บทที่ 6 ว่าที่เจ้าสาว

บทที่ 5 ว่าที่เจ้าสาว

รุ่งเช้าแสงแดดอ่อน ๆ สาดลอดผ่านม่านสีครีมเข้ามาในห้องนอนกว้างของเอลิส หากเป็นวันอื่นเธอคงลุกขึ้นมาด้วยอารมณ์สงบและมีสติพร้อมรับวันใหม่ ทว่าวันนี้แม้แต่การลืมตาตื่นขึ้นก็กลายเป็นเรื่องยาก…

เรื่องงานแต่งยังคงวนเวียนอยู่ในหัวเธอไม่หยุด มันไม่ใช่การแต่งงานกับคนที่ตัวเองรัก ไม่ใช่เพราะความสมัครใจ แต่นั่นเป็นเรื่องของผลประโยชน์และอำนาจของคนที่เพิ่งจะรู้จักกันได้ไม่นาน

เอลิสค่อย ๆ ลุกขึ้นนั่งที่ข้างเตียง มือเรียวยกขึ้นกุมขมับตัวเองแน่น ความรู้สึกหนักอึ้งกดทับอยู่กลางอกราวกับจะหายใจไม่ออก

“นี่มันความรู้สึกบ้าอะไรกัน…” เธอพึมพำกับตัวเองเสียงแผ่ว

เธอกำลังจะเป็นภรรยาของฆาตกร คนที่เธอเกลียด คนที่เธอไม่คิดจะเชื่อใจเขาสักนิด แค่คิดก็รู้สึกอยากจะอาเจียนจะแย่!

เสียงเคาะประตูดังขึ้นเบา ๆ ก่อนที่แม่บ้านจากทางที่บ้านใหญ่ส่งมาจะเปิดประตูห้องเข้ามาพร้อมกับถุงอาหารเต็มไม้เต็มมือ

“อรุณสวัสดิ์ค่ะคุณหนู วันนี้คุณท่านสั่งมาว่าต้องดูแลคุณหนูเป็นอย่างดี สารอาหารต้องทั่วถึงและมีประโยชน์ เพื่อร่างกายที่แข็งแรงก่อนถึงวันงานแต่งนะคะ” แม่บ้านพูดด้วยรอยยิ้มเหมือนอย่างเคย ก่อนที่จะวางถุงอาหารเหล่านั้นลงที่เคาน์เตอร์บาร์

งานแต่งเหรอ… เอลิสหัวเราะเบา ๆ อย่างสมเพชตัวเอง

งานแต่งที่เธอไม่อยากให้เกิดขึ้น เจ้าบ่าวที่เธอไม่อยากมองหน้า และรอยยิ้มปลอม ๆ ที่ต้องฝืนยิ้มให้คนทั้งโลก

เธอปล่อยให้แม่บ้านทำหน้าที่ของตัวเองไป ก่อนที่ร่างบางจะเดินไปหยุดอยู่ที่หน้ากระจกบานใหญ่ที่ส่องสะท้อนตัวตนของเธอมา หญิงสาวที่อยู่ในกระจกยังคงดูสวย สง่า และเพียบพร้อม ทว่าแววตากลับไร้ประกายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

“นี่ฉันเป็นลูกสาวท่านทูตนะ… ทำไมถึงดึงตัวเองลงมาตกต่ำได้ขนาดนี้” เธอเอ่ยกับเงาสะท้อนตัวเอง

เธอรู้ตัวว่ากำลังจะพาตัวเองเข้าไปสู่โลกที่เธอไม่คิดจะเลือก

ขณะที่กำลังจะคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย เสียงโทรศัพท์ของเอลิสก็ดังขึ้น ไม่ใช่ใครที่โทรมาแสดงความยินดี ทว่านั่นคือพ่อของเธอ และหากเลือกได้เธอก็อยากจะตัดสายไปให้จบสิ้นเหมือนกัน…

สุดท้ายเธอก็เลือกที่จะรับสายอย่างเลี่ยงไม่ได้

‘เอลิสลูก’ เสียงอัศวินเอ่ยเรียบ ๆ ทว่าแฝงไปด้วยความกดดัน ‘พ่ออยากให้ลูกเตรียมตัวให้พร้อม อีกไม่กี่วันเราจะเริ่มจัดงานอย่างเป็นทางการแล้ว’

“ค่ะ เอลิสเข้าใจ” เธอหลับตาลงเล็กน้อย ก่อนจะตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงที่นิ่งที่สุด

‘พ่อลูกว่าลูกไม่สบายใจ แต่ทั้งหมดก็เพื่อผลประโยชน์ของตระกูลเราด้วย’

ตระกูลของเรา หรือแค่ผลประโยชน์ส่วนตัวของพ่อกันแน่ เธอทำได้แค่คิดเพียงเท่านั้น เพราะหากพูดออกไปก็ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นมา

“ถ้ามันเป็นหน้าที่ของเอลิส หนูก็พร้อมจะทำค่ะ แต่พ่อก็อย่าหวังว่าเอลิสจะมีความสุขได้เหมือนเดิมนะคะ ยิ่งอยู่กับคนแบบนั้นก็ยิ่งไม่มี” เธอว่าอย่างหนักแน่น

ปลายสายเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสายไปเองโดยที่ไม่พูดอะไรต่อ

เอลิสกำโทรศัพท์แน่น น้ำตาที่เอ่อขึ้นมาคลออยู่ในดวงตา ทว่าเธอไม่ยอมให้มันไหลลงมาอาบแก้มเป็นอันขาด เพราะสุดท้ายแล้วร้องไห้ไปก็ไม่มีใครเห็นคุณค่า อ่อนแอไปก็ไร้คนเมตตา

เพราะฉะนั้นการแต่งงานในครั้งนี้มันจะสอนให้เธอแข็งแกร่งขึ้นมากกว่าเดิมได้เอง

หญิงสาวหันกลับไปมองกระจกอีกครั้ง แววตาเริ่มเปลี่ยนจากความสับสน เป็นความแข็งกร้าว

“จะไม่มีใครบังคับฉันได้อีก คอยดูเลย!” เธอพูดกับตัวเองอย่างหนักแน่น

พอร์ชอาจจะคิดว่าเธอนั้นอ่อนแอ คิดว่าโลกของเธอนั้นไม่เหมาะสมกับตัวเขาเอง คิดว่าเธอนั้นจะเป็นฝ่ายขอร้องอ้อนวอนให้รีบหย่าหลังจากจบงานแต่งไม่กี่วัน

ทว่าเขาคิดผิดทั้งหมด…

ก็จริงที่เธออาจจะไม่รู้จักโลกของมาเฟีย ไม่รู้จักตัวตนที่แท้จริงของเขา แต่เธอก็รู้จักการเอาตัวรอดมากพอ และรู้ดีว่าตัวเองควรยืนอยู่ตรงไหนในชีวิตของเขาหลังจากนี้

“และฉันก็จะไม่มีวันยอมคนอย่างคุณด้วย” เธอพึมพำ

ว่าที่เจ้าสาวของมาเฟียฆาตกร ไม่ได้อ่อนแออย่างที่เขาคิด และเกมนี้ก็ไม่ได้มีแค่เขาคนเดียวที่พร้อมจะลงเล่น

หลังจากที่สนทนาระหว่างผู้เป็นพ่อจบไป เอลิสยังคงยืนอยู่ที่เดิมสักพัก โทรศัพท์ในมือเป็นราวกับของหนักที่ทำให้เธอชาไปโดยไม่รู้ตัว

ความรู้สึกตอนนี้มันว่างเปล่าอย่างน่าประหลาดใจ เหมือนหัวใจถูกบังคับให้เดินไปข้างหน้า ทั้งที่ขาทั้งสองยังไม่พร้อมจะก้าวออกไปไหน

เอลิสสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะวางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะเครื่องแป้ง แล้วหยิบปากกากับสมุดโน้ตเล่มเล็กออกมาเพื่อจดอะไรบางอย่าง

หน้าแรกถูกเปิดขึ้นมา เธอเขียนหัวข้อเอาไว้ชัดเจนและใหญ่มากพอที่จะทำให้คนอ่านเข้าใจจุดประสงค์ เงื่อนไขชีวิตหลังแต่งงาน

ปลายปากกาหยุดค้างอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่เธอจะเริ่มเขียนทีละข้อ ด้วยลายมือที่สวยงามและมั่นคงกว่าทุกครั้ง

ข้อหนึ่ง แยกห้องนอนไม่ว่าจะกรณีไหน

ข้อสอง ไม่ก้าวก่ายชีวิตส่วนตัว

ข้อสาม ไม่ร่วมงานธุรกิจทุกประเภท

ข้อสี่ ไม่มีการบังคับ และห้ามแตะต้องตัว

เอลิสมองสิ่งที่ตัวเองได้เขียนลงบนสมุดด้วยรอยยิ้มเย็นชา เธอรู้ดีว่าข้อเรียกร้องเหล่านี้อาจฟังดูไร้เดียงสาในโลกของคนอย่างพอร์ช ทว่านั่นคือความหนักแน่นของเธอและจะไม่มีทางให้เขามาทำลายความต้องการของเธอได้

ที่เธอทำทั้งหมดก็เพื่อรักษาพื้นที่ของตัวเองไว้ก็เท่านั้นเอง…

เสียงเคาะประตูห้องดังขึ้นอีกครั้ง โดยที่ไม่ใช่แม่บ้านคนเดิมแต่อย่างใด เพราะคราวนี้มันหนักแน่นกว่าเดิมเล็กน้อย ก่อนที่เลขาส่วนตัวของพ่อจะก้าวเข้ามาพร้อมกับแฟ้มเอกสารหนาเตอะ

“คุณหนูคะ นี่เป็นรายละเอียดเบื้องต้นเกี่ยวกับงานแต่งค่ะ ฝั่งคุณพรชส่งมาให้”

แค่ได้ยินชื่อของคนฝั่งนั้นหัวใจของเอลิสก็หดเกร็งโดยไม่รู้ตัว

เธอรับแฟ้มมาเปิดดูช้า ๆ ทั้งหมดเกี่ยวกับงานแต่งถูกจัดแจงไว้อย่างเรียบร้อย ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ แขกที่จะมาร่วมงานเป็นชั้นผู้ใหญ่ในสังคม และสื่อทุกสำนักจะถูกเชิญมาในระดับวีไอพีทั้งหมด ยิ่งอ่านมือเรียวของเธอก็ยิ่งสั่น…

เธอรู้ได้ทันทีว่านี่ไม่ใช่เพียงแค่งานแต่งธรรมดา ๆ แต่มันคือการประกาศอำนาจที่กำลังจะกลับมารุ่งเรืองอีกครั้ง และเธอคือหมากตัวสำคัญที่ถูกวางไว้ตรงกลางกระดาน

“ถ้าคุณหนูต้องการแก้ไขอะไร แจ้งได้เลยนะคะ” เลขาพูดด้วยน้ำเสียงสุภาพ

เอลิสเงยหน้าขึ้น แววตานิ่งสนิท

“นี่คือเงื่อนไขส่วนตัวบางอย่างของฉัน ฝากส่งให้ถึงมือเจ้าบ่าวด้วยนะคะ” เธอกัดฟันกรอดที่ต้องเอ่ยพูดคำว่า เจ้าบ่าว ออกไปอย่างฝืนทน

“ได้ค่ะ” เลขาชะงักเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้าและรับกระดาษในเล็กจากเอลิสมา

ทันทีที่ประตูห้องถูกปิดลง เอลิสทรุดตัวนั่งลงบนเก้าอี้ความรู้สึกหนักอึ้งถาโถมเข้ามาอีกครั้ง

เธอกำลังจะเดินเข้าไปในชีวิตของผู้ชายที่เธอไม่ไว้ใจ เข้าไปอยู่ในตระกูลที่เต็มไปด้วยความลับ และเข้าไปอยู่ในโลกที่กฎเกณฑ์ไม่ได้ถูกเขียนไว้บนกระดาษ

ทว่าถูกเขียนไว้ด้วยรอยเลือดต่างหาก…

ในเวลาเดียวกันนั้น พอร์ชนั่งอยู่ภายในรถยนต์สีดำหรูที่กำลังเคลื่อนออกจากคฤหาสน์ โทรศัพท์ในมือสั่นเบา ๆ เมื่อมีข้อความใหม่ถูกส่งเข้ามา

‘คุณหนูเอลิสขอเพิ่มเงื่อนไขส่วนตัวเล็กน้อยค่ะ ดิฉันขออนุญาตส่งเป็นไฟล์ในคุณพอร์ชนะคะ’

“คุณหนูนี่ จะสำคัญตัวเองไปถึงเมื่อไหร่กัน” เขาอ่านเพียงประโยคนั้นก็หลุดหัวเราะออกมาอย่างสมเพช

แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็เปิดไฟล์แนบอ่านต่อ ทว่ายิ่งอ่านก็ยิ่งขมวดคิ้วเข้าหากัน

“หึ ช่างกล้ามีข้อแม้เหลือเกินนะคุณหนู” เขาพึมพำ

ผู้หญิงคนอื่นคงดีใจแทบตายที่ได้เป็นเมียของเขา ทว่าผู้หญิงคนนี้กลับตั้งกฎราวกับเขาเป็นของต้องห้าม

ความรู้สึกท้าทายบางอย่างมันวาบขึ้นในอกของเขา

“ถ้าเธอกล้าท้าทายอำนาจฉันขนาดนี้ ก็ไม่มีอะไรจะต้องกลัวกันอีกไม่ใช่หรือไง…” พอร์ชเอ่ยกับตัวเองราวกับมีเลศนัยบางอย่าง

เขาปิดโทรศัพท์ลง ก่อนจะเอนหลังพิงกับเบาะสีดำสนิท ภาพของเอลิสผุดขึ้นมาในหัวอีกครั้ง แววตาที่ไม่ยอมแพ้ และคำพูดที่ยอมถอย

ผู้หญิงคนนี้ถ้าหากไม่แตกสลายก่อน ก็อาจจะเป็นคนที่ทำให้เขาเสียการควบคุมได้ และนั่นก็เป็นสิ่งที่เขาเกลียดมากที่สุด…

ช่วงค่ำวันเดียวกัน เอลิสนั่งอยู่ตรงระเบียงห้อง มองท้องฟ้าที่เริ่มเปลี่ยนสีไปทีละนิด สายลมเย็นพัดผ่านผมยาวให้ปลิวไหล เธอคิดถึงชีวิตก่อนหน้านี้ ชีวิตที่มีอิสระ ชีวิตที่เธอเป็นคนเลือกเองทุกอย่าง

“อีกไม่กี่วัน ทุกอย่างก็จะไม่เหมือนเดิมอีก” เธอพึมพำ

แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ไม่คิดจะถอย และเพราะเธอไม่อยากเป็นผู้หญิงที่ถูกเขียนบทให้เล่นตามใจใครไปตลอดชีวิต

เอลิสกำมือแน่น หัวใจเต็มไปด้วยความหวาดกลัวบางอย่างที่ปะปนมากับความดื้อดึง

ว่าที่เจ้าสาวอย่างเธอ จะไม่ใช่ผู้หญิงที่ถูกกลืนหายไปในเงามืด แต่จะเป็นผู้หญิงที่ยืนอยู่ด้วยความสง่าและจะไม่ยอมให้ใครมองข้ามเธอได้อีกต่อไป

แม้ว่าคนนั้นจะเป็นพ่อของเธอก็ตาม เขาจะไม่มีสิทธิ์เข้ามาบังคับจิตใจของเธอเหมือนที่กำลังทำอยู่ตอนนี้ได้อีก ครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายที่เธอจะทำเพื่อตระกูลอย่างที่พ่อได้พร่ำบอกตลอดมา

บทก่อนหน้า
บทถัดไป