บทที่ 8 ความโกรธไม่ช่วยอะไร
บทที่ 7 ความโกรธไม่ช่วยอะไร
หลังจากผ่านงานเลี้ยงนั้นมาหลายวัน ทั้งสองก็แทบจะไม่ได้เจอกันอีกซึ่งก็เป็นเรื่องดีสำหรับเอลิส ที่จะได้ไม่ต้องต่อล้อต่อเถียงกับคนไร้มารยาทแบบนั้น นอกจากจะสบายใจแล้วยังสบายปากไปตั้งหลายวัน
แต่ก็ใช่ว่าจะหนีเรื่องของเขาพ้นเพราะตอนนั้นบนโต๊ะทำงานของเธอถูกปกคลุมด้วยกระดาษหลายแผ่น ทั้งแบบร่างการ์ดงานแต่ง รายชื่อแขกที่จะมาร่วมงาน และแฟ้มข้อมูลที่ฝ่ายของทั้งสองตระกูลส่งมาให้
เอลิสนั่งพิงพนักเก้าอี้ มือเรียวถือดินสอเอาไว้หลวม ๆ สายตาไล่มองรายชื่อแขกที่เต็มไปด้วยตำแหน่งสูงใหญ่
ไม่ว่าจะเป็นรัฐมนตรี นักการเมืองระดับสูง นักธุรกิจต่างประเทศ และแม้กระทั่งนักการทูตอาวุโสที่เธอไม่เคยเห็นหน้าเคยสักครั้ง
รายชื่อเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องน่าตื่นเต้นสำหรับเธอ หากแต่เป็นเครื่องเตือนใจว่าการแต่งงานครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องของคนสองคนเลยแม้แต่น้อย
เสียงเคาะประตูห้องดังขึ้นพอดีกับจังหวะที่เธอกำลังจะวางดินสอลงบนโต๊ะ
“คุณหนูคะ คุณพอร์ชมาขอพบค่ะ”
เธอลอบถอนหายใจออกมายาวเหยียดเมื่อได้ยินเสียงของแม่บ้านพูดจุดประสงค์ แม้นี่จะเป็นคอนโดส่วนตัวของเธอ ทว่าฝ่ายนั้นกลับไปรับอนุญาตจากท่านทูตให้เข้าออกได้อย่างสบายใจ โดยที่ไม่ถามความสมัครใจของเธอเลยสักนิด
และแน่นอนว่าเธอเลือกอะไรไม่ได้
“เข้ามาได้เลยค่ะ”
บานประตูเปิดออก เผยให้เห็นร่างสูงของพอร์ชในชุดสูทสีเทาเข้ม เรียบหรูตามแบบฉบับของเขา ใบหน้าเรียงนิ่งทว่าแฝงด้วยความคมคายที่เธอคุ้นเคย
“ตั้งใจทำเหมือนอยากแต่งกับผมจริง ๆ เลยนะครับคุณหนู” เขาพูดพลางเหลือบมองกองเอกสาร
เริ่มต้นมาปากก็หาเรื่อง จะไม่ให้เธออารมณ์เสียได้อย่างไรกัน
“อย่างน้อยก็ดีกว่าคนที่ไม่ทำอะไรเลย หาคอยหาเรื่องกวนประสาทคนอื่นไปวัน ๆ “ เธอตอบเสียงเรียบ ไม่แม้แต่จะเงยหน้ามองเขาสักนิด
พอร์ชเดินเข้ามาใกล้ก่อนจะหยุดยืนตรงข้ามโต๊ะทำงาน มือหนาหยิบแบบร่างการ์ดงานแต่งขึ้นมาพิจารณาครู่หนึ่ง
“แบบนี้ก็ดูดีนะครับ แต่ว่าถ้าคุณหนูจะทำเชิญท่านรัฐมนตรีผมว่าลดลูกเล่นลงอีกนิดจะดีกว่า”
เอลิสชะงักเล็กน้อย ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองเขาเป็นครั้งแรก
“สนใจด้วยหรือไงคะ” น้ำเสียงของเธอเจือความแปลกใจเล็กน้อย
“นี่ก็งานของผมเหมือนกัน อีกอย่างก็เพื่อภาพลักษณ์ที่ดีของเราสองคนไงครับคุณหนู” เขาตอบ
“ถ้าอย่างนั้นก็จัดการเอาเลยค่ะ ว่าอยากได้แบบไหน” เธอเลื่อนแบบร่างทั้งหมดไปให้เขา
พอร์ชลงนั่งฝั่งตรงข้าม ระยะห่างระหว่างทั้งสองใกล้กันที่เคย ดวงตาคมกวาดมองรายละเอียดอย่างตั้งใจ
“คุณทำเองหมดเลยเหรอ” เขาเอ่ยขึ้น
“ฉันไม่อยากทำให้มันดูเป็นงานเชิงธุรกิจมากเกินไป ถึงแม้จะเป็นแค่งานแต่งที่ทำตามข้อตกลง แต่ยังไงมันก็เป็นงานแต่ง” เธอตอบอย่างจริงจัง
“คุณนี่ก็แปลกดีนะครับ ปากบอกไม่อยากแต่งแต่กลับลงทุนทำเองเกือบทั้งหมด น่าแปลกใจ
จริง ๆ “เขายิ้มเยาะเบา ๆ
“ก็เพราะฉันไม่อยากให้คนนอกมองว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นมันเป็นเพราะผลประโยชน์ของใครบางคน”
เขานิ่งไปชั่วครู่ก่อนจะพยักหน้าเบา ๆ
“ผมเห็นด้วยนะ” คำพูดนั้นทำให้เอลิสชะงักไปเล็กน้อย เธอไม่คิดว่าจะได้ยินคำนี้จากปากของเขาง่าย ๆ
“ถ้างั้นผมแก้ให้เป็นแบบนี้แล้วกัน ใช้ฟอนต์สุภาพกับปรับสีให้ดูอ่อนลงนิดหน่อย”
“ได้ค่ะ” เธอพยักหน้ารับ
หลังจากจัดการเรื่องการ์ดงานแต่งเสร็จ ทั้งสองก็ต้องเดินทางออกไปยังทำเนียบแห่งหนึ่ง เพื่อเชิญท่านรัฐมนตรีคนสำคัญด้วยตัวเองตามธรรมเนียม รถยนต์คันสีดำหรูแล่นไปตามถนนอย่างเงียบงัน บรรยากาศภายในรถตึงเครียดเล็กน้อย แม้จะไม่มีคำพูดใด ๆ ก็ตาม
“จริง ๆ คุณไม่จำเป็นต้องมาก็ได้นะคะ ปกติเรื่องพวกนี้ฝ่ายผู้ใหญ่เขาจัดการกันเอง” เอลิสเอ่ยขึ้นมาเบา ๆ
“ผมก็แค่อยากให้ท่านได้เห็นหน้าผม ในฐานะเจ้าบ่าวของคุณ”
“เพื่ออะไร” เธอหันไปมองเขา
“เธอให้ทุกคนมั่นใจว่าสิ่งที่เราสองคนกำลังทำอยู่ มันคือเรื่องจริง” เขาตอบย่างตรงไปตรงมา
“คุณนี่ก็มองทุกอย่างเป็นเกมหมดเลยนะคะ” เธอถอนหายใจออกมาเบา ๆ
“ก็เพราะเราอยู่ในเกมเดียวกันไงครับคุณหนู” เขาหันมายิ้มบาง ๆ
การเข้าพบท่านรัฐมนตรีเป็นไปอย่างราบรื่น เอลิสใช้ท่าทีสุภาพนอบน้อม ตามแบบที่เธอถูกผู้เป็นพ่อสั่งสอนมาตลอด ขณะที่พอร์ชวางตัวสุขุม และรู้จักจังหวะพูดอย่างน่าประหลาดใจ
“ไม่น่าเชื่อเลยนะคะ ว่าคุณจะวางตัวกับเรื่องนี้ได้ดีกว่าที่ฉันคิด” เมื่อออกมาจากธรรมเนียบ เธอก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยขึ้นมา
“ผมโตมากับการเจรจามากกว่าการโต้เถียงไร้สาระ เราสองคนก็คงไม่ต่างกันมาเท่าไหร่”
“ก็คงงั้นมั้งคะ”
ทั้งสองตกลงที่จะไปทานอาหารเย็นด้วยกันที่ร้านหรูติดริมแม่น้ำ และแน่นอนว่าคำเชิญนั้นมาจากพอร์ช ที่เขาไม่ได้หวังคำตอบของเธอตั้งแต่แรก ทว่าน่าแปลกใจที่เธอตอบรับอย่างไม่ลังเล ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเธอกำลังคิดอะไรอยู่ถึงได้กล้ามากับคนที่ตัวเองพร่ำบอกว่าไม่ไว้ใจเขานักหนา
โต๊ะอาหารถูกจัดไว้อย่างเป็นส่วนตัว แสงไฟสลัวช่วยลดความแข็งกระด้างของบรรยากาศลงเล็กน้อย
“คิดยังไงถึงเลือกที่นี่” เธอเลิกคิ้ว
“ก็แค่ไม่อยากให้คุณหนูบอกว่าผมไม่มีรสนิยม” เขาตอบย่างยียวนกวนประสาท
“ฉันก็ยังไม่ได้ว่าอะไรเลยนะคะ” เธอกัดฟันตอบเขาเล็กน้อย พยายามข่มอารมณ์เอาไว้ไม่ให้พูดจาไม่ดีใส่เขาในที่สาธารณะ
พอร์ชไหวไหล่เล็กน้อย
ระหว่างที่กำลังรออาหารมาเสิร์ฟ ทั้งสองถกเถียงกันเล็กน้อยเรื่องรายชื่อแขกร่วมงาน และความจำเป็นของพิธีการบางอย่าง
“จริง ๆ ไม่ต้องเชิญทุกคนที่คุณอารู้จักก็ได้นะครับ” พอร์ชเอ่ย
“คุณก็รู้ว่าคนพวกนั้นสำคัญเรื่องการเมืองมากแค่ไหน การที่พ่อฉันเชิญมาก็เพราะเรื่องพวกนั้น” เธอรีบตอบทันที
“ก็คงไม่ต่างจากคนที่ฝั่งพ่อผมเชิญมา ล้วนแล้วแต่มีอำนาจไม่น้อย”
“เราก็เหมือนกันทุกอย่าง แค่ยืนคนละฝั่งเท่านั้นเอง” เธอหัวเราะเบา ๆ
หลังจากที่มื้ออาหารจบลงทั้งสองก็เดินออกมาจากร้านพร้อมกัน เงาสะท้อนของทั้งคู่บนผิวน้ำดูคล้ายเป็นภาพคู่รักที่สมบูรณ์แบบ ทว่าก็มีเพียงแค่พวกเขาเท่านั้นที่รู้ดีว่ามันคือความใกล้ชิดที่เกิดจากข้อตกลงของคนสองฝ่ายเท่านั้น
ไม่ใช่ความรักที่แท้จริง… และยิ่งใกล้ชิดกันมากไปเท่าไหร่ ก็ยิ่งอยากจะรีบถอยออกมาให้เร็วที่สุด
เรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ผ่านไปอย่างเงียบงันกว่าที่คิด แม้จะมีบทสนทนาแทรกเข้ามาเป็นระยะแต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่ชวนให้ผ่อนคลาย เป็นเพียงแค่การแลกเปลี่ยนความเห็นในกรอบของหน้าที่และภาพลักษณ์ที่ต้องทำร่วมกัน
รถยนต์คันแล่นออกจากร้านอาหารหรูช้า ๆ ไฟถนนทอดยาวสะท้อนบนกระจกหน้ารถเป็นเส้นแสงสีทอง พื้นที่ภายในรถกลับมาเงียบสงบอย่างน่าประหลาด
เอลิสมองออกไปนอกหน้าต่าง พยายามจะไม่คิดถึงเรื่องงานแต่งที่กำลังจะเกิดขึ้น และคำว่าเจ้าสาวที่ถูกคนรอบข้างพูดถึงอยู่ตลอด
“วันนี้เป็นไงบ้างครับ” เสียงของพอร์ชทำลายความเงียบ แม้เขาไม่ได้หันมามองหน้าเธอและสายตายังคงจับจ้องอยู่ที่ถนนด้านหน้า
“สนใจเรื่องแบบนี้ด้วยเหรอคะ” เธอถามกลับ น้ำเสียงปกติไม่ได้ประชดประชัน แต่เต็มไปด้วยความสงสัย
“นี่คุณ ผมก็เป็นคนเหมือนกันนะ แค่ไม่ค่อยแสดงออกแค่นั้นเอง” เขาตอบเรียบ ๆ
“ก็พอจะดูออก” เอลิสแค่นหัวเราะ
“คุณหนูไม่เหมือนผู้หญิงที่ผมเคยเจอมาเลยนะครับ” พอร์ชยกยิ้มมุมปากเล็กน้อย คล้ายจะยิ้มแต่ก็ไม่ใช่รอยยิ้มที่เต็มรูปแบบมากนัก
“เหรอ ถ้านี่เป็นคำชมฉันขอไม่รับนะ” เธอรีบตัดบท
“ผมไม่ได้ชมหรอกครับ ก็แค่พูดความจริง”
“แล้วฉันเป็นผู้หญิงยังไงล่ะคะ” เอลิสหันมามองเขา
พอร์ชเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะถอนหายใจออกมาเบา ๆ
“ก็เป็นคนที่ถึงแม้จะถูกบังคับในยืนอยู่ที่ตัวเองไม่ควรอยู่ แต่ก็ยังไม่ยอมอ่อนข้อให้ใครง่าย ๆ แม้กระทั่งพ่อของตัวเอง”
คำพูดนั้นทำให้หัวใจของเอลิสกระตุกวูบ เธอไม่คิดว่าผู้ชายอย่างเขาจะมองเธอได้ลึกถึงข้างในความรู้สึกของเธอ
“คุณเองก็ถูกจับวางไว้ในตำแหน่งที่ตัวเองไม่ได้อยากเป็นนี่คะ”
“ต่างกันนิดหน่อย” พอร์ชหัวเราะในลำคอ
“ยังไงคะ”
“ก็ต่างกันที่สุดท้ายผมก็เลือกที่จะอยู่ตรงนั้นด้วยตัวเอง อย่างที่ไม่ต้องมีใครมาบังคับอีก” เขาตอบ
รถชะลอความเร็วลงเมื่อใกล้ถึงหน้าคอนโดของหญิงสาว เอลิสเงียบไปก่อนจะเอ่ยถามสิ่งที่ค้างคาในใจมาตลอดทั้งวัน
“คุณไม่โกรธเหรอคะ”
“โกรธเรื่องอะไร” เขาเลิกคิ้วถาม
“เรื่องที่ต้องแต่งงานเพราะผลประโยชน์ของคนอื่น ทั้งที่คุณเองก็มีคนรักอยู่แล้ว” เธอถามออกไปตามตรง
คำถามนั้นทำให้พอร์ชชะงักไปเล็กน้อย มือที่จับพวงมาลัยแน่นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทว่าสีหน้ากลับนิ่งสนิท
“การโกรธมันไม่ได้ช่วยอะไรหรอกครับ” เขาเอ่ยเสียงต่ำ
เขาหันมามองหน้าเธอก่อนจะเอ่ยต่อ
“ตอนที่ผมเข้าไปอยู่ในนั้น ผมได้เรียนรู้สิ่งหนึ่ง”
“อะไรนะคะ” เธอขมวดคิ้ว
พอร์ชไม่ตอบในทันที รถจอดนิ่งสนิทลงหน้าคอนโดสูงเฉียดฟ้า เขาดับเครื่องก่อนจะหันมามองเธอ
“คุกไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวหรอกครับ แต่สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือการที่ไม่มีใครรู้ความจริง” เขาพูดเสียงเรียบ ทว่าหนักแน่น
เอลิสนั่งเงียบ หัวใจเต้นแรงขึ้นโดยไม่รู้ตัว
“ทุกคนตัดสินผมจากสิ่งที่รู้มาจากคนอื่น ไม่มีใครถามเลยว่าผมได้ทำจริง ๆ หรือเปล่า”
“นี่คุณกำลังจะบอกว่า…” เธอเอ่ยเสียงแผ่ว
“ผมยังไม่บอกอะไรคุณทั้งนั้นแหละครับ ผมแค่อยากให้คุณรู้เอาไว้ว่าโลกที่คุณกำลังจะก้าวเข้ามา มันไม่ได้มืดมนขนาดนั้น”
เธอไม่ตอบ ทว่ายังจับจ้องไปที่เขา
“ผมโกรธที่ถูกเข้าใจผิดซ้ำ ๆ แต่สุดท้ายแล้วก็ทำให้รู้ว่าความโกรธไม่ได้ช่วยอะไร เรื่องที่เกิดขึ้นระหว่างคุณกับผมเลยเป็นแค่เรื่องเล็ก ๆ ไม่มีผลมากพอที่จะโกรธหรือเกลียดใคร”
เขาปลดล็อกประตูรถให้เธอ ก่อนจะหันกลับมามองอีกครั้ง
“ถ้าคุณคิดว่าเป็นฆาตกรจริง ๆ คุณอาจจะต้องรอดูตอนจบก่อนที่จะตัดสินจากคำพูดคนอื่น”
เอลิสลงจากรถโดยที่ไม่พูดอะไร แต่ในหัวกลับเต็มไปด้วยคำถามที่ไม่อาจหาคำตอบได้ เขาไม่ใช่คนปากร้าย ไม่ใช่ฆาตกรที่สังคมตีตรา เขากำลังจะบอกอย่างนั้นเหรอ…
เอลิสกลับเข้าห้องของตัวเอง ทิ้งตัวลงบนเตียงด้วยความเหนื่อยล้า มือเรียวยังคงกำโทรศัพท์แน่นก่อนจะเปิดดูรายชื่อแขกที่จะมาร่วมงานอีกครั้ง
ชื่อของเขาปรากฏอยู่ข้างชื่อของเธอ ในฐานะเจ้าบ่าวที่ใคร ๆ ต่างก็เฝ้ารอคอย
“ถ้ามันเกมฉันก็จะเล่นมันให้ดีที่สุด” เธอพึมพำกับตัวเอง
เธอเพิ่งจะรู้ว่าเขาไม่ใช่ศัตรูในเกมนี้ และบางทีเขาอาจจะเป็นคนเดียวที่เข้าใจว่า การถูกบังคับให้แต่งงานมันเจ็บปวดแค่ไหน…
