บทที่ 5 บทที่3 คนคุมเกม

คลับส่วนตัวสุดหรูใจกลางกรุงปักกิ่ง

เผยอินกำโทรศัพท์ในมือแน่นจนข้อขาว ใบหน้าที่แต่งแต้มมาอย่างดีบิดเบี้ยวด้วยความโกรธ ถ้วยชาเคลือบทองบนโต๊ะสั่นกึก ๆ ตามแรงอารมณ์ เสียงตัดสายของ 'ลั่วหมิงซู' ยังดังก้องในหู เหมือนโดนตบฉาดใหญ่กลางสี่แยก

เธอเงยหน้ามองคนฝั่งตรงข้าม

ซูเยว่ไป๋นั่งอยู่ตรงนั้น เขาเป็นหนึ่งในผู้ชายที่โดดเด่นที่สุดในวงสังคมปักกิ่ง ทั้งสุภาพ สะอาด และเพียบพร้อม ตอนนี้กลับนั่งจิบชาอย่างสงบ เหมือนไม่รับรู้ความวุ่นวายของเผยอินเลย

คุณชายฉีรุ่ยหลินแห่งตระกูลฉี...

เผยอินกัดปากตัวเองจนห้อเลือด นังลั่วหมิงซูไปรู้จักคนระดับนั้นได้ยังไง ระดับที่อยู่เหนือกว่าตระกูลใหญ่ทั่วไปด้วยซ้ำ แถมยังรู้ลึกถึงขั้นมีแผลเป็นรูปจันทร์เสี้ยวหลังหู แผลที่ต้องมองระยะประชิดระดับหายใจรดต้นคอเท่านั้นถึงจะเห็น

ความมั่นใจของเผยอินพังทลายไม่เป็นท่า

เผยอินไม่รู้ว่าลั่วหมิงซูพูดจริงหรือแค่ขู่ แต่เพียงคิดว่าอีกฝ่ายอาจเข้าใกล้คนที่อยู่สูงกว่าทั้งเธอและซูเยว่ไป๋ ความอิจฉาก็พุ่งขึ้นจนแทบควบคุมไม่อยู่

...

ในเวลาเดียวกันที่มาเก๊า

พอก้าวเท้าพ้นประตู เธอก็ต้องชะงัก บรรยากาศจอแจเมื่อกี้หายไปไหน เสียงพูดคุยกับเสียงถ้วยชามเมื่อครู่หายไปหมด เหลือเพียงความเงียบชวนอึดอัด ไม่ใช่เพราะร้านไม่มีลูกค้า แต่เพราะทุกคนกำลังกลัวใครบางคน

ต้นเหตุของความกดดันมาจากโต๊ะมุมสุดด้านใน โต๊ะที่ก่อนหน้านี้สือเยว่เจียวกับเฉิงไคนั่งอยู่

ตอนนี้ทั้งคู่กลับยืนชิดกำแพงอยู่ห่างออกไป เฉิงไคหน้าซีด เหงื่อออกจนเสื้อเปียก มือสั่นไม่หยุด ส่วนสือเยว่เจียวที่ยังปากดีเมื่อครึ่งชั่วโมงก่อนก็กำลังเม้มปากแน่น ดวงตาเต็มไปด้วยความกลัว

ตรงกลางโต๊ะตัวนั้น มีเพียงชายหนุ่มร่างสูงในชุดเชิ้ตสีดำสนิทนั่งอยู่คนเดียว ชายในเสื้อเชิ้ตสีดำที่จ้องเธอจากขบวนรถเมื่อช่วงบ่าย กระดุมคอเสื้อของเขาถูกปลดออกสองเม็ด เผยให้เห็นผิวขาวกับไหปลาร้าได้รูป ท่ามกลางไฟสลัว เขาดูโดดเด่นและอันตรายกว่าทุกคนในร้าน

ชายหนุ่มหน้าหล่อถือช้อนกระเบื้อง ตักขนมหวานเข้าปากช้า ๆ อย่างสบายอารมณ์ ไม่สนใจสายตาหวาดกลัวของคนรอบข้าง กลิ่นกะทิกับน้ำตาลทรายแดงถูกกลบด้วยกลิ่นยาสูบเจือมินต์ กลิ่นเดียวกับที่ลอยออกมาจากช่องประตูก่อนหน้านี้

ไม่มีใครกล้าขยับหรือกล้าส่งเสียง แม้แต่พนักงานเสิร์ฟหลังเคาน์เตอร์ยังยืนขาสั่น ไม่กล้าแม้แต่จะเดินไปเติมน้ำชาให้เขา

ลั่วหมิงซูหรี่ตาลง เธอเดินตรงไปหาเจียวเจียวกับเฉิงไคเงียบ ๆ เสียงส้นสูงกระทบพื้นดัง กริ๊ก...กริ๊ก ฝ่าความเงียบ ทุกสายตาตวัดมามองเธอเป็นตาเดียว เหมือนเธอกำลังเดินเข้าลานประหาร

"เกิดอะไรขึ้น" เธอเดินไปหยุดข้าง ๆ แล้วกระซิบถาม

สือเยว่เจียวสะดุ้งเฮือก รีบคว้าแขนเธอหมับ นิ้วจิกจนเจ็บ "พี่หมิงซู เรา...รีบออกไปจากที่นี่กันเถอะ"

"เขาเป็นใคร" เธอปรายตามองผู้ชายที่ยังนั่งกินขนมหน้าตาเฉย

เฉิงไคกลืนน้ำลายเอื๊อกใหญ่ เสียงกระซิบสั่นปนหอบ "คุณอย่าไปมองหน้าเขานะ เขาคือ...เยี่ยนเส้าเหิง"

แค่หลุดชื่อนี้ออกมา เฉิงไคก็ทำหน้าเหมือนเห็นผี ลั่วหมิงซูขมวดคิ้ว

“เยี่ยนเส้าเหิง...”

ลั่วหมิงซูทวนชื่อนั้นเบา ๆ ชื่อนี้เอง...ชื่อเดียวกับที่อยู่บนบัตรเชิญสีดำขอบทอง ซึ่งอาหญิงพบในรถของเจียวเจียวเมื่อคืน เธอหันไปมองเสี้ยวหน้าของชายในชุดดำอีกครั้ง รูปร่างสูง สายตาคม และสีหน้าที่เหมือนมองทุกอย่างออก ทำให้ความทรงจำบางอย่างผุดขึ้นมา

แต่ก่อนที่เธอจะปะติดปะต่อความทรงจำได้ เฉิงไคก็รีบพูดต่อ

“ใช่ๆ” เฉิงไคพยักหน้ารัว “เขาคือคนคุมเกมของตระกูลหาน ดูแลทั้งคาสิโนและธุรกิจใต้ดินหลายส่วนในมาเก๊า ไม่มีใครรู้ว่าเขามาจากไหน แต่ทุกคนรู้ว่าไม่ควรหาเรื่องเขา ต่อให้หานจิ่วมีอำนาจแค่ไหน คนที่คิดและตัดสินใจอยู่เบื้องหลังก็ยังเป็นเยี่ยนเส้าเหิง”

เฉิงไคสูดหายใจลึก พยายามอธิบายความน่ากลัวให้ฟัง "เมื่อกี้...ตอนที่คุณออกไปคุยโทรศัพท์ รถสีดำคันหนึ่งมาจอดตรงปากตรอก แล้วจู่ ๆ เขาก็เดินเข้ามา ไม่มีลูกน้องตามมาสักคน! ทุกคนวงแตกกระเจิง โต๊ะนี้ดีที่สุดในร้าน เขาแค่ปรายตามอง...ผมกับเจียวเจียวก็ต้องรีบลุกหนีแทบไม่ทัน คุณหนูลั่ว...เราอย่าไปยุ่งกับคนระดับนี้เลยนะ พวกมันคือคนเหนือคน กฎหมายทำอะไรไม่ได้หรอก"

คนเหนือคนงั้นเหรอ?

ฟังจบ แม้ความหวาดกลัวจะซ่อนอยู่ลึก ๆ แต่แววตาของเธอกลับไม่ยอมแสดงมันออกมา ตรงกันข้าม...สายตาคมดันมีประกายวาวขึ้นบางอย่าง มันคือความทะเยอทะยานที่ถูกจุดขึ้นมาในความมืด

เธอจ้องแผ่นหลังกว้างของคนในเชิ้ตดำ

เยี่ยนเส้าเหิง...มือขวาและมันสมองของตระกูลหาน

สำหรับคนอื่น เขาอาจจะเป็นปีศาจที่ต้องหนีให้ไกล แต่สำหรับเธอในวินาทีนี้...เขาคือเครื่องมือ เป็นสะพานและทางลัด ที่จะพาเธอพุ่งตรงไปสู่ความลับดำมืดในบ้านตระกูลลั่ว

ความทรงจำเมื่อหลายเดือนก่อนแวบเข้ามาในหัวเหมือนหนังฉายซ้ำ

คืนที่พายุเข้าปักกิ่ง เธอแอบเข้าไปหาเอกสารในห้องทำงานของลั่วจิ้งถิง แต่พอแง้มประตู ก็เห็นพ่อกำลังคุยกับผู้ชายคนหนึ่งอยู่ด้านใน ผู้ชายคนนั้นสวมสูทสีเข้ม รูปร่างสูง และให้ความรู้สึกอันตรายจนเธอไม่กล้าขยับ

พ่อเธอดันกระเป๋าเอกสารโลหะใบหนึ่งไปตรงหน้าเขา...กระเป๋าที่ปกติพ่อใช้ใส่เงินสดมหาศาล หรือไม่ก็เอกสารคอขาดบาดตาย

'นี่คือค่าตอบแทนสำหรับความเรียบร้อยในรอบนี้...หวังว่าทางฝั่งมาเก๊าจะปิดปากเงียบเหมือนเดิม' เสียงพ่อเธอแหบพร่าและเคร่งเครียดมาก

เขาไม่ตอบ เพียงรับกระเป๋าแล้วหมุนตัวกลับ จังหวะนั้นสายตาคมก็ตวัดมาที่ประตู สบเข้ากับลั่วหมิงซูที่กำลังแอบมองอยู่พอดี

ตอนนั้นลั่วหมิงซูใจหายวาบ คิดว่าต้องถูกพ่อจับได้แน่ แต่ผู้ชายคนนั้นเพียงยกมุมปากเล็กน้อย ก่อนเดินออกทางประตูหลังโดยไม่พูดถึงเธอสักคำ

ผู้ชายคนนั้นในคืนนั้น...ก็คือเยี่ยนเส้าเหิงที่นั่งอยู่ตรงหน้าเธอตอนนี้ไง

ลั่วหมิงซูกำมือแน่นจนเล็บจิกเนื้อ สมองปะติดปะต่อเรื่องราวรวดเร็ว

เยี่ยนเส้าเหิงรับเงินจากพ่อเธอ...ทำงานสกปรกให้ตระกูลลั่ว แต่การที่เขาเลือกจะปิดปากเงียบ ไม่ฟ้องเรื่องเธอ นั่นแปลว่าเขาไม่ใช่หมารับใช้ที่ซื่อสัตย์ของลั่วจิ้งถิง เขาไม่ได้จงรักภักดีต่อตระกูลลั่ว เขาเป็นแค่ทหารรับจ้าง ทำทุกอย่างเพื่อผลประโยชน์

และถ้าเขาซื้อได้ด้วยเงิน...เขาก็ต้องต่อรองได้

ความสงสัยที่ติดค้างมาหลายเดือนจึงมีเบาะแสเพิ่มขึ้น เธอตามจนรู้ชื่อหลันซู่เจินกับหลันเย่ถิงแล้ว แต่ยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่าเด็กชายเป็นสายเลือดของพ่อ และไม่รู้แน่ชัดว่าทั้งคู่ซ่อนตัวอยู่ที่ไหน

เดิมทีเธอมามาเก๊าเพื่อหนีงานแต่ง และรับปากอาหญิงว่าจะช่วยดูแลสือเยว่เจียว ไม่ให้ถลำลึกเข้าไปเกี่ยวข้องกับเครือข่ายของตระกูลหานมากกว่านี้ ตอนนี้เรื่องนั้นกลับกลายเป็นรอง เมื่อเธอพบเบาะแสที่อาจโยงตรงไปถึงความลับของพ่อ

สิ่งสำคัญที่สุดคือการดึงเยี่ยนเส้าเหิงมาเป็นพวก ใช้เขาเป็นทางลัดตรวจสอบความลับของพ่อ พิสูจน์ความเกี่ยวข้องของหลันซู่เจินกับหลันเย่ถิง และตัดทางไม่ให้สองแม่ลูกใช้เรื่องนี้ก้าวเข้ามาแย่งชิงในบ้านลั่ว

เยี่ยนเส้าเหิงอาจจะเป็นคนที่อันตรายมากที่สุดคนหนึ่งในมาเก๊า แต่มันก็คุ้มค่าที่จะเสี่ยงเดินเข้าไปหา

ลั่วหมิงซูผ่อนลมหายใจช้า ๆ เธอซ่อนความตื่นเต้นไว้มิดชิด ทำสีหน้าเรียบเฉยตามแบบคุณหนูใหญ่ ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับเยี่ยนเส้าเหิงตอนนี้มันไม่เท่าเทียมกันเลย เขาคุมอำนาจในพื้นที่ บีบเธอตายได้ด้วยนิ้วเดียว ไม่จำเป็นต้องสนคุณหนูหนีออกจากบ้านตัวเปล่าอย่างเธอด้วยซ้ำ

แต่เธอก็คือลั่วหมิงซู ไม่เคยกลัวเสียหน้า และไม่เคยกลัวที่จะเดินลุยไฟ

"พี่หมิงซู...ไปกันเถอะ ฉันขอร้อง" สือเยว่เจียวกระตุกแขนเสื้อเธอเบา ๆ เสียงสั่นน่าสงสาร

"พวกเธอรออยู่ตรงนี้" ลั่วหมิงซูสะบัดแขนออก

"หา! พี่จะทำอะไรน่ะ!" ทั้งเจียวเจียวและเฉิงไคเบิกตากว้าง

เธอไม่ตอบ แต่เชิดหน้าขึ้น ยืดหลังตรงสง่างาม แล้วก้าวเดินออกไป ทิ้งเด็กสองคนไว้ข้างหลัง ตรงดิ่งไปหาโต๊ะมุมสุดทันที

กริ๊ก...กริ๊ก...กริ๊ก

เสียงส้นสูงดังก้องฝ่าความเงียบ ทุกก้าวมั่นคง ไม่มีลังเลหรือหวาดกลัว สายตาทั้งร้านจับจ้องเธอเป็นตาเดียว บางคนอ้าปากค้าง บางคนเบือนหน้าหนี ไม่อยากเห็นจุดจบสยองขวัญของผู้หญิงรนหาที่ตาย

เธอหยุดยืนอยู่ตรงข้ามเขา มีแค่โต๊ะไม้ทรงกลมกั้นกลาง

มือที่กำลังตักขนมหวานชะงัก เขาไม่ได้เงยหน้ามองทันที เพียงปรายตามาที่ปลายรองเท้าส้นสูงของเธอ แรงกดดันจากสายตานั้นทำให้ลั่วหมิงซูเผลอกลั้นหายใจ

แต่เธอถอยตอนนี้ไม่ได้ ลั่วหมิงซูสูดลมหายใจลึก รวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มี แล้วเอ่ยชื่อที่ไม่มีใครในร้านกล้าแม้แต่จะกระซิบ ออกมาด้วยเสียงดังกังวาน ชัดเจน

"เยี่ยนเส้าเหิง"

บทก่อนหน้า
บทถัดไป