บทที่ 3 บทที่2 คนเหนือคน
แสงแดดของยามบ่ายคล้อยในมาเก๊า สาดส่องลอดผ่านม่านหน้าต่างบานใหญ่ของเซฟเฮาส์สุดหรู ทอดเงาลงบนพื้นหินอ่อนราคาแพง
ลั่วหมิงซูยืนอยู่หน้ากระจกบานยาว ชุดเดรสสายเดี่ยวผ้าไหมสีครีมกับเสื้อโค้ตบางสีเบจ ทำให้เธอดูเรียบหรูสมฐานะคุณหนูใหญ่ตระกูลลั่ว มีเพียงร่องรอยความเหนื่อยล้าใต้ดวงตาที่เครื่องสำอางปิดไว้ไม่หมด
อิสรภาพที่แลกมาด้วยการหนีงานแต่ง...ไม่ได้หอมหวานอย่างที่คิด
คำขอของอาหญิงลั่วซูเหยายังคงติดอยู่ในใจ เธอต้องช่วยดูแล สือเยว่เจียว และหาทางกันไม่ให้เด็กคนนั้นถลำลึก เข้าไปเกี่ยวข้องกับเครือข่ายของตระกูลหานมากกว่านี้
เป้าหมายของเธอคือ ‘สือเยว่เจียว’ ลูกพี่ลูกน้องตัวแสบที่กำลังอยู่ในช่วงวัยรุ่นหัวขบถ เด็กนั่นเริ่มคลุกคลีกับพวกเด็กบ่อนย่านเมืองเก่าเพื่อประชดพ่อ ส่วนตอนนี้ยังทำไปด้วยเหตุผลเดิมเพียงอย่างเดียวหรือไม่ ลั่วหมิงซูก็ไม่แน่ใจนัก การรับมือกับเด็กดื้อที่อยากหนีไปอเมริกาไม่ใช่เรื่องง่าย ยิ่งในเมืองที่ขับเคลื่อนด้วยเงินตรา และการเดิมพันอย่างมาเก๊าด้วยแล้ว ก้าวพลาดเพียงครั้งเดียวอาจเกิดเรื่องใหญ่
เสียงเครื่องยนต์คำราม ก่อนตามด้วยเสียงเบรกดังเอี๊ยด จากลานจอดรถด้านล่าง ทำลายความเงียบในห้องพัก ลั่วหมิงซูถอนหายใจ ก่อนจะเดินไปเลื่อนประตูกระจกที่ระเบียง
รถสปอร์ตเปิดประทุนสีเหลืองมัสตาร์ดสุดแสบตาจอดเทียบสนิท ประตูรถถูกผลักออกพร้อมกับร่างของหญิงสาววัยสิบเก้าปี สือเยว่เจียวปรากฏตัวในชุดเสื้อครอปเอวลอยสีสะท้อนแสง กางเกงยีนส์ขาดรุ่ย และรองเท้าบูตหนังสีดำส้นตึก มันคือแฟชั่นที่ขัดกับภาพลักษณ์คุณหนูตระกูลสืออย่างสิ้นเชิง
ที่สะดุดตาที่สุดคือผมสีรุ้งจัดจ้านของเธอ ซึ่งแทบไม่เหลือเค้าคุณหนูตระกูลสือเลยสักนิด
"พี่หมิงซู!" สือเยว่เจียวเงยหน้าขึ้นมาโบกมือเรียก เธอยิ้มกว้าง พร้อมกับแว่นกันแดดกรอบโตที่ถูกดันขึ้นไปคาดไว้บนหัว "ลงมาเร็วเข้า วันนี้ฉันจะพาพี่ไปทัวร์มาเก๊าแบบเอ็กซ์คลูซีฟเอง!"
สิบห้านาทีต่อมา...
ลั่วหมิงซูก็ต้องมานั่งปั้นหน้ายากอยู่บนเบาะหนังของรถสปอร์ตเปิดประทุน รถพุ่งทะยานไปตามถนนเลียบชายฝั่ง ลมทะเลที่พัดตีหน้าพาเอาความชื้นเหนอะหนะมาด้วย เรือนผมที่เซ็ตมาอย่างดีของเธอเริ่มยุ่งเหยิง
"เจียวเจียว ขับให้มันช้า ๆ หน่อย" ลั่วหมิงซูเอ็ดเสียงเข้ม มือหนึ่งยึดที่จับเหนือประตูแน่น "แล้วนี่เรากำลังจะไปไหน?"
"ไปย่านเมืองเก่าสิพี่ ที่นั่นมีร้านขนมหวานสไตล์นันยางที่อร่อยที่สุดในมาเก๊าเลยนะ" สือเยว่เจียวตอบหน้าตาเฉย เท้ายังไม่ยอมผ่อนคันเร่ง "พี่มาถึงนี่ทั้งที จะมัวแต่อุดอู้อยู่ในเซฟเฮาส์ของแม่ฉันทำไมเล่า ออกมาเปิดหูเปิดตาเสียบ้าง...อ้อ แล้วก็ไม่ต้องมาพยายามเกลี้ยกล่อมให้ฉันกลับไปคืนดีกับตระกูลสือนะ ฉันจองตั๋วไว้แล้ว อีกสองวันฉันจะบินไปนิวยอร์ก ลาก่อนชีวิตคุณหนูในกรงทอง!"
"นี่เธอคิดว่าการหนีไปอเมริกามันจะแก้ปัญหาได้งั้นเหรอ?" ลั่วหมิงซูขมวดคิ้ว "อาหญิงเป็นห่วงเธอมากนะ เธอไม่รู้หรอกว่าพวกที่ไปขลุกอยู่ด้วยช่วงนี้มันอันตรายแค่ไหน พวกมันไม่ใช่แค่เด็กวัยรุ่นกาก ๆ แต่มีเบื้องหลังที่..."
"โอยย พี่หมิงซู เลิกบ่นเหมือนแม่ฉันสักทีเถอะน่า!" สือเยว่เจียวกลอกตา "ฉันรู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไร ฉันดูแลตัวเองได้!"
ลั่วหมิงซูส่ายหน้าอย่างระอาใจ ความดื้อรั้นและรักอิสระของสือเยว่เจียว ช่างเหมือนเด็กที่ไม่เคยเห็นความโหดร้ายของโลกแห่งความเป็นจริง
รถสปอร์ตคันหรูแล่นไปตามถนนที่เริ่มแคบลงเรื่อย ๆ จนกระทั่งเข้าสู่เขตย่านเมืองเก่า อาคารชิโนโปรตุกีสสีลอกล่อน ถนนปูด้วยหินกรวดเบียดเสียดไปด้วยรถราและผู้คน บรรยากาศความชื้นผสมกับกลิ่นควันธูปและอาหารริมทางโชยมาแตะจมูก มันคือมาเก๊าอีกด้านที่ซ่อนตัวอยู่หลังแสงนีออนของคาสิโนหรู
จู่ ๆ สือเยว่เจียวก็เหยียบเบรกเต็มแรง
ขบวนรถ SUV สีดำสนิทติดฟิล์มมืดทึบจำนวนสามคัน ขับสวนเลนขึ้นมาในซอยแคบ ๆ อย่างไม่สนใจกฎจราจรใด ๆ ขวางทางรถสปอร์ตสีเหลืองเอาไว้มิด
"เฮ้ย! ขับรถประสาอะไรวะ ไม่เห็นหรือไงว่ารถฉันมาทางตรง!" สือเยว่เจียวกระแทกพวงมาลัย บีบแตรด่าทออย่างหัวเสีย
ปี๊น! ปี๊น! ปี๊น!
รถนำขบวนคันสีดำจอดสนิทนิ่งขวางทาง ถนนที่เคยจอแจเงียบลงทันที ผู้คนริมทางต่างก้มหน้าเดินหลบ ไม่มีใครกล้าหันมามองขบวนรถสีดำ ลั่วหมิงซูจึงรู้ได้ทันทีว่านี่ไม่ใช่รถของเศรษฐีทั่วไป แต่เป็นคนมีอำนาจที่แม้แต่ชาวบ้านในย่านนี้ก็ไม่อยากยุ่งด้วย
ภายในรถ SUV คันกลางที่กว้างขวางและหรูหรา บรรยากาศเยือกเย็นและเงียบงันจนได้ยินเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศ เยี่ยนเส้าเหิงนั่งไขว่ห้างอยู่บนเบาะหลัง เสื้อเชิ้ตสีดำปลดกระดุมคอสองเม็ด นิ้วเรียวยาวคีบบุหรี่ที่ยังไม่ได้จุด กลิ่นยาสูบเจือมินต์อ่อน ๆ ลอยอยู่ในรถ
ฝั่งตรงข้ามของเขาคือ หานจิ่ว ชายผู้มีรอยแผลเป็นทางยาวที่หางตา เป็นผู้คุมอำนาจมืดของตระกูลหาน หานจิ่วกำลังขมวดคิ้วอย่างหงุดหงิดกับเสียงแตรที่ดังรบกวน
"ลูกพี่หาน ให้ผมลงไปสั่งสอนนังเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมนั่นไหมครับ? กล้าดียังไงมาบีบแตรไล่รถของตระกูลหาน" อาเหลียง ลูกน้องฝ่ายปฏิบัติการที่นั่งอยู่เบาะหน้าหันมาถาม น้ำเสียงเหี้ยมเกรียม มือขวาล้วงเข้าไปในเสื้อแจ็กเกต เตรียมพร้อมหยิบอาวุธ
หานจิ่วแค่นหัวเราะในลำคอ "เอาสิ สั่งสอนมันเบา ๆ แค่ให้รู้ว่าในแผ่นดินนี้ ใครคือเจ้าของถนน"
“หยุด” เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นอย่างราบเรียบ แต่มีน้ำหนักพอให้ทุกคนหยุด เยี่ยนเส้าเหิงยังไม่เงยหน้า เพียงหมุนมวนบุหรี่ในมือไปมา “อย่าทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ ลูกพี่หาน เราเพิ่งเจรจากับลุงเผยเสร็จ อย่าให้เรื่องไร้สาระแบบนี้ทำลายผลประโยชน์ที่เพิ่งตกลงกันไป”
หานจิ่วชะงักเล็กน้อย แม้เขาจะมีอำนาจในมาเก๊าไม่น้อย แต่เยี่ยนเส้าเหิงเป็นทั้งมันสมองและคนสำคัญของเครือข่ายตระกูลหาน เขาจึงไม่อาจมองข้ามความเห็นของอีกฝ่าย
“ก็ได้ ในเมื่อนายบอกให้ปล่อย อาเหลียง ถอยรถเปิดทางให้เด็กคนนั้น”
ขณะที่รถ SUV ค่อย ๆ ถอยเปิดทาง เยี่ยนเส้าเหิงกดกระจกลงเล็กน้อย สายตาคมมองไปยังรถสปอร์ตสีเหลืองที่กำลังแล่นสวนมา สายตาของเขาไม่ได้หยุดอยู่ที่ยัยเด็กผมสีรุ้งที่กำลังทำหน้าถมึงทึงใส่ แต่กลับหยุดชะงักอยู่ที่เสี้ยวหน้าของหญิงสาวอีกคนที่นั่งอยู่เบาะข้างคนขับ...
หญิงสาวคนนั้นใบหน้าสวยสะดุดตา ริมฝีปากเม้มแน่นด้วยความระวังตัว ส่วนสายตาคมยังคงหยิ่งทระนง แม้จะซ่อนความกังวลไว้ไม่มิด
