บทที่ 2 ไม่ถึงตาย
“รีบผ่า! จะรออะไรอีก!”
“ใจเย็น ๆ สิคะ! ฉันขอเวลาอย่างน้อยห้านาที เพื่อให้ยาชาออกฤทธิ์ก่อน ไม่อย่างนั้นคุณจะเจ็บมาก!”
“ผมไม่มีเวลามากขนาดนั้น!!!” เขาตอบกลับอย่างไม่ลดละ
เจณิสารีบเปิดตู้เครื่องมืออย่างรวดเร็ว เสียงกระทบกันของโลหะที่บรรจุในชุดผ่าตัดเล็ก ๆ ดังขึ้นเป็นจังหวะเร่งเร้า มือของเธอที่เคยสั่นเริ่มกลับมานิ่งสนิทเมื่อสัมผัสกับเครื่องมือที่คุ้นเคย
เธอไม่ได้สนใจชุดผ่าตัดทั่วไป แต่พุ่งตรงไปยังชุดสำหรับงานศัลยกรรมตกแต่งใบหน้าของเธอโดยเฉพาะ คุณหมอสาวดึงด้ามมีดผ่าตัดออกมาอย่างรวดเร็ว ขนาดที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการกรีดที่แม่นยำและควบคุมได้
คีมจับเส้นเลือดนับสิบอัน ถูกวางเรียงกันเพื่อเตรียมหนีบเส้นเลือดที่ฉีกขาดและห้ามเลือดอย่างเร่งด่วน คู่กับปากคีบที่ใช้จับเนื้อเยื่อที่บอบบาง
เครื่องมือสุดท้ายที่เจณิสาหยิบออกมาเป็นกรรไกรปลายโค้งขนาดเล็กสำหรับแยกเนื้อเยื่อรอบ ๆ วัตถุแปลกปลอมออกจากกันอย่างประณีต
ชุดเครื่องมือที่ดูละเอียดอ่อนสำหรับการเสริมจมูกและงานศัลยกรรมความงาม ถูกจัดเตรียมอย่างเร่งรีบเพื่อรับมือกับบาดแผลกระสุนปืนขนาดใหญ่
“เสร็จหรือยัง!!!”
“รอให้ยาชาออกฤทธิ์สักครู่ค่ะ” เจณิสารีบบอกเสียงสั่นและพยายามใจเย็นที่สุด ก่อนจะขยับเข้าใกล้ร่างที่บาดเจ็บของเขา เธอมุ่งมั่นที่จะใช้ทุกทักษะและความรู้ที่มีเพื่อต่อสู้กับนาทีแห่งความเป็นความตาย
“ไม่ต้อง!” เขาปฏิเสธอย่างสิ้นเชิง
“เอาผ้าขนหนูตรงนั้นมาให้ผม” เขาชี้ปลายกระบอกปืนไปยังผ้าขนหนูผืนเล็ก ๆ สีขาว
เจณิสาหยิบผ้าขนหนูที่ใช้สำหรับเช็ดเครื่องมือยื่นให้เขาด้วยมือที่สั่นเทา ชายหนุ่มรับมันไป แล้วยัดเข้าปากกัดไว้จนแน่น...พร้อมรับมือกับความเจ็บปวดที่กำลังจะมาถึง
“คุณต้องเป็นคนบ้าไปแล้วแน่ ๆ!” เจณิสาพึมพำกับตัวเอง เธอไม่อาจยอมเสียเวลามากกว่านี้แล้ว จึงรีบเทน้ำยาฆ่าเชื้อสีเหลืองลงบนบาดแผลทันที เป็นสัญญาณเริ่มต้นของการรักษาที่ทารุณที่สุดเท่าที่เธอเคยทำมา!
“ตำแหน่งกระสุนน่าจะอยู่ไม่ลึกมาก แต่ที่นี่ไม่มีเครื่องเอ็กซ์เรย์มานำทาง...” เธอบอกเขา
“ยังไงก็ได้ รีบๆ ทำเถอะ” เมื่อทุกอย่างพร้อม เจณิสาก็ยกด้ามมีดผ่าตัดขึ้นมา มือที่ถือมีดนิ่งราวกับปฏิมากร เธอเล็งไปที่รอยกรีดเดิมที่หัวกระสุนทิ้งไว้ แล้วตัดสินใจกรีดขยายบาดแผลอย่างรวดเร็วและแม่นยำ เพื่อเปิดทางให้กว้างพอสำหรับการมองเห็นและการเข้าถึง
อ๊ากกกก!!!!
ทันทีที่บาดแผลเปิดออกเสียงคำรามของเขาก็ดังลอดผ่านผ้าขนหนูที่กัดเอาไว้แน่น เลือดสีแดงเข้มซึมทะลักออกมาทันที
คุณหมอสาวรีบใช้คีมจับเส้นเลือดปลายเล็ก ๆ หนีบเส้นเลือดขนาดเล็กที่ฉีกขาดอย่างรวดเร็วหลายจุด เสียงของคีมที่ล็อคเข้าที่ดังถี่ ๆ เป็นจังหวะของการทำงานแข่งกับเวลา
เขามีสีหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด ถึงแม้ว่าเธอจะฉีดยาชาเฉพาะที่ไปแล้วก่อนหน้านี้ แต่นี่ไม่ใช่การผ่าตัดที่ปราณีตอย่างการเสริมจมูก แต่เป็นการขุดคุ้ยในเนื้อเยื่อที่บอบช้ำ
เจณิสาใช้คีบยึดจับเนื้อเยื่อที่บอบบางเพื่อถ่างแผลออกเล็กน้อย และใช้กรรไกรอีกอันเพื่อตัดแยกเนื้อเยื่อที่ตายแล้วและที่ช้ำอย่างระมัดระวัง เพื่อเปิดช่องว่าง เธอพยายามหลีกเลี่ยงการทำลายเนื้อเยื่อดีโดยรอบ
“เสร็จหรือยังหมอ!!!!” เขาถามเสียงอู้อี้ด้วยความเจ็บปวด ขณะที่ปากยังคาบผ้าขนหนูเอาไว้
“ใจเย็น ๆ ฉันกำลังหาหัวกระสุนอยู่” เหงื่อเริ่มไหลซึมลงมาตามขมับของเจณิสา เธอเงยหน้าขึ้นหายใจลึก ๆ จากนั้นกดปลายปากคีบลงไปตามวิถีกระสุนอย่างช้า ๆ ความรู้สึกแข็งและสากใต้ปลายเครื่องมือส่งสัญญาณเตือน
“เจอแล้ว... มันฝังอยู่ในมัดกล้ามเนื้อของคุณ” เจณิสาทิ้งเครื่องมือทั้งหมดลง แล้วคว้าคีมจับเส้นเลือดที่แข็งแรงที่สุดออกมา ก่อนจะสอดปลายคีมลงไปตามบาดแผลอย่างใจเย็น จากนั้นก็สัมผัสได้ถึงวัตถุโลหะที่แข็งทื่อ เจณิสาไม่รอช้ารีบออกแรงบีบแล้วดึงมันออกมา
“ออกแล้ว ๆ ...” เขาดึงผ้าขนออกจากปาก แล้วพ่นลมหายใจออกมาอย่างโล่งใจ
หัวกระสุนสีเทาดำขนาดเล็กเปื้อนเลือดถูกวางลงบนถาดโลหะ เจณิสามองมันครู่หนึ่ง จากนั้นเธอก็หันกลับไปสนใจบาดแผลที่ยังต้องทำความสะอาดและซ่อมแซมต่อทันที การห้ามเลือดคือสิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้
คุณหมอสาวรีบเอาไหมละลายมาเย็บบาดแผลให้กับเขา แหละนี่คือทักษะของศัลยแพทย์ที่ไม่ได้ใช้แค่เพื่อความงาม แต่เพื่อกอบกู้ชีวิตให้กับชายแปลกหน้าคนนี้
