บทที่ 5 ป้อมปราการที่ไร้ทางออก
บทที่ 5 ป้อมปราการที่ไร้ทางออก
ทันทีที่เสียงประตูกระจกนิรภัยบานใหญ่ปิดล็อกจากด้านนอก และไฟแสดงสถานะบนแผงควบคุมเปลี่ยนเป็นสีแดง บ่งบอกว่าผู้เป็นเจ้าของเพนต์เฮาส์ได้ออกไปทำงานแล้ว ความเงียบสงัดก็ทิ้งตัวลงปกคลุมพื้นที่กว้างขวางอีกครั้ง
พิมพ์นาราลุกขึ้นจากโซฟาตัวหนานุ่ม เธอกวาดสายตามองไปรอบๆ ห้องนั่งเล่นที่ตกแต่งอย่างหรูหรา ทุกรายละเอียดสะท้อนถึงความมั่งคั่งและรสนิยมเหนือระดับ แต่มันกลับทำให้เธอรู้สึกอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก
เธอต้องหาทางออก ผู้ชายคนนั้นกำลังบีบคั้นเธอจนไร้ทางสู้ และการยอมจำนนอยู่ที่นี่ก็ไม่ต่างอะไรกับการรอวันตายใจ
สองเท้าเล็กก้าวเดินสำรวจไปตามแนวผนังกระจกที่ทอดยาวไปจนถึงประตูทางเข้าหลัก มือบางลองขยับลูกบิดประตูโลหะดู แต่มันแน่นิ่งสนิทราวกับถูกหลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกับวงกบ แผงควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ด้านข้างสว่างวาบขึ้นพร้อมข้อความแจ้งเตือนให้สแกนลายนิ้วมือและม่านตาเพื่อปลดล็อก
พิมพ์นาราถอนหายใจหนักหน่วง เธอรู้ดีว่าระบบความปลอดภัยของที่นี่ออกแบบมาเพื่อป้องกันการบุกรุกจากภายนอก และในขณะเดียวกันก็เป็นการกักขังคนภายในอย่างสมบูรณ์แบบ
เธอละความพยายามจากประตูหลักและเบนเข็มไปยังลิฟต์ส่วนตัวที่ซ่อนอยู่หลังผนังลายหินอ่อน แต่ยังไม่ทันจะได้ก้าวเข้าไปใกล้ เสียงฝีเท้าที่ก้าวเข้ามาอย่างสม่ำเสมอก็ทำให้เธอต้องหยุดชะงัก
"คุณเอยต้องการอะไรหรือเปล่าคะ ให้ป้าช่วยหาไหม"
ป้าจันทร์ หัวหน้าแม่บ้านเก่าแก่ ปรากฏตัวขึ้นพร้อมรอยยิ้มสุภาพ แต่แววตาและการยืนขวางทางไปสู่ลิฟต์นั้นบ่งบอกถึงหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายมาอย่างชัดเจน
"ฉันแค่อยากเดินยืดเส้นยืดสายหน่อยค่ะป้าจันทร์" พิมพ์นาราฝืนยิ้มตอบ พยายามเก็บซ่อนความผิดหวังไว้มิดชิด
"คุณหมอสั่งไว้ว่าช่วงนี้คุณเอยร่างกายยังไม่แข็งแรง ให้พักผ่อนอยู่แต่ในโซนห้องนั่งเล่นกับห้องนอนนะคะ ถ้าเบื่อ ป้าจะเปิดภาพยนตร์ให้ดู หรือจะอ่านหนังสือในห้องทำงานคุณหมอก็ได้ค่ะ"
คำพูดของแม่บ้านเป็นทั้งคำแนะนำและคำสั่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ พิมพ์นาราพยักหน้ารับช้าๆ ก่อนจะเดินเลี่ยงกลับมาที่โซนห้องนั่งเล่น สายตาของเธอสะดุดเข้ากับโทรศัพท์บ้านเครื่องหรูที่วางอยู่บนโต๊ะมุมห้อง
ความหวังเล็กๆ จุดประกายขึ้นมาอีกครั้ง เธออาจจะใช้มันโทรหาเพื่อนสนิท หรืออย่างน้อยก็ติดต่อทนายความเพื่อหาทางออกเรื่องทะเบียนสมรสที่ถูกบังคับเซ็น
เธออาศัยจังหวะที่ป้าจันทร์หันไปจัดเรียงนิตยสารบนโต๊ะกลาง ก้าวเร็วๆ เข้าไปยกหูโทรศัพท์ขึ้นมาแนบหู นิ้วเรียวกดหมายเลขโทรศัพท์สิบหลักที่จำได้ขึ้นใจด้วยความรวดเร็ว
ทว่า... เสียงสัญญาณที่ตอบกลับมากลับไม่ใช่เสียงรอสายตามปกติ แต่เป็นเสียงข้อความอัตโนมัติแจ้งว่าหมายเลขนี้ถูกระงับการโทรออกภายนอกชั่วคราว
พิมพ์นารากำหูโทรศัพท์แน่นจนข้อปลายนิ้วขาวซีด ความรู้สึกสิ้นหวังถาโถมเข้าใส่ราวกับคลื่นลูกใหญ่ เขารอบคอบเกินไป ปิดตายทุกช่องทางติดต่อของเธออย่างสมบูรณ์แบบ
"ทำไม..." เธอพึมพำกับตัวเองเสียงสั่น น้ำตารื้นขึ้นมาคลอเบ้า
ติ๊ด!
เสียงสัญญาณเตือนดังขึ้นเบาๆ จากลำโพงที่ติดอยู่บนเพดานมุมห้อง ตามมาด้วยเสียงทุ้มต่ำและเยือกเย็นที่คุ้นเคย ดังก้องกังวานไปทั่วบริเวณ
"วางหูโทรศัพท์ลงซะ พิมพ์นารา"
พิมพ์นาราสะดุ้งสุดตัว หูโทรศัพท์ร่วงหล่นจากมือกระแทกกับโต๊ะ เธอเงยหน้าขึ้นมองตามต้นเสียง และพบกับเลนส์กล้องวงจรปิดขนาดเล็กที่ซ่อนตัวอยู่หลังช่องแอร์ มันกำลังกะพริบแสงสีแดง บ่งบอกว่ากำลังบันทึกภาพและส่งสัญญาณภาพสดกลับไปยังผู้ดูแลระบบ
เขากำลังมองเธออยู่ เขามองเห็นทุกการกระทำ ทุกความพยายามที่จะดิ้นรนหนีจากเขา
"คุณแอบดูฉันตลอดเวลาเลยหรือไง คุณมันโรคจิต" เธอตะโกนใส่กล้องวงจรปิดด้วยความโกรธจัดและอับอายที่ถูกจับได้ ความหวาดกลัวเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความโมโห
เสียงหัวเราะในลำคอดังลอดออกมาจากลำโพง เป็นเสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งอารมณ์ขัน "ฉันแค่ดูแลความปลอดภัยให้เมียตัวเอง... กลับไปนั่งพักที่โซฟาซะ พิมพ์นารา อย่าให้ฉันต้องทิ้งงานแล้วกลับไปจัดการเธอตอนนี้"
