บทที่ 6 บทที่4 เกมพนัน
ทันทีที่ลั่วหมิงซูเรียกชื่อเขา ทั้งร้านก็เงียบลง ไม่มีใครคาดคิดว่าเธอจะกล้าเรียกเขาตรง ๆ ต่อหน้าคนมากมาย
เยี่ยนเส้าเหิงชะงักมือที่กำลังตักเต้าฮวยน้ำขิง ช้อนกระเบื้องเคลือบสีขาวหยุดนิ่งอยู่กลางอากาศเพียงเสี้ยววินาที ก่อนที่เขาจะวางมันลงบนโต๊ะไม้เบาๆ
เขาไม่ได้รีบหันมามอง เพียงเบือนหน้ามาช้า ๆ ตวัดสายตาขึ้นมองหญิงสาวที่กล้าเรียกชื่อเขาตรง ๆ ทั้งที่คนในร้านไม่มีใครกล้าสบตา ดวงตานั้นนิ่งจนอ่านอารมณ์ไม่ออก ไม่ได้แสดงทั้งความแปลกใจหรือความโกรธ เขาเพียงประเมินว่าเธอมีค่าพอให้เสียเวลาด้วยหรือไม่
ลั่วหมิงซูสูดหายใจลึก พยายามเก็บความหวาดกลัวที่แล่นขึ้นมาตามแนวไขสันหลัง เธอรู้ดีว่าผู้ชายตรงหน้าคือคนของตระกูลหาน ตัวแทนของผู้มีอำนาจมืดในอุตสาหกรรมคาสิโนของมาเก๊า เป็นตัวตนที่แม้แต่พวกนักเลงหัวไม้อย่างเฉิงไคยังต้องยืนตัวสั่นงันงก
แต่เธอคือลั่วหมิงซู คุณหนูใหญ่ตระกูลลั่วที่ถูกฝึกให้รับมือกับแรงกดดันมาตั้งแต่เด็ก แม้หัวใจจะเต้นเร็ว สีหน้าของเธอก็ยังสงบนิ่ง ไม่รอให้อีกฝ่ายเชิญ เธอดึงเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามออกแล้วนั่งลงเผชิญหน้ากับเขา
เมื่อระยะห่างลดลง กลิ่นยาสูบเจือมินต์ก็ชัดขึ้น ยิ่งทำให้เขาดูกดดัน ทั้งที่ยังไม่ได้แตะต้องเธอเลย เยี่ยนเส้าเหิงเอนแผ่นหลังพิงพนักเก้าอี้ สองแขนกอดอก ท่าทีของเขาเต็มไปด้วยความผ่อนคลาย ผิดกับคนทั้งร้าน
"คุณหนูตระกูลลั่วนี่...ใจกล้ากว่าที่ผมประเมินไว้แฮะ" น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำและชัดเจน เขาไม่ได้แปลกใจที่เห็นเธอ เหมือนรู้ตัวตนของเธอมาตั้งแต่แรก
"นายรู้จักฉัน?" ลั่วหมิงซูเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แสร้งทำเป็นประหลาดใจ ทั้งที่ในใจแอบลอบประเมินเครือข่ายข่าวสารของเขาใหม่ทั้งหมด
"มาเก๊าแคบกว่าที่คุณคิด คุณหนูลั่วหมิงซู" เยี่ยนเส้าเหิงตอบกลับด้วยใบหน้าเรียบเฉย "ข่าวคุณหนูใหญ่ตระกูลลั่วหนีงานแต่งกับซูเจ๋ออัน บินด่วนมาลงที่เกาะนี้ มันดังพอ ๆ กับพายุไต้ฝุ่นที่กำลังจะเข้าเลยล่ะ"
"ในเมื่อนายรู้จักฉัน งั้นการคุยธุรกิจของเราก็คงง่ายขึ้น" ลั่วหมิงซูไม่ยอมเสียเวลาอ้อมค้อม เธอประสานมือไว้บนโต๊ะ โน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อยเพื่อลดระยะห่างและบีบคั้นบรรยากาศ "ฉันอยากรู้ราคาตลาดของนาย เยี่ยนเส้าเหิง...ปกติแล้วตระกูลหานคิดค่าตัวนายเท่าไหร่ ในการเป็นหมาเฝ้าบ้านให้พวกเศรษฐีน่ะ?"
สิ้นประโยคนั้น สือเยว่เจียวและเฉิงไคที่ยืนหดหัวอยู่มุมร้าน ถึงกับเบิกตากว้างแทบถลน เฉิงไคแทบอยากพุ่งเข้ามาปิดปากเธอ เรียกคนคุมเกมของมาเก๊าว่าเป็น 'หมาเฝ้าบ้าน' ไม่ต่างจากหาเรื่องตาย
เยี่ยนเส้าเหิงไม่ได้โกรธอย่างที่ทุกคนคาด เขากลับหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ น้ำเสียงนั้นมีทั้งความเยาะเย้ยและความสนใจ
"ราคาของผมงั้นเหรอ?" ชายหนุ่มยกนิ้วหัวแม่มือขึ้นนวดคลึงหัวคิ้วตัวเองอย่างเกียจคร้าน "มันขึ้นอยู่กับว่า...คุณมีปัญญาจ่ายไหวหรือเปล่า"
"พ่อของฉัน...ลั่วจิ้งถิง จ่ายให้นายไปเท่าไหร่ล่ะ?" ลั่วหมิงซูโยนไพ่เด็ดลงบนโต๊ะทันที ดวงตาของเธอจับจ้องทุกปฏิกิริยาบนใบหน้าของเขาอย่างไม่กะพริบ "ในคืนพายุเข้าเมื่อหลายเดือนก่อน ที่ห้องทำงานลับในบ้านตระกูลลั่วที่ปักกิ่ง กระเป๋าเอกสารโลหะใบนั้นที่พ่อฉันมอบให้นาย...มันคือค่าจ้างสำหรับอะไร?"
ความเกียจคร้านบนใบหน้าของเยี่ยนเส้าเหิงจางลง ดวงตาหรี่เล็กน้อยขณะประเมินคำพูดของเธอ
เธอรู้? ไม่สิ...เธอเห็นเขาในคืนนั้น
เยี่ยนเส้าเหิงจำได้ดีถึงคืนที่เขาไปเจรจาธุรกิจกับลั่วจิ้งถิง จำดวงตากลมที่แอบลอบมองผ่านรอยแยกของประตูได้ เขาจงใจปล่อยผ่าน ไม่คิดจะเตือนตาเฒ่าลั่วว่ามีความลับรั่วไหล เพราะมันไม่ใช่กงการอะไรของเขา แต่ไม่คิดเลยว่าเด็กสาวที่ยืนตัวแข็งอยู่หลังประตูวันนั้น วันนี้กลับกล้านั่งต่อรองกับเขาตรงๆ
"คุณแอบฟังผู้ใหญ่คุย เป็นนิสัยที่ไม่น่ารักเลยนะ คุณหนูลั่ว" เยี่ยนเส้าเหิงแค่นหัวเราะ "แล้วทำไมผมต้องบอกคุณด้วยล่ะ?"
“เพราะฉันมีเงิน และฉันพร้อมจ่ายให้มากกว่าที่พ่อฉันจ่ายให้นาย!”
ลั่วหมิงซูเชิดหน้าขึ้นอย่างถือดี ก่อนจะโน้มตัวเข้าไปใกล้และลดเสียงลงจนเหลือเพียงเสียงกระซิบที่มีแค่คนตรงหน้าได้ยิน “ฉันอยากรู้ว่า...พ่อของฉันว่าจ้างให้นายหรือตระกูลหาน ปกป้องผู้หญิงกับลูกชายที่เขาซ่อนไว้ในมาเก๊าใช่ไหม”
บรรยากาศบนโต๊ะตึงเครียดขึ้นมาทันที ลั่วหมิงซูเดิมพันทุกอย่างด้วยข้อมูลนี้ เธอแน่ใจว่าลั่วจิ้งถิงต้องใช้เครือข่ายใต้ดินของมาเก๊าในการซุกซ่อนสายเลือดสวะพวกนั้น ก่อนจะหาทางฟอกขาวพากลับเข้าปักกิ่งอย่างแน่นอน
เยี่ยนเส้าเหิงมองลึกเข้าไปในดวงตาที่ฉ่ำรื้นไปด้วยความดื้อดึง และเปี่ยมล้นด้วยความทะเยอทะยานของอีกฝ่าย ผู้หญิงคนนี้ไม่ได้เป็นเพียงคุณหนูเอาแต่ใจที่หนีงานแต่งมาเท่านั้น ภายใต้ท่าทางเย่อหยิ่งนั้น เธอกำลังกางกรงเล็บเพื่อขุดรากถอนโคนศัตรูในบ้านตัวเองต่างหาก
ช่างเป็นคุณหนูที่ดุร้ายและน่าสนใจจริงๆ
แต่ข้อตกลงในโลกของเขาก็ยังเป็นข้อตกลง
“เสียใจด้วย คุณหนูลั่ว” เยี่ยนเส้าเหิงปฏิเสธเสียงเรียบ “ผมอาจไม่ใช่คนดี แต่ผมไม่ขายข้อมูลลูกค้า พ่อคุณจ่ายเงินให้ผม ผมก็ต้องรักษาข้อตกลง”
คำปฏิเสธที่ชัดเจนทำให้ลั่วหมิงซูเม้มปาก เธอเสี่ยงเดินเข้ามาหาเขาถึงที่ แต่เขากลับปิดทางเจรจาโดยไม่ลังเล
"ไม่มีความลับไหนที่ซื้อไม่ได้ด้วยเงินหรอก เยี่ยนเส้าเหิง"
"งั้นก็แปลว่าเงินของคุณยังไม่มากพอ ที่จะทำให้ผมยอมแหกกฎ" เขาตอกกลับอย่างเจ็บแสบ พลางทำท่าจะลุกขึ้นยืน
"เดี๋ยวก่อน!" ลั่วหมิงซูตบโต๊ะดังปัง! รั้งให้ชายหนุ่มต้องชะงัก
สมองของเธอแล่นปรู๊ดอย่างรวดเร็ว ในเมื่อใช้เงินง้างปากไม่ได้ ในเมื่อการเจรจาตรง ๆ ไม่เป็นผล เธอก็ต้องใช้วิธีที่คนโลกมืดอย่างเขาคุ้นเคยที่สุด
"นายทำงานให้คาสิโน...งั้นเรามาเล่นเกมกันหน่อยเป็นไง?" ลั่วหมิงซูเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงท้าทาย ดวงตาของเธอพราวระยับไปด้วยแผนการ
เยี่ยนเส้าเหิงเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง "เกมงั้นเหรอ?"
"ใช่ เกมพนัน"
ลั่วหมิงซูล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าสะพายแบรนด์เนมของตัวเอง หยิบเหรียญกษาปณ์สีเงินวาววับออกมาหนึ่งเหรียญ วางมันลงบนโต๊ะกระจก เสียงเหรียญกระทบโต๊ะดัง กริ๊ก เบา ๆ ท่ามกลางความเงียบ
จากนั้น เธอก็หยิบแท่งลิปสติกสีแดงสดแบรนด์หรูออกมา ปลอกสีทองสะท้อนแสงไฟวิบวับ เธอหมุนปลอกลิปสติกออกช้า ๆ ริมฝีปากสีแดงเม้มเข้าหากันเล็กน้อย ก่อนจะพูดต่อ "ทายหัวก้อย ง่าย ๆ เบสิกที่สุด ถ้าฉันชนะ นายต้องตอบคำถามฉันหนึ่งข้อ แต่ถ้านายชนะ...ฉันจะยอมเดินออกจากร้านนี้ไปเงียบ ๆ และไม่มาวุ่นวายกับนายอีก"
เยี่ยนเส้าเหิงปรายตามองเหรียญกษาปณ์สลับกับลิปสติกในมือเธอ รอยยิ้มบาง ๆ ที่อ่านไม่ออกผุดขึ้นที่มุมปากอีกครั้ง "คุณคิดจะเอาชนะผมด้วยเกมปาหี่เด็กเล่นเนี่ยนะ?"
"กลัวหรือไง?" เธอเชิดหน้าท้าทาย
"ผมไม่เคยกลัวการพนัน..." ชายหนุ่มโน้มตัวไปข้างหน้า วางข้อศอกลงบนโต๊ะ สองมือประสานกันไว้ใต้คาง "ตกลง ผมรับคำท้า"
