บทที่ 13 13
มีแฟนแล้วไม่ใช่หรือไงเธอไม่อยากโดนแหกอกหรอกนะ ที่สำคัญผู้หญิงคนนั้นยังเคยเป็นเพื่อนสมัยเรียนของเธออีก อะไรจะน่าอึดอัดกว่านี้ช่วยบอกที นี่ไม่อยากจะนึกถึงวันที่เที่ยวเลยสักนิด แค่คิดก็น่าเบื่อจนอยากจะบ้าตาย กลับมาแทนที่จะได้อยู่ในไร่แบบเงียบสงบแต่ไม่ใช่อย่างที่วาดฝันไว้เลย
“ไปเรียนถึงเมืองนอกเมืองนา กลับมาที่นี่พกความรู้อะไรมาบ้างล่ะ” คนตัวเล็กแสร้งทำเป็นหยิบหนังสือขึ้นมาอ่านไม่สนใจคำพูดของร่างสูง เขาไม่ได้อยากจะรู้ความเป็นไปของเธอหรอก แค่คันปากอยากจะต่อว่าอยากจะเหยียดหยามกันเท่านั้นเอง
หากเป็นคนอื่นเธอคงด่ากราดไปแล้ว แต่เพราะเป็นเขาจึงเลือกที่จะเงียบไม่ตอบโต้ การที่เธอไม่เข้าไปวุ่นวายกับชีวิตของเขาถือเป็นเรื่องที่ดีแล้วไม่ใช่หรือ ความจริงแล้วธนภัทรน่าจะชอบด้วยซ้ำ
“พัทราวี !” ผู้หญิงที่เคยวิ่งตามต้อยๆ บัดสีกำลังอวดดีทำเหมือนเขาเป็นธาตุอากาศ ถ้าไม่เรียกว่ากวนประสาทแล้วจะให้เรียกว่าอะไร
“พี่พีมีอะไรหรือเปล่าคะ” โมโหอะไร เธอไม่เข้าใจผู้ชายคนนี้จริงๆ ข้างในกำลังคิดอะไรอยู่กันแน่
“เธอกำลังหาวิธีเรียกร้องความสนใจจากฉันสินะ” คนพูดกอดอกนั่งหลังตรง อีกทั้งสายตาที่ใช้มองยังดูเหยียดหยามไม่เปลี่ยนแปลง เล่นเอาพัทราวีหน้าชาไปทั้งแถบ
“ผิงไม่มีเหตุผลที่ต้องเรียกร้องความสนใจจากพี่พีนี่คะ เมื่อก่อนอาจจะใช่...แต่ตอนนี้อะไรๆ มันก็เปลี่ยนไปแล้ว” วางหนังสือลงข้างๆ ตัวแล้วหันไปจ้องหน้าคนตัวโต “ผิงโตแล้ว ไม่กลับไปทำตัวงี่เง่าให้พี่พีด่าหรอกค่ะสบายใจได้”
“เพิ่งรู้ตัวเหรอว่างี่เง่า” ธนภัทรเปลี่ยนท่านั่งแล้วจ้องใบหน้าหวานกลับไปอย่างท้าทาย
“ใช่ค่ะ เพิ่งมารู้ก็ตอนที่แฟนพี่พีมาบอกผิง ขอโทษด้วยก็แล้วกันนะคะที่คอยตามตื้อ” ให้ตายสิ เธออยากจะตบปากตัวเองจังที่เผยเรื่องนี้ออกไป เหมือนกับว่าตัวเองกำลังประชดประชันเขาอย่างไรอย่างนั้น
‘เราควรเด็ดขาดสิผิง ไม่จำเป็นต้องพูดถึงยัยผู้หญิงคนนั้นเลย’
“เจอกับฟางแล้วสินะ” เขาเหยียดยิ้มเหมือนพออกพอใจ “ฟางเขาน่ารัก เรียบร้อยและมีมารยาท ฉันยังงงอยู่ว่าเคยเป็นเพื่อนกับคนอย่างเธอได้อย่างไร”
“ไม่รู้สินะ บางทีผ้าที่คิดว่าพับไว้อย่างเรียบร้อย ความจริงแล้วอาจจะยับยู่ยี่แต่พยายามแสร้งทำเป็นเรียบก็ได้” อยากจะลุกหนีเต็มทน เธอไม่ชอบที่ ธนภัทรดึงเธอไปเปรียบเทียบกับลดาวัลย์ ไม่ว่าจะเมื่อก่อนหรือตอนนี้เขาก็ยังไม่เลิกเปรียบเทียบเธอกับผู้หญิงคนอื่นๆ
“ผ้าที่ยับยู่ยี่แถมไม่ได้พับไว้ ฉันว่ามันคือเธอต่างหาก” ชายหนุ่มหัวเราะออกมาเล็กน้อย อยากจะรู้จริงๆ ว่าที่ทำเป็นเมินทำเป็นไม่สนใจมันออกมาจากใจจริงๆ หรือเปล่า หรือแค่สร้างเกาะป้องกันขึ้นมาเท่านั้น
“พี่พี !”
“ทำไม...ฉันพูดแทงใจดำหรือไง เป็นผู้หญิงหักรักนวลสงวนตัวเหมือนคนอื่นๆ เขาบ้าง กลับมาไม่ทันไรก็หา ‘อ่อย’ เพื่อนฉันแล้ว” เน้นคำว่าอ่อยชัดเจนจนคนฟังโกรธควันออกหู เขาไม่มีสิทธิ์มาดูถูกเธอแบบนี้ !
“ผู้หญิงง่ายๆ แหย่นิดก็ตอบรับ ผู้ชายที่ไหนมันจะไม่ชอบจริงไหม”
พัทราวีเชิดหน้าขึ้น ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมถึงต้องน้อยใจกับคำพูดถากถางของธนภัทร
“เก็บคำพูดต่ำๆ ไว้ใช้กับคนรักของพี่พีเถอะค่ะ ถ้าได้มาแล้วก็แสดงว่า ‘ง่าย’ ไม่ต่างจากที่ว่าผิงหรอก !” ถลึงตาใส่แบบนี้แสดงว่าทั้งคู่มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกันแล้วสินะ “ส่วนเรื่องพี่เจตต์ไม่ต้องห่วงนะคะ เพราะดูท่าทางแล้วพี่เขาคงจะเต็มใจให้ผิง ‘อ่อย’ ได้เต็มที่”
“พัทราวี !” มันน่านัก ยอกย้อนได้เจ็บแสบยิ่งกว่าเมื่อก่อนเสียอีก
“ทะเลาะอะไรกันไอ้สองคนนี้ ไม่เจอกันตั้งนานแทนที่จะคิดถึงกัน ดันมากัดกันเสียนี่” ณดลเดินกลับเข้ามาในบ้านทันได้ยินเสียงโวยวายของน้องสาวตัวเอง “ไปยั่วโมโหอะไรมันอีกล่ะ”
“ผิงไม่ได้ทำ ถามเพื่อนพี่ดินเองก็แล้วกัน ใครเขาอยากจะยุ่งด้วย !” เสียงหวานตอบอย่างฉุนเฉียวแล้วเดินออกจากบ้าน เป็นจังหวะเดียวกับที่ เจตรินทร์กับชิษณุเดินเข้ามา
“จะไปไหน หืม?” ดูจากหน้าตาแล้วเหมือนสาวน้อยกำลังอารมณ์ไม่ดีเท่าไหร่ มองลึกเข้าไปในบ้านเห็นสายตาของเพื่อนรักจับจ้องมาก็พอจะเดาออกว่าเกิดอะไรขึ้น
“ผิงจะไปเดินเล่นค่ะ พี่เจตต์จะไปด้วยกันไหมคะ” ปลายประโยคเธอพูดเสียงดังหวังให้คนข้างในได้ยิน
“ไม่ปฏิเสธครับ” พัทราวียิ้มกว้าง มือบางคว้าข้อมือของชายหนุ่มไว้แน่นก่อนจะพากันไปเดินเล่นอย่างที่ได้พูดเอาไว้
“มึงตกกระป๋องแล้วล่ะไอ้พี” ชิษณุว่าขำๆ
“ปล่อยน้องไปแบบนั้นได้ไงวะไอ้ดิน ไอ้เจตต์ไม่ใช่เล่นๆ” ควงผู้ชายระริกระรี้ต่อหน้าคนอื่นๆ ไม่รู้จักมียางอายสักนิด ไปอยู่ต่างประเทศมาคงซึมซับวิถีชีวิตมาเต็มที่ คงลืมไปแล้วว่าผู้หญิงไทยควรประพฤติตนอย่างไร “หญิงมันเยอะจะตาย”
“กูถามมึงตรงๆ นะไอ้พี ที่มึงถามเพราะห่วงหรือเพราะหวงไอ้ผิงมันวะ”
“สงสัยเหมือนกันครับ” ชิษณุดีดนิ้วดังเป๊าะ อยากจะกราบงามๆ กับคำถามของณดลที่จี้จุดแทงใจแบบนี้ ตั้งแต่พัทราวีกลับมาท่าทีของธนภัทรก็เปลี่ยนไป รวมถึงสายตาของมันด้วย
“พวกมึงพูดอะไร กูก็ถามไปงั้นแหละ อย่าลืมว่ากูมีแฟนแล้ว”
