้วซีดขาว หัวใจของเธอเต้นแรงนั่นก็เพราะความโกรธแค้นยังคงเวียนอยู่ในใจ
ไม่ใช่เพียงเพราะโกรธธรรมดา แต่เธอเกลียดมากต่างหาก…
เกลียดคำพูด
เกลียดสายตา
เกลียดผู้ชายคนนั้น ที่กล้าดูถูกราวกับเธอไม่มีศักดิ์ศรี ราวกับว่าเรื่องนี้ตระกูลของเธอเป็นฝ่ายไปขอความช่วยเหลือ ทั้งที่เป็นเขาต่างหากที่กำลังจะมาพึ่งใบบุญของตระกูลเธอ
“คุณหนูจะไปไหนครับ” คนขับรถเอ่ยถามอย่างระมัดระวังผ่านทางกระจกมองหลัง
เอลิสหลุดออกจากภวังค์ ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงเรียบ
“คอนโดค่ะ”
เธอไม่ร้องไห้ ไม่อยากเสียน้ำตาให้กับเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้น ทว่าในอกกลับรุ่มร้อนราวกับมีไฟกำลังแผดเผาเธอให้มอดไหม้
ภาพเหตุการณ์ภายในห้องรับแขกยังคงชัดเจนไม่จางหาย น้ำเสียงนิ่งเรียบราวกับไม่รู้สึกอะไรของเขาตัดสินเธอได้อย่างง่ายดาย ดูหมิ่นศักดิ์ศรีเธอโดยการโยนฐานะเมียน้อยให้ ทั้งที่เธอแทบจะไม่มีทางเลือกอะไร
เมียน้อย คำพูดนั้นมันก้องอยู่ในหัว…
เธอไม่เคยคิดเลยว่าลูกสาวท่านทูตอย่างเธอจะโดนมองเป็นเพียงหมากในกระดานของผู้ใหญ่ เพียงแค่ถูกคลุมถุงชนก็แย่มากพอแล้ว แต่การถูกยัดเยียดให้เป็นเมียน้อยแย่กว่าเสียอีก
มันต่ำต้อยเกินกว่าที่คนอย่างเธอจะรับไหว และไม่มีทางรับมันไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม
รถยนต์สีดำคันหรูจอดที่หน้าคอนโดของหญิงสาว ที่นี่เป็นของขวัญชิ้นแรกที่พ่อของเธอซื้อให้หลังจากเรียนจบ ตอนนั้นเธอคิดว่าพ่อจะรักเธอมากกว่าสิ่งใดบนโลกหลังจากที่สูญเสียแม่ไป ทว่าไม่ใช่เลย…
เมื่อมารู้อีกทีก็เข้าใจได้ว่าตัวเองนั้นถูกขับไล่ออกจากบ้านหลังใหญ่ เพื่อให้มาอยู่คนเดียวตั้งแต่ตอนนั้น
มันก็น่าเสียใจอยู่ไม่น้อย เธอทำได้แค่เพียงทำใจยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น และหากไม่มีความจำเป็นเหมือนครั้งนี้เธอก็ไม่คิดจะกลับเข้าไปเหยียบที่นั่นอีก
เอลิสก้าวลงจากรถด้วยท่าทีสง่าตามฉบับลูกสาวท่านทูตผู้ทรงอำนาจ แม้หัวใจของเธอยังปั่นป่วนอยู่แต่กับเรื่องเดิม ๆ เธอจะไม่ยอมให้ใครได้เห็นความอ่อนแอนั้นเด็ดขาด
เพียงไม่นานที่ประตูห้องได้ปิดลง เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น หน้าจอโชว์เบอร์ของคนที่เธอไม่อยากจะคุยกับเขาในตอนนี้ ทว่าก็หลีกเลี่ยงอะไรไม่ได้
“ว่าไงคะพ่อ” เธอถอนหายใจอย่างไม่สบอารมณ์
‘เรื่องวันนี้พ่อขอคุยกับทางนั้นก่อนนะ พอร์ชมันพูดอะไรไม่คิด อย่าเพิ่งไปด่วนตัดสินมัน’
ไม่คิดเลยว่าพ่อยังจะโทรมาเพื่อแก้ต่างกันง่าย ๆ แบบนี้ ทั้งที่ตอนนั้นพ่อก็น่าจะรู้ว่าคนที่ท่านกำลังพูดถึงนั้นแสดงความเหยีดหยามชัดเจนออกมามากขนาดไหน
เอลิสไม่อยากทำนิสัยไม่ดีใส่ผู้เป็นพ่ออีก เธอเพียงแค่กลืนความโมโหนั้นลงคอและตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่ปกติมากที่สุด
นั่นก็เพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึกที่แท้จริง
“ไม่ต้องหรอกค่ะพ่อ เอลิสจะถือว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ปล่อยเขากลับไปหาคนรักของเขาเถอะค่ะ” แม้จะว่าอย่างนั้น แต่มือยังคงกำเข้าหากันแน่นด้วยความแค้นใจ
“ถ้าพ่ออยากช่วยเขาจริง ๆ เราหาวิธีอื่นก็ได้นี่คะ ไม่จำเป็นจะต้องแต่งงานเพื่อปรองดองอะไรกันเลย”
‘ไม่ได้หรอก มันเป็นข้อตกลงที่ทำเอาไว้แล้ว’
“อะไรกันคะ พ่อทำเหมือนกับว่าเราต้องเป็นฝ่ายขอร้องพวกเขาอย่างนั้นแหละ”
เธออยากรู้เหลือเกินว่าเพราะอะไรที่ทำให้พ่อมุ่งมั่นตั้งใจให้เธอหมายมั่นกับเขาคนนั้น แน่นอนว่ามันไม่ใช่เพียงแค่เรื่องสถานะที่ทั้งสองตระกูลแทบจะเทียบกันได้ หรือว่าเรื่องข้อตกลงที่เธอไม่รู้เห็นมาก่อน
หากไม่มีอะไรมากกว่านั้น พ่อคงยกเลิกเรื่องนี้ไปนานแล้ว
เธอรู้ดี คนอย่างท่านทูตอัศวิน หากไม่มีผลประโยชน์ร่วมกัน แม้แต่หน้าเขาก็ไม่อยากมอง
‘มันเป็นเรื่องงานของพ่อ เชื่อเถอะแล้วอนาคตของตระกูลเราจะไปได้ดี’ น้ำเสียงของผู้เป็นพ่อยังคงหนักแน่น
“แม้ว่าลูกสาวของพ่อจะต้องเป็นเมียน้อยคนอื่นน่ะเหรอคะ”
ความจริงแล้วหญิงสาวไม่อยากจะพูดคำนี้ออกมาเสียเท่าไหร่ เพราะรู้สึกเหมือนกำลังหยามศักดิ์ศรีของตัวเองแม้ว่าเรื่องจะยังไม่เกิดขึ้นก็ตาม
‘จะไม่มีทางเป็นอย่างนั้น ใครที่มันขวางทาง ลูกก็รู้ดีว่าพ่อทำอะไรได้บ้าง’
มาเฟียในคราบเอกอัครราชทูต เธอเห็นมาตั้งแต่เด็ก ใช่ว่าเธอจะพอใจที่พ่อตัวเองเป็นแบบนี้ เธอไม่เคยมีความสุขเวลาที่เห็นเขาทำเรื่องที่ไม่เหมาะสมกับหน้าที่การงาน
แต่ลูกอย่างเธอจะเปลี่ยนแปลงความคิดของพ่อที่มีอำนาจได้อย่างไรกัน…
“เอลิสไม่เห็นด้วยเลยนะคะพ่อ ขอร้องเถอะค่ะอย่าให้คนอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องต้องมารับกรรมอะไรแบบนี้อีกเลย”
น้ำเสียงขอร้องอ้อนวอนของเธอ ไม่ได้ทำให้เขาเปลี่ยนใจในทันที ข้อนั้นเอลิสเข้าใจเป็นอย่างดีแต่เธอก็เลือกที่จะพร่ำบอกแม้มันจะไม่ได้เป็นผลอะไรเลยก็ตาม
หากผู้หญิงคนนั้นต้องโดนแย่งคนรักไป เธอจะรู้สึกอย่างไรกัน…
ถึงเธอไม่เคยมีความรักที่จริงจัง แต่ก็รู้ดีว่าความเจ็บปวดนั้นไม่มีสิ่งใดมาลบล้างออกไปได้ แม้เวลาจะผ่านกี่ปีก็ตาม
อีกอย่าง เธอไม่อยากเป็นตัวร้ายในเรื่องนี้ และไม่อยากให้คนที่ไม่รู้เรื่องอะไรมามองเธอเป็นคนไม่ดี
‘เอลิส พ่อจะบอกอะไรให้นะ’ พ่อถอนหายใจเฮือกใหญ่ผ่านทางโทรศัพท์ ‘ลูกมีหน้าที่ทำตามที่พ่อบอกก็ทำไป อย่าหาเรื่องมาทำให้งานที่พ่อวางแผนเอาไว้พังเด็ดขาด’
แม้น้ำเสียงจะเรียบนิ่งแต่ก็แฝงไปด้วยความจริงจังที่น่ากลัว คำพูดนั้นทำเอาเอลิสต้องนิ่งเงียบในทันที ไม่ว่าจะเรื่องอะไรเธอก็แพ้ให้กับผู้เป็นพ่ออยู่ตลอด ไม่มีทางจะชนะเขา
มันช่างทรมานใจนัก ที่พ่อไม่คิดจะรับฟังความในใจหรือรับรู้สึกความรู้สึกของเธอบ้าง
“ค่ะ ถ้างั้นเอลิสวางสายก่อนนะคะ พอดีสายเข้า”
ความจริงไม่มีสายจากใครที่โทรเข้ามา เธอเพียงแค่อยากตัดบทให้เร็วที่สุดเพื่อออกจากพื้นที่อึดอัดเสียที
เธอเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าการที่เขามีลูกก็เพื่อเป็นหมากในกระดานธุรกิจ หรือว่าอยากมีเธอเพราะความรักจริง ๆ แต่น่าแปลกที่ยิ่งคิดก็ยิ่งเจ็บแปลบในหัวใจอย่างบอกไม่ถูก
เอลิสเช็ดน้ำตาที่ไม่ได้ตั้งใจให้ไหลออกมาเบา ๆ ก่อนจะกลอกตาขึ้นเพื่อทำให้มันจางหายไปจากคนอ่อนแอไร้ทางสู้อย่างเธอ
หากแม่ยังอยู่ก็คงจะดี อย่างน้อยจะได้ช่วยเตือนสติพ่อได้บ้าง…
แม้ทุกอย่างจะไม่ได้เป็นตามอย่างที่เธอต้องการ แต่อย่างไรพ่อก็รักแม่มากกว่าสิ่งใดในโลกใบนี้ มากกว่าหน้าที่การงานของเขา มากกว่าลูกสาวอย่างเธอ
แต่หลังจากที่ไร้แม่ พ่อก็กลับแปรเปลี่ยนเป็นคนละคนอย่างน่าใจหาย…
“แม่คะ ช่วยเตือนสติพ่อหน่อยไม่ได้เหรอคะ พ่อกำลังจะให้หนูทำสิ่งที่แม่เกลียดที่สุดอยู่นะคะ”
ความหวังสุดท้ายของเธอ ทำได้แค่เพียงพูดกับกรอบรูปสีขาวที่แขวนติดอยู่กับผนังห้องด้วยน้ำเสียงเหนื่อยใจและหมดหนทาง แม้รู้อยู่แก่ใจว่ามันไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นมาเลยก็ตาม
ก็เธอไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใครแล้วนี่…
คนที่คิดว่าจะปกป้องได้ ก็กลับกลายเป็นคนที่ใจร้ายเกินกว่าที่เธอจะเข้าใจในการกระทำ ตอนนี้เอลิสไม่ต่างอะไรจากการอยู่ตัวคนเดียวเลยด้วยซ้ำ
คิดแล้วก็ยิ่งปวดใจ อ่อนแอไปก็แทบไร้ประโยชน์ หากเธอไม่ยืนหยัดเพื่อตัวเองก็จะกลายเป็นเพียงแค่หมากในกระดานตัวหนึ่งเท่านั้น
แต่หลังจากนี้เธอจะไม่เป็นอย่างนั้นอีกแน่นอน เอลิสคนใหม่กำลังจะมา!
