บทที่ 1 บทที่1 หนีงานแต่งกลางดึก
ลั่วหมิงซู ไม่ได้ตั้งใจจะเป็นเจ้าสาวของใครในอีกสามวันข้างหน้า โดยเฉพาะเจ้าบ่าวที่เธอเคยจับแต่งชุดกระโปรงตอนอายุเจ็ดขวบ แล้วบังคับให้เล่นเป็นลูกสาวคนโตของบ้าน
เสียงประกาศเที่ยวบินดังวนอยู่เหนือศีรษะ สนามบินมาเก๊าตอนเกือบเที่ยงคืนยังสว่างจ้าเหมือนกลางวัน แสงสีขาวเย็นตกกระทบพื้นหินขัดจนสะท้อนเงาผู้คนที่ลากกระเป๋าเดินสวนกันไปมา
ลั่วหมิงซูยืนอยู่ตรงทางออกผู้โดยสารขาเข้า แว่นกันแดดสีดำบังดวงตาไว้ครึ่งหนึ่ง ทั้งที่ด้านนอกมืดสนิทแล้ว โทรศัพท์ในมือสั่นไม่หยุด
แม่สิบแปดสาย
พ่อเก้าสาย
บ้านใหญ่ตระกูลลั่วห้าสาย
ป้าอู๋สามสาย
ถ้าแบตเตอรี่ไม่เหลือแค่สิบสองเปอร์เซ็นต์ เธอคงปล่อยให้มันสั่นต่อไปอีกสักครึ่งชั่วโมง แต่หนีงานแต่งทั้งที จะให้โทรศัพท์ดับกลางสนามบินก็ดูไม่สง่างามเท่าไร
เธอกดรับสายของแม่ก่อน
“หมิงซู! ลูกอยู่ที่ไหน!”
เสียงเจียงรั่วอี๋ดังจนลั่วหมิงซูต้องดึงโทรศัพท์ออกห่างจากหูเล็กน้อย
เธอสูดหายใจเข้า ยกเสียงให้อ่อนลงทันที “แม่ขา...หนูลงเครื่องแล้วค่ะ”
ปลายสายเงียบไปหนึ่งวินาที “ลงเครื่อง? ลูกขึ้นเครื่องไปไหน!”
“มาเก๊าค่ะ”
“ลั่วหมิงซู!”
เรียกชื่อเต็มแบบนี้ แปลว่าแม่โกรธจริง
ลั่วหมิงซูเอนหลังพิงเสากระจกด้านหลัง น้ำเสียงยังอ้อนเหมือนเดิม “หนูผิดไปแล้วค่ะ แต่ถ้าหนูไม่หนี อีกสามวันหนูก็ต้องแต่งงานกับซูเจ๋ออันจริง ๆ นะคะ แม่จะใจร้ายให้หนูแต่งกับคนที่หนูมองเป็นเพื่อนสาวได้ลงคอเหรอ”
“ซูเจ๋ออันเป็นผู้ชาย!”
“ใช่ค่ะ ปัญหาคือเขาดันโตมาเป็นผู้ชายไงคะ”
“...”
ความเงียบปลายสายทำให้ลั่วหมิงซูรู้ว่าแม่เริ่มเสียจังหวะแล้ว เธอรีบพูดต่อ “แม่ลองคิดดูนะคะ ตอนเด็ก ๆ หนูเล่นขายของกับเขา เขายังรับบทเป็นลูกสาวคนโตของบ้านอยู่เลย ส่วนหนูเป็นแม่ ซูเยว่ไป๋เป็นพ่อที่ออกไปทำงานหาเงิน พอโตขึ้นอยู่ดี ๆ จะให้หนูแต่งกับลูกสาวคนโตของตัวเอง แบบนี้ไม่แปลกเหรอคะ”
“ลูกยังมีหน้ามาพูดเล่นอีกเหรอ รู้ไหมว่าที่บ้านวุ่นวายแค่ไหน พ่อของลูกโมโหมาก”
“เขาทุบโต๊ะหรือยังคะ”
“หมิงซู!”
“ถ้าเป็นโต๊ะไม้หวงฮวาหลีในห้องโถง แม่ช่วยห้ามไว้หน่อยนะคะ ตัวนั้นแพงมาก”
เจียงรั่วอี๋เหมือนจะทั้งโกรธทั้งขำ เสียงหายใจปลายสายสั่นนิด ๆ ก่อนจะอ่อนลง “เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นนะลูก คุณปู่ป่วยหนัก ทุกคนในบ้านกำลังจับตาพินัยกรรม ถ้าลูกแต่งกับตระกูลซู อย่างน้อยฝั่งเราก็มีแรงหนุนเพิ่ม”
รอยยิ้มบนหน้าลั่วหมิงซูค่อย ๆ จางลง
นั่นแหละ...สุดท้ายก็วกกลับมาที่เรื่องนี้อยู่ดี
พินัยกรรม หุ้น บริษัท อำนาจในบ้านใหญ่ และจำนวนคนที่แต่ละฝ่ายดึงมาอยู่ข้างตัวได้ การแต่งงานของเธอไม่เคยเป็นเรื่องความรัก มันเป็นแค่หมากอีกตัวบนกระดานของตระกูลลั่ว และเกมนี้อาจไม่ได้มีแค่ญาติในบ้านใหญ่
หลายเดือนมานี้ ลั่วหมิงซูมีเหตุให้สงสัยว่าพ่อกำลังซ่อนผู้หญิงคนหนึ่งกับลูกชายของหล่อนไว้ห่างจากปักกิ่ง การเร่งผลักเธอให้แต่งเข้าตระกูลซู จึงอาจไม่ได้มีไว้แค่เพิ่มอำนาจในเกมแบ่งมรดก แต่อาจเป็นการปูทางเพื่อพาใครบางคนกลับเข้าบ้านลั่วด้วย
เพียงตอนนี้เธอยังไม่มีหลักฐานมากพอจะพูดเรื่องนี้กับแม่
“แม่คะ” ลั่วหมิงซูพูดเบาลง “ถ้าต้องแต่งงานเพื่อเพิ่มน้ำหนักในเกมแบ่งมรดก อย่างน้อยก็ควรให้หนูเลือกคนที่หนูเต็มใจเดินเข้าพิธีด้วยไม่ใช่เหรอคะ”
ปลายสายเงียบไปนาน...นานจนเสียงล้อกระเป๋าเดินทางของคนแปลกหน้าดังครืดผ่านไปข้างตัว
สุดท้ายเจียงรั่วอี๋ก็ถอนหายใจ “แม่พูดกับลูกไม่ไหวแล้ว เดี๋ยวให้พ่อคุยเองดีกว่า”
“แม่ เดี๋ยว...”
สายถูกเปลี่ยนมือ บรรยากาศปลายสายเปลี่ยนทันที ถ้าเสียงของแม่เหมือนฝนที่พยายามรั้งเธอไว้ เสียงของลั่วจิ้งถิงก็คงเป็นประตูเหล็กที่ปิดใส่หน้า
“ลั่วหมิงซู”
เธอยืนตัวตรงขึ้นโดยไม่รู้ตัว “ค่ะ พ่อ”
“กลับมาเดี๋ยวนี้”
ไม่มีคำถาม ไม่มีคำปลอบ มีแค่คำสั่ง
ลั่วหมิงซูมองเงาตัวเองบนกระจกสนามบิน ผู้หญิงในนั้นยังแต่งตัวเรียบร้อย สวยสง่า เหมือนคุณหนูตระกูลใหญ่ที่ถูกฝึกให้ยิ้มพอดี เดินพอดี พูดพอดีมาตลอดชีวิต มีแค่ดวงตาที่แข็งขึ้น
“หนูไม่กลับค่ะ”
“เธอคิดว่าหนีไปมาเก๊าแล้วจะเปลี่ยนอะไรได้”
“อย่างน้อยก็เปลี่ยนที่ทะเลาะจากบ้านใหญ่เป็นโทรศัพท์ค่ะ”
“อย่ามายอกย้อนกับฉัน”
“งั้นพ่อก็อย่าบังคับหนูแต่งงานสิคะ”
ปลายสายเงียบลง...ความเงียบนี้ทำให้เธอนึกถึงสมัยเด็ก
ตอนที่ลั่วจิ้งถิงยังเป็นพ่อที่อุ้มเธอนั่งบนบ่า พาเธอเดินดูดอกเหมยในสวนหลังบ้าน แล้วบอกว่า หมิงซูของพ่ออยากได้อะไร พ่อจะหามาให้ทั้งหมด
ตอนนั้นเธอเคยเชื่อว่าพ่อเป็นคนเดียวในโลกที่ไม่มีวันเอาเธอไปแลกกับอะไร แต่ตอนนี้เธอรู้แล้วว่าไม่มีอะไรในตระกูลลั่วที่ถูกเก็บไว้โดยไม่คิดราคา แม้แต่ลูกสาวคนเดียวก็เช่นกัน
“ยังเห็นฉันเป็นพ่ออยู่ไหม” เสียงของลั่วจิ้งถิงต่ำลง
ลั่วหมิงซูกำโทรศัพท์แน่นขึ้น แต่ริมฝีปากยังยกเป็นรอยยิ้มบาง ๆ “เพราะยังเห็นว่าเป็นพ่อ หนูถึงรับสายค่ะ”
“ลั่วหมิงซู”
“แต่เรื่องแต่งงาน ต่อให้พ่อใช้คำว่ากตัญญู ใช้คำว่าครอบครัว หรือใช้คำว่าคุณปู่มากดหนู หนูก็ยังยืนยันคำเดิม” เธอหยุดไปครู่หนึ่ง “หนูไม่แต่งกับซูเจ๋ออัน”
เสียงของลั่วจิ้งถิงเย็นชาลงกว่าเดิม “วันพรุ่งนี้สองตระกูลต้องกินข้าวด้วยกัน ผู้ใหญ่บ้านซูรู้เรื่องแล้ว นักข่าวบางส่วนก็ได้กลิ่นแล้ว ถ้าเธอไม่กลับมา หน้าตระกูลลั่วจะเอาไปไว้ที่ไหน”
นั่นไง! สุดท้ายก็ไม่พ้นคำว่า “หน้า”
คำนี้แทงถูกจุด เธอรู้ตั้งแต่วินาทีที่ลั่วจิ้งถิงไม่ตอบทันที
ความจริงซูเจ๋ออันโทรหาเธอตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว บอกว่าถ้าต้องแต่งกับเธอจริง ๆ เขาจะรู้สึกเหมือนแต่งกับพี่น้องร่วมสาบานของตัวเอง ขนลุกจนทนไม่ไหว ขอหนีไปตั้งหลักที่ฮาวายก่อน
ฟังดูไร้ความรับผิดชอบมาก แต่ในฐานะเพื่อนที่โตมาด้วยกัน ลั่วหมิงซูเข้าใจเขาอย่างน่าประหลาด
เขาไม่อยากแต่ง
เธอก็ไม่อยากแต่ง
