บทที่ 9 บุคคลอันตราย
บทที่ 8 บุคคลอันตราย
เสียงการแจ้งเตือนจากโทรศัพท์ดังขึ้นในความเงียบของห้องนอน เอลิสที่เพิ่งทิ้งตัวลงบนเตียงชะงักมือเล็กน้อยก่อนจะถอนหายใจออกมาเบา ๆ แล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโดยไม่ต้องดูชื่อผู้ส่งก็รู้ดีว่าเป็นใคร
อัศวิน : พรุ่งนี้ตอนเที่ยงลูกเตรียมอาหารกลางวันไปให้พอร์ชที่บริษัทด้วย
อัศวิน : ถือเป็นการเปิดตัวเจ้าสาวให้คนในบริษัทรู้ด้วย จะได้เป็นภาพลักษณ์ที่ดีของตระกูลเราทั้งสอง
ปลายนิ้วของเอลิสค้างอยู่เหนือหน้าจอ หัวใจเหมือนถูกบีบแน่นอย่างไม่ทันตั้งตัว ให้เธอไปเปิดตัวต่อหน้าคนตั้งบริษัทด้วยการทำเหมือนแม่บ้านที่ดีคอยดูแลว่าที่สามีอย่างนั้นเหรอ…
เธอหลับตาลงแน่น ภาพของพอร์ชในชุดสูท สีหน้าเรียบนิ่ง และสายตาที่อ่านไม่ออกผุดขึ้นมาในหัว
“นี่มันเกินไปแล้วนะ…” เธอพึมพำกับตัวเอง นิ้วเรียวพิมพ์ข้อความตอบกลับไปอย่างช้า ๆ ทว่าชัดเจน
เอลิส : พ่อคะ มันต้องทำขนาดนี้เลยเหรอคะ
อัศวิน : จำเป็น และลูกก็ควรรู้ไว้ว่ามีคนคอยจับตามองความสัมพันธ์ครั้งนี้อยู่ ยิ่งมันน่าสนใจมากเท่าไหร่ คนก็ยิ่งลืมเรื่องเก่า ๆ ได้เร็วขึ้น
เรื่องเก่า ๆ คำสองนี้ทำให้เอลิสเผลอกำโทรศัพท์แน่น คดีของพอร์ชเป็นข่าวฉาวที่ยังไม่เลือนหายไปจากสังคม และทั้งหมดกำลังจะถูกกลบด้วยภาพของผู้หญิงคนหนึ่ง และนั่นก็คือเธอ…
อัศวิน : มันไม่ใช่แค่การประกาศตัวให้คนอื่นได้รู้ว่าลูกคือใคร แต่มันคือการบ่งบอกว่าลูกเลือกเขาแล้วจริง ๆ
ข้อความสุดท้ายทำให้เธอหัวเราะออกมาอย่างขมขื่น เธอไม่ได้เป็นคนเลือกเขา ไม่เคยเลือกอะไรด้วยตัวเองเลยสักอย่าง
เอลิสวางโทรศัพท์ลงบนเตียง ลุกขึ้นไปยืนอยู่ตรงหน้ากระจกอีกครั้ง ภาพสะท้อนในนั้นยังคงเป็นเธอคนเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ทว่าความรู้สึกภายในใจเป็นสิ่งเดียวที่กระจกบานนี้ส่องเข้าไปสะท้อนอะไรไม่ได้
มีเพียงแค่เธอคนเดียวที่ได้รับรู้ถึงความรู้สึกนั้น
“ถ้าพ่ออยากให้ทุกคนสนใจมากนัก ฉันก็จะทำให้มันน่าสนใจซะจนลืมไม่ลง” หญิงสาวพูดกับเงาสะท้อนของตัวเอง ด้วยน้ำเสียงสั่นเครือเบา ๆ
ต่อหน้าผู้คนที่เต็มไปด้วยอำนาจและสายตาที่พร้อมประเมินค่า เธอจะทำให้รู้เองว่าการก้าวเข้าไปในโลกของเขาครั้งนี้ จะเปลี่ยนดุลทุกอย่างไปได้มากขนาดไหน
ในรุ่งเช้าวันต่อมา เอลิสยืนอยู่ในครัวของคอนโดที่แสนอบอุ่นของเธอด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง ชุดเดรสสีอ่อนเรียบหรูถูกเลือกอย่างไม่ตั้งใจ ไม่ฉูดฉาด ไม่อ่อนหวานเกินไป แต่ก็ไม่ได้แข็งกระด้างจนดูห่างเหิน เธอไม่ได้แต่งตัวให้เหมือนแม่บ้านที่ถูกแต่งงานเข้ามาเป็นภรรยา แต่ที่เธอเลือกอย่างนั้นก็เพราะว่าเธอก็เป็นแค่เพียงผู้หญิงที่ใครหลายคนกำลังจับตามอง
บนเคาน์เตอร์ครัว มีกล่องอาหารที่ถูกวางไว้อย่างประณีต กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของอาหารฝีมือเธอลอยคลุ้ง เอลิสไม่ได้ชอบการทำอาหารมากเป็นพิเศษ แต่เธอรู้ดีว่าที่ทำไปทั้งหมดก็เพื่อกำลังตบตาคนอื่นก็เท่านั้น
เพื่อคำว่าเหมาะสมที่พ่อของเธออยากได้ยินมากกว่าคำบอกรักของลูกสาว…
“คุณหนูแน่ใจนะคะว่าจะไม่ให้คนขับรถไปด้วย” แม่บ้านเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง
“ไม่เป็นไรค่ะ เอลิสไปเองได้” เธอตอบเรียบ ๆ
เธอไม่ต้องการเป็นที่สนใจให้มากไปกว่าเดิม เพราะยิ่งมีคนมีสนใจเยอะมากเท่าไหร่ก็ยิ่งตอกย้ำ ว่าเรื่องของเธอกับเขานั่นไม่ใช่เรื่องธรรมดา ทั้งที่เธอเองก็รู้อยู่แก่ใจว่าทั้งหมดก็ไม่ใช่เรื่องธรรมดามาตั้งแต่เริ่ม
บริษัทของพอร์ชตั้งอยู่กลางย่านธุรกิจใจกลางเมือง อาคารสูงกระจกสะท้อนแสงแดดจ้า ดูหรูหราทันสมัย และเต็มไปด้วยอำนาจที่มองไม่เห็น เอลิสก้าวลงจากรถด้วยท่าทีสง่างาม กล่องอาหารในมือทำให้เธอรู้สึกประหลาด ราวกับกำลังเล่นบทบาทของใครบางอยู่ ที่ไม่ใช่ตัวเอง
ทันทีที่เธอย่างกายเข้าไปในโถงของอาคาร สายตาหลายคู่ก็จับจ้องมาโดยอัตโนมัติ
“ขอโทษนะคะ ฉันมาขอพบคุณพอร์ชค่ะ” เธอเอ่ยกับพนักงานต้อนรับ
ชื่อของเขาทำให้หญิงสาวตรงหน้าเงยหน้าขึ้นมามองทันที ก่อนจะยิ้มสุภาพแต่แฝงไปด้วยความประหลาดใจ
“นัดไว้หรือเปล่าคะ”
“ไม่ค่ะ แค่เอาของมาให้เขาเฉย ๆ “ เธอตอบความจริง
คำตอบนั้นทำให้พนักงานสาวชะงักเล็กน้อย ก่อนจะโทรศัพท์ขึ้นไปสอบถามตามขั้นตอน เอลิสยืนรออย่างเรียบนิ่ง ทว่าภายในกลับตื่นเต้นราวกับว่าตัวเองนั้นยืนอยู่บนเวทีที่มีผู้คนต่างจับจ้อง
ไม่กี่นาทีต่อมา เสียงรองเท้าหนังก็ดังเข้ามาใกล้ ร่างสูงในสูทสีกรมท่าก้าวเข้ามาหยุดอยู่ไม่ไกลนัก
“เอลิส” เสียงทุ้มเรียกชื่อเธออย่างน่าแปลกใจ
หญิงสาวหันไปมองก่อนจะเลิกคิ้วเล็กน้อยเมื่อเห็นเจ้าของเสียง ชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่ง หน้าตาดี บุคลิกดูภูมิฐานแบบนักการเมืองรุ่นใหม่
ธีร์ ลูกชายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสำคัญคนหนึ่ง เธอเคยพบเจอกับเขาหลายครั้งที่งานสังคม ทว่าก็รู้จักกันเพียงผิวเผินไม่ได้รู้จักกันเป็นการส่วนตัวเสียเท่าไหร่
“คุณธีร์ บังเอิญจังเลยนะคะ” เธอทักทายเขา
“ผมต่างหากที่ต้องพูดคำนั้น” เขายิ้มกว้าง ไล่สายตามองตั้งแต่ใบหน้าจนถึงกล่องอาหารในมือของเธอ “มาทำอะไรที่นี่เหรอคะ หรือว่ามาประชุมกับใคร”
“เปล่าค่ะ เอลิสมาส่งของเฉย ๆ “ เธอตอบสั้น ๆ
“ให้ใครเหรอครับ” ธีร์เลิกคิ้ว
เอลิสยังไม่ทันได้ตอบ เสียงของใครบางคนก็ดังขึ้นด้านหลัง
“ผมเอง” น้ำเสียงนั้นเรียบนิ่ง และคุ้นเคยเกินกว่าที่เธอจะไม่หันไปมอง
พอร์ชยืนอยู่ไม่ไกล ในใบหน้าที่เรียบเฉยทว่าสายตาคมกลับจ้องไปที่มือของธีร์ ที่เผลอเอื้อมเข้ามาใกล้กล่องอาหารของเอลิสโดยไม่รู้ตัว
บรรยากาศรอบตัวราวกับหยุดนิ่งไปชั่งขณะ
“อ้าว คุณพอร์ชนึกว่าใครซะอีก” ธีร์หันไปมองพอร์ช ก่อนจะยิ้มบาง ๆ อย่างคนที่รู้จักกันดี
“ครับ คุณธีร์” พอร์ชพยักหน้าเล็กน้อย สายตาของเขาเลื่อนกลับมาที่เอลิส ก่อนจะยื่นมือออกมาราวกับรู้ว่าเธอตั้งใจทำสิ่งนั้นมาให้เขา
“ขอบคุณครับคุณหนู”
เอลิสชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะส่งกล่องอาหารให้กับเขาโดยไม่พูดอะไร ธีร์มองการกระทำนั้นด้วยความสนใจก่อนจะหัวเราะออกมาเบา ๆ
“ไม่รู้มาก่อนเลยนะครับว่าคุณเอลิสกับคุณพอร์ชจะสนิทกันขนาดนี้” ธีร์เน้นประโยคหลังมากเป็นพิเศษ
“ขอบคุณคุณหนูมากนะครับ ที่อุตส่าห์ทำอาหารมาให้ด้วยตัวเอง” พอร์ชยกยิ้ม
“อุตส่าห์เหรอครับ? ผมนึกว่าจะมีอะไรพิเศษไปมากกว่านั้นซะอีก” ธีร์เลิกคิ้ว
เอลิสกำลังจะเอ่ยปากตอบกลับ ทว่าพอร์ชกลับพูดแทรกขึ้นมาเสียก่อน
“สำหรับผมก็พิเศษหมดนั่นแหละครับ ถ้าคุณหนูเอลิสทำมาให้ขนาดนี้” เขาว่าเสียงเรียบ ทว่าชัดเจนและทำให้ธีร์เข้าใจความหมายมากพอ
สายตาที่เขามองเธอในตอนนั้น ทำให้เอลิสหัวใจเต้นแรงอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว
ธีร์นิ่งไปเล็กน้อย ก่อนจะหัวเราะกลบเกลื่อน “ดีเลยครับ ถ้าอย่างนั้นผมขอตัวก่อน ไม่อยากขัดเวลาส่วนตัวน่ะครับ”
“แต่ถ้ามีโอกาสได้เจอกันอีก ผมขอเลี้ยงข้าวเอลิสนะครับ ถือว่าเป็นการได้เจอเพื่อนเก่าอีกครั้ง” เขาหันไปทางเอลิส เป็นคำพูดที่จงใจปั่นประสาท ซึ่งนั่นพอร์ชก็รู้ดี
“ช่วงนี้คุณหนูคงไม่ว่างหรอกครับ เธอต้องเตรียมตัวเป็นเจ้าสาวของผมแล้ว”
คำพูดนั้นทำให้คนรอบข้างเริ่มหันมาสนใจและจับตามองมายังพวกเขา
“งั้นผมก็ต้องขอแสดงความยินดีล่วงหน้านะครับ” ธีร์มองพอร์ชนิ่ง ๆ ก่อนจะยิ้มบางอย่างไม่เต็มใจ
เขายิ้มให้เอลิสอีกครั้งก่อนจะเดินจากไป ทิ้งบรรยากาศตึงเครียดเอาไว้ด้านหลัง
“นี่คุณทำอะไรของคุณ” เมื่อเหลือกันสองคนเอลิสรีบหันมามองที่พอร์ชทันที
“ผมกำลังช่วยคุณจากคนแบบนั้นอยู่ ดูก็รู้ว่าไม่น่าไว้ใจ”
“แล้วไม่คิดว่าการที่คุณพูดไปอย่างนั้น จะยิ่งเป็นการทำให้คนอื่นเข้าใจผิดมากไปกว่าเดิมหรือไง” เธอกดเสียงต่ำ
พอร์ชหลุมตามองเธอเล็กน้อย ดวงตาคมฉายแววบางอย่างที่เธออ่านไม่ออก
“เข้าใจผิดอะไรกันครับ ผมพูดเรื่องจริงอีกอย่างคุณอาก็ต้องการให้มันเป็นแบบนั้นอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ”
เอลิสเถียงไม่ออกเพราะนั่นก็คือเรื่องจริง การที่เธอมายืนอยู่ตรงนี้ก็เพราะความต้องการของผู้เป็นพ่อ ที่อยากประกาศให้คนอื่นรู้หนักหนาว่าทั้งสองตระกูลใหญ่จะมีการปรองดองกันในเร็ว ๆ นี้
และเขาก็คงภูมิใจเพราะตอนนี้ว่าที่ลูกเขยก็ได้สนองความต้องการให้ โดยที่เธอแทบจะไม่ต้องทำอะไร
“อีกอย่างนะครับ ผมไม่ชอบให้ใครมายุ่งกับคนของผม”
“ฉันไม่ใช่คนของคุณสักหน่อย เข้าใจอะไรผิดหรือเปล่า” เธอกัดฟันกรอด
“อีกไม่นานก็ได้เป็นแล้วนี่ครับ จะเขินอะไร” พอร์ชหัวเราะในลำคอราวกับคนเจ้าเล่ห์
เขาหันหลังเดินนำเธอเข้าไปด้านในโดยที่ไม่รอคำตอบ ทิ้งให้เอลิสยืนอยู่ตรงนั้น หัวใจของเธอเต้นแรงกับคำพูดบ้า ๆ ที่ทำให้เธอสับสนมากไปกว่าเดิม
การนำอาหารมาส่งให้เขาในวันนี้ คงไม่ได้เป็นเพียงการสร้างภาพลักษณ์ แต่มันกำลังกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการประกาศอาณาเขตอย่างชัดเจน
และตอนนี้เธอก็เริ่มรู้แล้วว่าเขาเป็นผู้ชายที่อันตรายกับหัวใจและความรู้สึกของเธอมากกว่าที่คิด
