บทที่ 4 บทที่2 คนเหนือคน (2)
ลั่วหมิงซูรู้สึกได้ว่ากำลังถูกใครบางคนจับจ้อง เธอหันไปทันเห็นดวงตากับเสี้ยวหน้าของชายในเสื้อเชิ้ตสีดำ ก่อนกระจกจะเลื่อนปิด ความกดดันจากสายตาคู่นั้นยังติดอยู่ในความรู้สึก
“นายมองอะไรอยู่” หานจิ่วถามเมื่อเห็นเขาชะงักไป
เยี่ยนเส้าเหิงละสายตากลับมา มุมปากยกขึ้นเล็กน้อยจนเดาไม่ออกว่าเขากำลังคิดอะไร “เปล่า แค่เห็นคนที่น่าสนใจเท่านั้น”
เขามองรถสปอร์ตสีเหลืองที่แล่นหายไปตรงหัวมุม ก่อนจะยกมือเคาะกระจกหน้ารถเบา ๆ “อาเหลียง ส่งรถตามคันสีเหลืองนั่นไว้ อย่าให้พวกเธอรู้ตัว ถ้าหยุดอยู่ที่ไหนให้รายงานฉันทันที”
หานจิ่วเลิกคิ้ว “นายสนใจผู้หญิงสองคนนั้นเหรอ”
“เปล่า”
เยี่ยนเส้าเหิงเอนหลังพิงเบาะ สีหน้ายังคงเรียบเฉย “ฉันแค่อยากรู้ว่าพวกเธอกำลังจะไปไหน”
หลังจากขับพ้นขบวนรถสีดำมาได้ สือเยว่เจียวก็พาลั่วหมิงซูวนไปตามถนนสายเล็กในย่านเมืองเก่า ทั้งแวะซื้อของริมทางและหยุดทักทายคนรู้จักอยู่หลายแห่ง
กว่ารถจะแล่นมาจอดเทียบหน้าร้านขนมหวานเก่าแก่ ดวงอาทิตย์ก็เคลื่อนต่ำลงเกือบแตะขอบตึก แสงสีทองส้มทอดผ่านอาคารเก่า ขณะที่ป้ายไฟตามร้านรวงเริ่มสว่างขึ้นทีละดวง
บรรยากาศภายในร้านเต็มไปด้วยกลิ่นหอมของกะทิ น้ำตาลทรายแดง และชาจีน สือเยว่เจียวเดินนำเข้าไปด้านในอย่างคุ้นเคย ก่อนจะตรงดิ่งไปยังโต๊ะมุมสุดที่มีชายหนุ่มคนหนึ่งนั่งรออยู่ก่อนแล้ว
"ไง ไค...รอนานไหม?" สือเยว่เจียวทักทายพลางตบไหล่ชายหนุ่มเบาๆ
เฉิงไค เป็นเพื่อนวัยเด็กของสือเยว่เจียว หน้าตาดีแต่ใต้ตาคล้ำและท่าทางลุกลี้ลุกลน เขาเงยหน้าขึ้นเหมือนตั้งใจจะโวยเรื่องที่เธอมาสาย แต่พอเห็นลั่วหมิงซู คำพูดทั้งหมดก็หายไปทันที
ลั่วหมิงซูในชุดเรียบหรู บรรยากาศความสูงศักดิ์ที่แผ่ออกมา ทำให้ร้านขนมหวานเล็ก ๆ แห่งนี้ดูแคบลงไปถนัดตา เฉิงไคเบิกตากว้าง ท่าทีแข็งกร้าวเปลี่ยนเป็นความประหม่า เขารีบลุกขึ้นยืน เลื่อนเก้าอี้ให้อย่างเก้ ๆ กังๆ
"เอ่อ...สวัสดีครับ คุณคือ..."
"นี่พี่หมิงซู ลูกพี่ลูกน้องฉันเอง" สือเยว่เจียวแนะนำส่ง ๆ ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่ง "พี่หมิงซู นี่เฉิงไค เพื่อนที่ฉันเล่าให้ฟังไง"
ลั่วหมิงซูปรายตามองเฉิงไคตั้งแต่หัวจรดเท้า เพียงแวบเดียวเธอก็ประเมินผู้ชายคนนี้ออก กลิ่นบุหรี่ราคาถูกผสมกับกลิ่นอับของบ่อนคาสิโน...นี่สินะ คนที่กำลังจะดึงเจียวเจียวลงสู่นรก เธอพยักหน้ารับอย่างเสียไม่ได้ ไม่แม้แต่จะเอ่ยปากทักทายตอบ
ท่าทีหยิ่งยโสนั้นยิ่งทำให้เฉิงไคดูหดเล็กลงไปอีก
ก่อนบทสนทนาจะเริ่ม โทรศัพท์ในกระเป๋าลั่วหมิงซูก็สั่น หน้าจอปรากฏชื่อคนที่เธอไม่คิดว่าจะโทรมา ‘เผยอิน’
คู่กัดตลอดกาลในวงสังคมชั้นสูงของปักกิ่ง ผู้หญิงที่มักจะใช้ริมฝีปากเคลือบลิปสติกสีแดงสด พ่นคำพูดเยาะเย้ยถากถางเธอเสมอ
ลั่วหมิงซูขมวดคิ้ว "ฉันขอตัวไปรับสายก่อนนะ"
เธอเดินเลี่ยงออกมาที่หน้าร้าน อากาศภายนอกยังคงชื้นเหนอะหนะ เธอสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะกดรับสาย "มีธุระอะไร เผยอิน? ถ้าจะโทรมาเยาะเย้ยเรื่องงานแต่ง ฉันไม่มีเวลาฟังหรอกนะ"
"แหม ๆ ร้อนตัวจังเลยนะจ๊ะ คุณหนูลั่ว" เสียงหัวเราะคิกคักแหลมใสของเผยอินดังลอดมา "ฉันก็แค่เป็นห่วง เห็นข่าวลือหนาหูว่าคุณหนูใหญ่ตระกูลลั่วหนีงานแต่งเตลิดเปิดเปิงไปถึงมาเก๊า ปล่อยให้ซูเจ๋ออันต้องบินหนีไปรักษาแผลใจที่ฮาวาย...น่าสงสารจริง ๆ เลยนะ"
"ถ้าจะโทรมาพล่ามแค่นี้ ฉันจะวาง"
"เดี๋ยวก่อนสิ!" เผยอินรีบขัดขึ้น น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นเย้ยหยันและสะใจ "ฉันแค่จะโทรมาบอกข่าวดี...รู้ไหมว่าตอนนี้ฉันกำลังดื่มชาอยู่ที่ไหน? คลับส่วนตัวของตระกูลซูไงล่ะ และที่สำคัญ...พี่ชายสุดที่รักของเธอ ซูเยว่ไป๋ ก็กำลังนั่งอยู่ตรงข้ามฉันนี่เอง"
ปลายนิ้วของลั่วหมิงซูบีบโทรศัพท์แน่นจนข้อต่อขาวซีด หัวใจที่เคยเต้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอกระตุกวูบ
ภาพซูเยว่ไป๋ในความทรงจำผุดขึ้นมา เขายังคงสุภาพ อบอุ่น และห่างไกลเหมือนเดิม ตอนนี้กลับกำลังนั่งดื่มชากับผู้หญิงปากร้ายอย่างเผยอิน
"โอ๊ะโอ...ซูเยว่ไป๋เขาชงชาเก่งมากเลยนะ หมิงซู กลิ่นชาหลงจิ่งที่เขาชงเนี่ย หอมฟุ้งไปทั้งห้องเลยล่ะ" เผยอินยังคงบรรยายอย่างออกรส เหมือนตั้งใจย้ำเรื่องที่ลั่วหมิงซูไม่อยากได้ยิน "น่าเสียดายนะ ที่เธอเอาแต่เฝ้ามองเขามาเป็นสิบปี แต่เขากลับมองเธอเป็นแค่น้องสาว...อ้อ หรือว่าที่เธอหนีงานแต่ง เพราะยังหวังลม ๆ แล้ง ๆ ว่าเขาจะหันมามอง? เลิกฝันเถอะย่ะ ระดับซูเยว่ไป๋น่ะ เขาต้องคู่กับผู้หญิงที่คู่ควร ไม่ใช่ผู้หญิงที่รีบร้อนหนีแบบเธอ"
ลั่วหมิงซูปล่อยให้เผยอินพูดจนจบ เธอไม่ได้โกรธจนขาดสติ ตรงกันข้าม สีหน้ากลับสงบนิ่งกว่าเดิม คุณหนูลั่ว ไม่ใช่ผู้หญิงที่จะยอมให้ใครมาเหยียบย่ำศักดิ์ศรีได้ง่าย ๆ โดยเฉพาะเรื่องของซูเยว่ไป๋
“พูดจบหรือยัง” ลั่วหมิงซูถามเสียงเรียบ “ถ้าจบแล้วก็ฟังฉันบ้าง เผยอิน”
"เธอจะแก้ตัวอะไรอีกล่ะ?"
"ฉันไม่ได้จะแก้ตัว แต่ฉันแค่สมเพชเธอ" ลั่วหมิงซูแค่นหัวเราะในลำคอ "คิดว่าการได้นั่งจิบชาโง่ ๆ กับซูเยว่ไป๋ แล้วเอามาข่มฉัน มันทำให้เธอดูสูงส่งขึ้นงั้นเหรอ? ในสายตาฉัน...เธอก็แค่พวกกบในกะลา"
"นี่แกกล้าด่าฉัน..."
"ฉันพูดความจริง" ลั่วหมิงซูตัดบทฉับ "ภูมิใจนักใช่ไหมที่ได้เข้าใกล้ซูเยว่ไป๋? งั้นฉันจะบอกอะไรดี ๆ ให้เอาบุญนะเมื่อคืนก่อนที่ฉันจะบินมามาเก๊า ฉันเพิ่งไปร่วมโต๊ะอาหารกับ 'คุณชายฉีรุ่ยหลิน' แห่งตระกูลฉีมา"
ปลายสายชะงักเงียบไปทันที ชื่อของ 'ฉีรุ่ยหลิน' ลูกชายสายตรงของตระกูลฉีแห่งปักกิ่ง ตระกูลที่ทรงอำนาจระดับประเทศ มันคือ 'คนเหนือคน' ที่แม้แต่ตระกูลลั่วและตระกูลซูยังต้องก้มหัวให้
"แก...แกโกหก! คนอย่างแกจะไปรู้จักกับคุณชายฉีได้ยังไง!" น้ำเสียงของเผยอินเริ่มสั่นคลอน
“โกหกงั้นเหรอ” ลั่วหมิงซูยิ้มมุมปาก “งั้นเธอรู้ไหมว่าหลังใบหูซ้ายของคุณชายฉีมีแผลเป็นรูปจันทร์เสี้ยว เป็นรอยตั้งแต่เด็ก และต้องอยู่ใกล้มากพอถึงจะสังเกตเห็น”
ลั่วหมิงซูแต่งเรื่องได้อย่างแนบเนียน เธอไม่เคยเข้าใกล้ฉีรุ่ยหลินขนาดนั้นหรอก เรื่องรอยแผลเป็นรูปจันทร์เสี้ยวหลังใบหูเป็นความจริง แต่เธอได้ยินมาจากถานหมิง ผู้ดูแลโรงพยาบาลของตระกูลฉี ซึ่งเคยหลุดปากพูดถึงประวัติการรักษาเก่าของเขาต่างหาก
ส่วนเรื่องที่เธอเคยอยู่ใกล้ฉีรุ่ยหลินถึงขั้นลมหายใจรดกันนั้น ลั่วหมิงซูแต่งขึ้นทั้งหมด แต่แค่ข้อมูลเรื่องรอยแผลเป็นก็เพียงพอให้เผยอินเสียความมั่นใจแล้ว
"เธอคิดว่าซูเยว่ไป๋คือจุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหารแล้วงั้นสิ? งั้นก็เชิญจิบชาของเธอต่อไปเถอะนะเผยอิน เพราะผู้ชายที่ฉันหมายตา...มันอยู่สูงกว่านั้นเยอะ"
ติ๊ด
หลังตัดสาย ลั่วหมิงซูเก็บโทรศัพท์ลงในกระเป๋า ก่อนจะหมุนตัวเดินกลับไปทางร้านขนมหวาน แต่ยิ่งเข้าใกล้ เธอก็ยิ่งรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ เสียงพูดคุยจอแจที่เคยลอดออกมาจากด้านในหายไปหมดแล้ว เหลือเพียงความเงียบที่กดทับบรรยากาศจนชวนอึดอัด
ลั่วหมิงซูชะลอฝีเท้า กลิ่นยาสูบเจือมินต์อ่อน ๆ ลอยออกมาจากช่องประตู เป็นกลิ่นที่เธอไม่เคยสัมผัสมาก่อน แต่กลับทำให้ความรู้สึกหนาวเยือกแบบเดียว กับตอนถูกใครบางคนจ้องมองจากขบวนรถสีดำ แล่นกลับขึ้นมาตามแนวสันหลัง ปลายนิ้วที่กำลังจะผลักประตูกระจกหยุดนิ่งไปชั่วขณะ
ด้านในร้านเกิดอะไรขึ้นกันแน่?
