บทที่ 5 เกมที่ไม่มีใครถอย
บทที่ 4 เกมที่ไม่มีใครถอย
ทันทีที่ประโยคนั้นหลุดออกมาจากปากของพอร์ช บรรยากาศภายในห้องรับแขกก็ราวกับใครสักคนกดปุ่มหยุดเวลาเอาไว้
อัศวินขมวดคิ้ว เขาไม่ได้คาดคิดว่าการเจรจาในครั้งนี้จบจบลงด้วยการประนีประนอม ทว่ามันกลับกลายเป็นการตัดสินใจที่รวดเร็วจากอารมณ์ที่เดือดดาลอย่างที่ไม่มีใครยอมใคร
เช่นเดียวกันกับพชรที่ยกยิ้มบาง ๆ อย่างคนที่พอใจกับสิ่งที่ต้องการ
“อย่างนั้นก็ดี จะได้ไม่ต้องเสียเวลาให้มากความ” พรชเอ่ยขึ้นช้า ๆ ด้วยน้ำเสียงเรียบแต่หนักแน่น
คำพูดนั้นตอกย้ำความจริงให้เอลิสต้องรับรู้ว่าเธอไม่ได้เป็นคนเลือกเส้นทางนี้เพียงลำพัง แต่หากถูกบีบบังคับและปั่นหัวทางด้านอารมณ์ที่ไม่อาจควบคุมตัวเองได้ จนสุดท้ายก็เผลอพลั้งปากตอบรับในสิ่งที่ตัวเองต้องการปฏิเสธมาตลอด
เพราะเอาแต่คิดว่าตัวเองนั้นจะเป็นผู้ชนะเหนือคนอื่น แม้แต่คำท้าทายของเธอก็ไม่มีใครกล้าต่อรอง
ทว่ามันไม่จริงเลย พอร์ชอันตรายกว่าที่เธอคิดเอาไว้ด้วยซ้ำ…
แต่เป็นเธอต่างหากที่ตกหลุมพรางอารมณ์ของเขาเข้าอย่างจัง
หญิงสาวเม้มริมฝีปากแน่น สายตายังคงจับจ้องผู้ชายตรงหน้าไม่วางสายตา ผู้ชายที่กำลังจะเป็นสามีของเธอในไม่กี่วันข้างหน้าทั้งที่ในใจมีแต่ความเกลียดชัง
“ถ้าอย่างนั้นฉันก็ขอพูดอะไรเพื่อย้ำเตือนคำพูดของคุณอีกครั้งได้ไหมคะ” เอลิสเอ่ยน้ำเสียงนิ่ง ทว่าแฝงได้ด้วยความเด็ดขาด
ทุกสายตาหันมาจับจ้องเธอพร้อมที่จะฟังสิ่งที่เธอจะเอ่ยออกมา
“ถ้าหากงานแต่งนี้จะเกิดขึ้นจริง ๆ ฉันก็ขอให้เป็นไปตามที่คุณพูด ทุกอย่างต้องถูกต้องตามกฎหมาย โปร่งใส และยิ่งใหญ่พอที่จะสมฐานะลูกสาวท่านทูตอย่างฉันด้วย” เธอกลับไปจ้องมองที่พรชมาเฟียผู้ทรงอำนาจ
“ฉันจะไม่มีทางยอมเป็นเมียน้อย และจะไม่ยอมให้ใครเอาชื่อเสียงของฉันไปเป็นเครื่องมือกอบกู้ชื่อเสียงตระกูลตัวเองโดยที่ฉันไม่มีสิทธิ์อะไรเลย”
พอร์ชหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ คล้ายกับว่าคำพูดของเธอเป็นเรื่องน่าขันเสียมากกว่า
“คุณพูดว่าการแต่งงานกับผมมันจะต้องมีอะไรดีมากนักอย่างนั้นแหละครับ” เขาเอ่ย “อย่าลืมสิ ผมมันก็แค่คนชั่วที่เพิ่งออกมาจากคุก”
“ฉันไม่ลืม โดยเฉพาะเรื่องที่คุณเป็นฆาตกรฉันยิ่งลืมไม่ลง” เธอสวนกลับทันที
ประโยคนั้นทำให้พอร์ชชะงักไปเพียงเสี้ยววินาที ก่อนที่เขาจะเลือกมองผ่านมันไปเพราะไม่อยากจะเถียงกับเธอในเรื่องเดิม ๆ จนกลายเป็นเรื่องที่ไม่จบสิ้นกันเสียที
ถึงแม้ว่าในแววตาของเขาจะมีความเจ็บปวดที่พยายามซ่อนเอาไว้ไม่ให้ใครเห็น ภายใต้ท่าทีเย็นชาและความปากร้ายของตัวเอง
“คุณช่างไม่รู้อะไรเลยนะ” เขายกยิ้ม “แต่ก็ช่างเถอะ เป็นเมียผมเมื่อไหร่เดี๋ยวก็ตาสว่างเอง”
“เหอะ ก็คงไม่ต่างกับการที่คุณตัดสินให้ฉันเป็นแค่เมียน้อยเท่าไหร่หรอกมั้งคะ” เธอตอบกลับ ดวงตาสีเข้มฉายแววแข็งกร้าว
พรชที่เห็นสงครามขนาดย่อมกำลังจะเกิดขึ้นอีกครั้งก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะหยัดกายลุกขึ้น
“วันนี้พอแค่นี้ เราได้ข้อสรุปกันแล้ว เรื่องรายละเอียดเดี๋ยวให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องจัดการให้เร็วที่สุด ตามคำขอของหนูเอลิส”
พรชหันไปมองลูกชายตัวดีของเขาด้วยสายตาเฉียบขาด
“อย่าทำให้กูผิดหวัง”
พอร์ชไม่ได้ตอบรับ ไม่ได้ปฏิเสธ เพียงแค่ยกยิ้มมุมปาก ก่อนจะหันหลังเดินออกจากห้องรับแขกไปโดยที่ไม่สนใจว่าใครจะรู้สึกอย่างไร
เอลิสมองตามแผ่นหลังสูงใหญ่ของเขา หัวใจเต้นแรงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เธอไม่รู้เลยว่าการตัดสินใจนั้นคือความกล้าหาญหรือความโง่เขลากันแน่ ที่กล้าเล่นสงครามประสาทกับคนแบบนั้นจนกลายเป็นเรื่องใหญ่ ที่กลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว
แต่เธอรู้เพียงย่างเดียว… คือเธอจะไม่ยอมเป็นเหยื่อของเกมนี้เด็ดขาด!
คืนนั้นพอร์ชนั่งอยู่เพียงลำพังภายในห้องทำงานส่วนตัวชั้นบนสุดของคฤหาสน์ แสงไฟสลัวสะท้อนกับกระจกบานใหญ่ที่มองออกไปเห็นสวนด้านนอก มือหนาหยิบแฟ้มเอกสารเก่า ๆ ขึ้นมาเปิดดูอีกครั้ง
แฟ้มคดีที่ทำลายชีวิตของเขาให้ไม่เหลือชิ้นดี และพ่วงท้ายต่อชื่อของเขาว่า ฆาตกร
ฆาตกรรม ถูกพิมพ์อยู่ที่หน้าปกอย่างชัดเจน
“โง่ฉิบหาย” เขาพึมพำกับตัวเอง
พอร์ชหลับตาลง ภาพและเสียงในอดีตย้อนกลับมาไม่หยุด เสียงกรีดร้อง เลือกที่เปื้อนมือ ทั้งที่เขาไม่ได้เป็นคนลั่นไก
เขาต้องถูกใส่ร้ายและรับผิดแทนใครบางคน และคนคนนั้นยังลอยนวลอยู่จนถึงวันนี้ ด้วยอำนาจอันน้อยนิดของตระกูลเขาที่ยังคงคุ้มกะลาหัวมันไว้ได้อยู่
เสียงเคาะประตูดังขึ้นเบา ๆ ก่อนที่ร่างสูงของบอดี้การ์ดคนสนิทจะก้าวเข้ามาภายในห้อง
“คุณพอร์ชครับ เรื่องผู้หญิงที่สิงคโปร์ที่ให้ผมเตรียมไว้เพื่อตบตาคุณท่าน…” บอดี้การ์ดเอ่ยอย่างลังเล
“ไม่ต้องแล้ว กูจะแต่งงานกับเอลิส”
อีกฝ่ายชะงักทันที “ทำไมเหรอครับ ทั้งที่คุณพอร์ชไม่อยากให้ใครเข้ามายุ่งในชีวิต”
พอร์ชแค่นหัวเราะเล็กน้อย ดวงตาฉายแววเย็นยะเยือก “เธอคงคิดว่าจะเอาชนะกูได้กับเรื่องแบบนี้ แต่ไม่รู้อะไรบ้างเลยว่าตัวเองกำลังจะก้าวเข้ามาในนรก”
เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก่อนจะไปหยุดมองความมืดนอกหน้าต่าง
“ถ้าหากสุดท้ายเธอทนไม่ไหว จะมาโทษกูไม่ได้หรอก”
เขาเอาความคิดตัวเองเป็นใหญ่จากความรู้สึกที่รับรู้ได้ว่าผู้หญิงที่เขากำลังเอ่ยถึงนั้นอยากจะเอาชนะมากเหลือเกิน โดยที่ไม่รู้ความจริงเลยว่าการที่เธอตอบตกลงเขาไปอย่างนั้น เธอเองก็เสียงใจกับการตัดสินใจครั้งนี้อยู่ไม่น้อย
เพราะอารมณ์ที่เป็นใหญ่มากกว่าความคิดและหัวใจ ทำให้เธอต้องตกหลุมพรางที่ขึ้นไม่ได้ และไม่มีทางให้ถอยหลัง นอกจากเดินหน้าเตรียมตัวเป็นเมียมาเฟียและช่วยตระกูลกอบกู้หน้าตาขึ้นมาอีกครั้ง
ก็แค่อยากทำให้อีกฝ่ายรู้ว่าเธอเองก็ไม่ใช่หมากในกระดานที่จะให้ใครมาจับเดินเล่นได้ง่าย ๆ อย่างที่เขาเข้าใจ
กระนั้นเธอก็เลยเป็นคนที่เข้าร่วมเล่นด้วยตัวเองอย่างเต็มรูปแบบเอาเสียเลย…
ฝ่ายด้านเอลิสก็กำลังตบตีกับความรู้สึกของตัวเองไม่แพ้เขาเหมือนกัน
“ยัยบ้าเอ้ย ทำอะไรไม่คิด ไร้สติไม่เหมาะสมกับศักดิ์ศรีตัวเองเลยสักนิด!”
เอลิสตวาดตัวเองในกระจก หากตอนนั้นเธอมีสติมากพอเธอจะไม่มีทางท้าทายอะไรโง่ ๆ อย่างนั้นเด็ดขาด
“ถ้าฉันต้องเมียคนแบบนั้นนะ ขอตายให้นอนกินจะดีกว่า”
ตั้งแต่เกิดมาเธอด้อยค่าตัวเองเป็นครั้งแรก เพราะแม้ว่าครอบครัวจะไม่ค่อยสนใจในตัวเธอมากนัก แต่เธอก็เป็นคนที่รักตัวเองมากพอที่จะไม่ลดค่าตัวเองให้ใครเข้าถึงง่าย ๆ ทว่าครั้งนี้เธอเหมือนไม่เหลือศักดิ์ศรีความเป็นตัวเองให้ได้เชยชมเลยสักนิด
แค่คิดว่าต้องได้ร่วมหมอนนอนกับผู้ชายคนนั้นก็รู้สึกขยะแขยงมากแล้ว!
ทว่าข่าวเรื่องการแต่งงานของทั้งสองตระกูลใหญ่จะแพร่สะพัดไปไกลและเร็วกว่าความคิดของเธอ จึงทำให้เอลิสต้องหยุดพักเรื่องนั้นไว้ก่อนเพราะตอนนี้โทรศัพท์ของเธอได้รับการแจ้งเตือนเข้ามาอย่างล้นหลาม
และทั้งหมดนั้นก็ล้วนมีแต่คำยินดีจากเพื่อน ๆ และสนิทอีกมากมาย พวกเขาดีใจที่จะมีงานมงคลเกิดขึ้นกับเธอ อีกทั้งเจ้าบ่าวยังเป็นถึงตระกูลมาเฟีย มันช่างเหมาะสมกันโดยไร้ที่ติ
แต่มันก็เป็นเพียงมุมมองของคนนอกที่ไม่รู้ว่าความจริงมันเป็นอย่างไร
เธอไม่ได้แต่งงานด้วยความรัก แต่เธอต้องงานเพราะความต้องการของผู้เป็นพ่อ และมันไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้เลย!
‘ยินดีด้วยนะเอลิส ได้เห็นแกสมหวังในความรักสักที’
‘เอลิส แกอย่าลืมส่งการ์ดงานแต่งมาให้ฉันด้วยนะ ฉันพร้อมเป็นเพื่อนเจ้าสาวแล้วจ้า’
‘โชคดีเนอะ ได้เป็นถึงว่าที่สะใภ้ตระกูลใหญ่โต แต่ก็เหมาะสมกันดีนะ’
เอสิสปิดหน้าจอโทรศัพท์ลงเบา ๆ ก่อนจะวางไว้ข้างกายพร้อมถอนหายใจออกมาเบา ๆ เมื่อได้อ่านข้อความทั้งหมด เธอไม่ได้ตื่นเต้น และไม่ได้ยินดีเหมือนกับคนอื่น ๆ ที่ส่งข้อความมาหา กลับหนักใจด้วยซ้ำที่ต้องเข้าพวกเขาเหล่านั้นมาร่วมงานแต่งปลอม ๆ ที่ไม่เต็มใจของเธอและฝ่ายว่าที่เจ้าบ่าว
ทั้งหมดมันก็เพื่อผลประโยชน์ ไม่ใช่ความรักที่จะต้องให้ใครมายินดีด้วยทั้งนั้น
ทว่ามาถึงตอนนี้แล้วเธอก็คงเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ เพียงแค่ก้มหน้ายอมรับความจริงและทำหน้าที่ของเธอให้เสร็จไปโดยเร็ว จะได้ไม่ได้มาอยู่ในวังวนความรู้สึกแบบนี้อีก
“ฉันกับคุณก็จะได้เจอหน้ากันแค่ตอนนี้นั่นแหละ หมดหน้าที่ของฉันเมื่อไหร่จะไม่มีใครได้เห็นหน้าฉันอีก”
เธอหนักแน่นและแน่วแน่กับความคิดของตัวเองเป็นอย่างมาก ไม่รู้ว่าจะหนีไปที่ไหนแต่รู้ด้วยความรู้สึกของตัวเองว่าต้องหนีไปให้พ้น เธอทนไม่ได้ถ้าหากว่าต้องปรากฏตัวต่อหน้าสาธารณชนด้วยฐานะเมียมาเฟียที่เคยมีคดีติดตัว
และนั่นไม่ใช่คดีเล็กน้อย ทว่าเป็นถึงการฆ่าคน…
เธออาย และไม่รู้ว่าจะต้องทำตัวอย่างไร ถ้าหากไม่ได้เป็นเพราะผลประโยชน์เธอจะไม่มีทางเข้าไปยุ่งกับคนแบบนั้นเด็ดขาด
แม้แต่จะเดินเฉียดก็รู้สึกรังเกียจมากแล้ว คนอย่างเขาไม่มีสิทธิ์มาตัดสินให้เธอเป็นเมียด้วยซ้ำ!
