บทที่ 7 คำเชิญที่ไม่ปฏิเสธ
บทที่ 6 คำเชิญที่ไม่ปฏิเสธ
ช่วงบ่ายของวันถัดมา แสงแดดอ่อนลอดผ่านม่านโปร่งสีอ่อนเข้ามาในห้องพักของเอลิส เธอนั่งอยู่หน้าโต๊ะทำงานเล็ก ๆ ใจกลางห้อง กองเอกสารเกี่ยวกับงานแต่งวางซ้อนกันสูงราวกับกำลังเตือนว่าเวลาใกล้เข้ามาแล้ว
ลายมือสวยคมในสมุดโน้ตจดอะไรบางอย่างที่เกี่ยวกับงานแต่ง เอลิสไม่ได้อยากสนใจมันมากเท่าไหร่นักทว่าก็เป็นส่วนสำคัญเกินกว่าที่เธอจะละเว้นได้
จู่ ๆ เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นในจังหวะที่เธอกำลังจะเก็บสมุดเล่มนั้น หน้าจอสว่างขึ้นพร้อมกับเบอร์แปลกที่โทรเข้ามา ซึ่งเธอไม่คุ้นเคยสักนิด เอลิสจ้องมองอยู่หลายวินาทีเธอลังเลที่จะรับเล็กน้อย แต่สุดท้ายก็ไม่ปล่อยให้มันเงียบดับไป
“ฮัลโหลค่ะ นั่นใครคะ” เธอถามปลายสายด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน
‘ว่าที่เจ้าบ่าวของเธอไง’
เสียงของปลายสายทำให้เธอรู้ได้ทันทีว่านั่นคือพอร์ช รอยยิ้มเล็กน้อยบนใบหน้าเลือนหายไปทันที ความรู้สึกไม่พอใจเข้ามาแทรกแซง ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาเสียมารยาทเอาเบอร์เธอมาได้อย่างไรกัน
“นี่ คุณเอาเบอร์ฉันมาได้ยังไง เสียมารยาทที่สุด” เธอตวาดใส่ทันที
‘มันไม่ใช่เรื่องที่ผัวเมียเขาควรทำกันหรือยังไง’ พอร์ชพูดจายียวน
“ฉันไม่ได้เป็นเมียคุณ” เธอกัดฟันกรอด
‘เรื่องนั้นช่างมันเถอะ ที่ผมโทรมาก็แค่อยากถามว่าเย็นนี้คุณว่างไหม’
คำถามตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อมสมกับเป็นผู้นำตระกูลมาเฟียในอนาคต
“ถ้าจะนักคุยเรื่องส่วนตัว ฉันไม่ว่าง” เธอตอบเสียงเรียบ เย็นชาทว่าชัดเจน
‘ไม่ใช่เรื่องส่วนตัวหรอกครับคุณหนู แต่เป็นเรื่องภาพลักษณ์ที่เราต้องมาทำด้วยกัน’ พอร์ชหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ
เมื่อได้ยินคำว่าภาพลักษณ์ ทำให้เธอเงียบไป ตั้งแต่วันนั้นที่ตกลงแต่งงานกับเขา คำนี้ก็กลายเป็นข้ออ้างของทุกการบีบบังคับที่เธอไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้
“นี่คุณไม่ได้อ่านเงื่อนไขที่ฉันฝากส่งไปให้เหรอ ข้อสามและข้อสี่” เธอเน้นย้ำกับเขาชัดเจน เพราะรู้ดีอยู่แล้วว่ากระดาษที่เขียนเงื่อนไขเอาไว้ต้องถึงมือเขาเป็นที่เรียบร้อย
อยู่ที่ว่าอีกฝ่ายจะสนใจมากน้อยแค่ไหน
‘อ่านครับ แต่ว่าในงานนี้มีผู้ใหญ่มาร่วมงานหลายท่าน ผมคิดว่าว่าที่เจ้าสาวของผมก็ควรที่จะต้องไปร่วมงานด้วย’
“นี่คุณกำลังสั่งฉันอยู่เหรอ” เธอเริ่มเสียงแข็ง
‘ก็ไม่นะครับ ผมกำลังชวนคุณอยู่’
เอลิสหลับตาลง คำว่าชวน ออกมาจากปากของผู้ชายแบบนั้น ไม่มีพื้นที่ให้เธอปฏิเสธสักนิด
“ถ้าฉันไม่ไปล่ะ”
ปลายสายเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนเสียงทุ้มจะเอ่ยขึ้นอย่างนิ่งเฉยแต่ชัดเจน
‘คุณหนูก็จะกลายเป็นคนที่ทำให้ผู้ใหญ่ตั้งคำถาม ว่าการแต่งงานครั้งนี้มีปัญหาอะไรหรือเปล่า’
เอลิสกำโทรศัพท์แน่น เขาไม่ได้ขู่เธอ แต่เขาเลือกจี้จุดที่จะทำให้เธอยอมจำนนได้ง่ายที่สุด
“ที่ไหน”
‘โรงแรมริเวอร์ไซด์ หกโมงเย็นผมจะไปรับคุณเอง’
“ไม่ต้อง ฉันไปเองได้”
‘ถ้าอย่างนั้นก็ตามใจคุณหนูเลยครับ แต่อย่าผิดนัดก็แล้วกัน’
เขาว่าพร้อมตัดสายเธอในทันที
เมื่อถึงเวลานัด รถยนต์ของเอลิสแล่นเข้ามาจอดหน้าโรงแรมหรูริมแม่น้ำสายหลัก แสงไฟยามค่ำคืนเริ่มส่องสะท้อนกับกระจกบานใหญ่จนดูหรูหราเกินคำบรรยาย
หญิงสาวก้าวลงจากรถด้วยท่าทีสง่างาม เดรสสีอ่อนเรียบหรูเข้ากับรูปร่างและบุคลิกของเธออย่างสมบูรณ์ เธอเป็นถึงลูกสาวท่านทูตก็จริงทว่าเป็นผู้หญิงที่ไม่ได้ต้องการความหวือหวามากนัก แต่ทุกก้าวของเธอกลับดึงดูดสายตาได้อย่างไม่ตั้งใจ
ทันทีที่ประตูลิฟต์เปิดออก เสียงพูดคุยเบา ๆ และดนตรีคลาสสิกก็ลอยเข้ามา แขกในงานล้วนเป็นผู้ใหญ่ในสังคม ไม่ว่าจะเป็น นักการเมือง นักธุรกิจ หรือแม้กระทั่งนักการทูตต่าง ๆ ที่สนิทสนมกับพ่อของเธอเป็นอย่างดี
ทุกคนล้วนมีสถานะ มีชื่อเสียง และอำนาจในแบบของตัวเอง
พอร์ชยืนอยู่ไม่ไกล เขาอยู่ในชุดสูทสีเข้มตัดเรียบ ดูสุขุม เยือกเย็น และเป็นผู้ใหญ่กว่าภาพจำในหัวของใครหลายคน ไม่มีแม้แต่เงาของคนคุก ไร้คำว่าฆาตกรที่ตราหน้าเขามาตลอด
มีเพียงผู้ชายที่สังคมพร้อมจะให้อภัยหากเขามีอำนาจมากพอเหมือนเมื่อก่อน…
“คิดว่าจะไม่มาซะแล้ว”
“ไม่อยากเสียมารยาทเหมือนใครบางคนหรอกค่ะ” เธอตอบสั้น ๆ
เขายื่นแขนออกมาเล็กน้อย เพราะพร้อมสำหรับให้เธอควงแขนในงานนี้โดยเฉพาะ เขาไม่บังคับถ้าหากเธอไม่อยากทำ แต่นั่นก็เป็นท่าทีที่สังคมคาดหวังกับพวกเขา
เอลิสมองแขนคู่นั้นครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อย ๆ วางมือเรียวลงอย่างจำใจ เสียงซุบซิบดังขึ้นทันทีภาพของว่าที่คู่แต่งงานกำลังถูกสร้างอย่างสมบูรณ์แบบ
“คุณหนูยิ้มเก่งกว่าที่ผมคิดอีกนะครับ” เขากระซิบ
“คุณก็สร้างภาพเก่งไม่แพ้กัน” เธอตอบกลับทันที
“ทุกคนก็เชื่อในสิ่งที่พวกเขาเห็นกันนั่นแหละครับ” พอร์ชยิ้มมุมปาก
“แต่ฉันไม่” เธอสวน
เขาหันมามองเธอเล็กน้อย แววตานั้นไม่ได้เยาะเย้ยแต่อย่างใด ทว่ากลับมีความพอใจบางอย่างในตัวเธอ
ระหว่างที่อยู่ในงานทั้งคู่ต้องยืนเคียงข้างกัน รับคำยินดี รับคำชม และคำคาดหวังจากคนรอบข้าง เอลิสยิ้มรับตามมารยาท ขณะเดียวกับที่พอร์ชตอบคำถามอย่างสุขุม
“เหมาะสมกันมากเลยนะครับ”
“สองตระกูลใหญ่จะแต่งกันอีกคู่หนึ่งแล้ว เป็นเรื่องที่ดีของธุรกิจเราจริง ๆ เลยนะคะ”
“แบบนี้ต้องจัดงานให้ยิ่งใหญ่ เจ็ดวันเจ็ดคืนไปเลยถึงจะสมฐานะนะครับ”
ทุกคำพูดนั้นราวกับค้อนที่ตอกย้ำบทบาทของเธอกับเขา
อัศวินไม่รอช้าเข้ามาสมทบในทันที สีหน้าของเขานั้นพอใจอย่างเห็นได้ชัด
“ลูกสาวของผมอาจจะดื้อไปบ้าง แต่ผมเชื่อว่าเธอจะเป็นภรรยาที่เหมาะสมครับ” อัศวินหันไปพูดกับผู้ใหญ่หลายคนที่ยืนอยู่บริเวณนั้น
ภรรยางั้นเหรอ เอลิสกำมือแน่นเมื่อได้ยินคำนั้น ทว่าสีหน้ายังคงเรียบนิ่งและยืนเป็นตัวประกอบอยู่ตรงนั้น
พอร์ชเหลือบมองเธอเล็กน้อย เขาเห็นทุกปฏิกิริยาของเธอ ทว่ากลับนิ่งเฉยไม่ได้พูดอะไรออกมา เมื่อหลุดจากวงสนทนาเมื่อครู่ เอลิสรีบนำมือของตัวเองออกมาทันที ไม่สนใจว่าสิ่งที่ตัวเองทำจะสุภาพหรือเปล่า
“นี่เหรอสิ่งที่คุณต้องการ ภาพลักษณ์อะไรแบบนี้” เธอเอ่ยขึ้นเบา ๆ
“แล้วคุณหนูล่ะครับ รู้สึกอะไรกับคำพูดพวกนั้นหรือเปล่า” เขาเลิกคิ้วราวกับจะกวนประสาท
“รู้สึกว่าฉันหนีไปไหนไม่พ้นแล้วไง ต้องจำยอมอยู่กับอะไรแบบนี้” เธอหลุมตามองเขา ราวกับเขาจะเป็นสิ่งทำให้เธอไปไหนไม่ได้
“รู้ก็ดีแล้ว จะได้ฉลาดขึ้นมาหน่อย”
“นี่คุณจะมากเกินไปแล้วนะ”
“อีกอย่างนะครับคุณหนู ถ้ายังอยากรักษาศักดิ์ศรีของตัวเองไว้ ก็อย่าเพิ่งยอมแพ้ตั้งแต่เกมยังไม่เริ่มนะครับ”
เอลิสมองเขาด้วยแววตาเรียบนิ่ง ไม่ได้โต้ตอบในทันทีแม้ว่ามุมปากจะยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย เป็นครั้งแรกที่เธอไม่ได้มองเขาเป็นศัตรู ทว่าเห็นคนที่กำลังเล่นเกมเดียวกับเธออยู่ต่างหาก
ไม่ต้องคิดก็พอจะเดาได้แล้วว่ามันจะสนุกมากแค่ไหน การเล่นสงครามประสาทขนาดย่อยมันกลับมาแล้ว…
“ฉันไม่ใช่พวกหัดอ่อนที่จะยอมแพ้ง่าย ๆ หรอกนะ” เธอตอบ
“ก็ดีแล้วครับ ยอมแพ้ง่ายเกินไป เกมก็คงไม่สนุกอย่างที่คิด” พอร์ชยิ้มบาง ๆ
ทั้งสองยืนอยู่ท่ามกลางสังคม ในฐานะคู่ที่ใครก็ต่างบอกว่าเหมาะสมกันมากเหลือเกิน แต่ทั้งหมดต่างฝ่ายต่างก็รู้ดันดีว่า นี่ไม่ใช่ความรัก ไม่ใช่การที่คนสองคนจะมาเดินเคียงข้างกัน ทว่ามันคืนสงครามเงียบที่ไม่มีใครเป็นฝ่ายยอมแพ้อย่างเด็ดขาด
หลังจากบทสนทนาสุดท้ายของทั้งสองจบลง เอลิสขอตัวออกมายืนที่ระเบียงด้านนอกของห้องจัดเลี้ยง อากาศในยามค่ำคืนเย็นสบายกว่าภายในที่อัดแน่นไปด้วยผู้คนและรอยยิ้มจอมปลอม
เธอเพิ่งได้หายใจเต็มปอดเป็นครั้งแรกของวันนี้ด้วยซ้ำ
เสียงฝีเท้าแผ่วเบาดังตามมา ก่อนที่ร่างสูงของอัศวินจะหยุดยืนเคียงข้างลูกสาวโดยที่ไม่พูดอะไรในทันที สายตาของเขามองไปยังแม่น้ำที่สะท้อนแสงไฟระยิบระยับราวกับภาพของความฝัน
“วันนี้ลูกทำดีนะ” เขาเอ่ยขึ้น น้ำเสียงเรียบ สุขุมอย่างนักการทูตผู้มากประสบการณ์
“หมายถึงการยิ้มให้กับคนที่ไม่รู้จัก หรือการมาออกงานกับคนแบบนั้นคะ” เธอหันไปมองผู้เป็นพ่อ
อัศวินถอนหายใจเบา ๆ “หมายถึงการวางตัวให้เหมาะสมกับสถานะของตัวเอง”
เอลิสกระตุกมุมปากเล็กน้อย
“สถานะนั้นพ่อเป็นคนเลือกให้ เอลิสไม่ได้เลือกเองนี่คะ” เธอพูดช้า ๆ ทว่าชัดเจนทุกถ้อยคำ
“เอลิส ลูกโตพอที่จะรู้แล้วว่าการเข้าสังคมไม่ใช่เรื่องของความพอใจส่วนตัว แต่มันคือหน้าที่” อัศวินหันมองลูกสาวด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“หน้าที่ของใครคะ ของเอลิสหรือของพ่อเอง” เธอถามกลับ
บรรยากาศรอบตัวเงียบลงอย่างเห็นได้ชัด แม้จะยังได้ยินเสียงดนตรีจากด้านใน แต่ระหว่างพ่อลูกกลับมีเพียงความตึงเครียดที่ไม่เคยได้รับการคลี่คลาย
“ลูกเป็นถึงลูกท่านทูต ทุกสายตาจับจ้องมาที่ลูก และทุกการกระทำของลูกมันก็สะท้อนกลับมาที่ตระกูลของเรา”
“สะท้อนดีขนาดไหนคะ ถึงต้องให้แต่งงานกับคนที่สังคมยังซุบซิบนินทากันไม่หยุด” เอลิสหัวเราะเบา ๆ อย่างขมขื่น
“สังคมลืมง่ายกว่าที่ลูกคิด ถ้าภาพจำใหม่มันน่าสนใจมากพอ” เขาตอบ
“แล้วเอลิสล่ะคะ ใครจะจำภาพหนูในฐานะอะไร ลูกสาวท่านทูต หรือเมียฆาตกร” เธอหันมามองผู้เป็นพ่อครั้งแรก ดวงตาคมฉายแววไม่เข้าใจ
อัศวินนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยเสียงต่ำ
“ถ้าลูกวางตัวดี ทุกคนก็จดจำลูกในเรื่องราวดี ๆ “นั่นไม่ใช่คำปลอบใจ ทว่าคล้ายเป็นคำสั่งเสียมากกว่า
“การเข้าสังคมคือการควบคุมอารมณ์ ไม่ใช่ทุกครั้งที่ลูกคิดจะพูด ก็พูดอย่างไม่ระวังตัว”
“แล้วเอลิสต้องอดทนไปถึงเมื่อไหร่คะ” เธอกำมือแน่น
“จนกว่าลูกจะมีจุดยืนที่ไม่มีใครเห็นว่าลูกอ่อนแอ และตอนนี้ลูกก็ยังไม่ได้ยืนอยู่ที่จุดนั้น” อัศวินตอบอย่างไม่ลังเล
คำพูดนั้นทำเอาเอลิสเจ็บลึกไปถึงขั้วหัวใจ ไม่ใช่เพราะว่ามันรุนแรงเกินไป ทว่าเธอรู้ดีว่านั่นคือความจริง
“พ่อหวังว่าลูกจะเข้าใจ นี่เป็นแค่เพิ่งจุดเริ่มต้น ต่อไปลูกจะต้องเจอคนแบบนี้อีกเยอะ ยิ้มให้เป็น อยู่ให้ถูกที่ เรื่องอะไรที่เงียบได้ก็ควรจะเงียบ” เขากล่าวทิ้งท้าย
เอลิสหลับตาลงชั่วครู่ ก่อนจะพยักหน้ารับช้า ๆ
“เข้าใจค่ะ เข้าใจมากขึ้นทุกวันว่าต้องเข้มแข็งขนาดไหน ถึงจะได้ไม่หายไปจากโลกของพ่อ”
อัศวินไม่ตอบ เพียงแค่วางมือหนัก ๆ ลงบนบ่าของลูกสาวราวกับเป็นการย้ำเตือนถึงภาระที่เธอไม่มีวันปฏิเสธได้
เมื่อเขาเดินกลับเข้าไปภายในห้องจัดเลี้ยง เอลิสยังคงยืนอยู่ที่เดิม สายลมพัดผ่านแก้มที่เย็นเฉียบ เธอไม่ได้ร้องไห้ ไม่แม้แต่จะโวยวายหรือโมโห ทว่าหัวใจกลับเยือกแข็งขึ้นมาในช่วงที่เงียบงัน
