บทที่ 5 5

“สวัสดีค่ะ” เธอยกมือไหว้หนุ่มรุ่นพี่เพราะถึงอย่างไรเจตรินทร์ก็มีอายุมากกว่าเธอ

“ไม่ไปนั่งกินด้วยกันเหรอ ไอ้พวกนั้นถามหาผิงอยู่” สาวน้อยในวันวานเติบโตขึ้นเป็นสาวสวยสะพรั่ง ไม่ผิดจากที่เขาเคยแอบคิดไว้จริงๆ ใจหนึ่งยินดีที่เห็นเธอกลับมาแต่อีกใจก็กลัวว่าหญิงสาวจะยังตัดไม่ขาดกับเรื่องของธนภัทร

“อืม...ไม่ดีกว่าค่ะ” คนตัวเล็กปฏิเสธยิ้มๆ เธอหรืออุตส่าห์หนีพวกเขา จะให้เข้าไปนั่งกินด้วยได้อย่างไรล่ะ “พี่เจตต์มาทำอะไรตรงนี้หรือคะ” เพราะนี่มันด้านหลังครัวไม่มีเหตุผลที่เจตรินทร์จะต้องเดินมา

“พี่เห็นหลังเราแวบๆ น่ะ คิดว่าใช่ก็เลยลองตามมา” ตอนที่ณดลบอกว่าพัทราวีกลับมาแล้ว เธอคงไม่รู้ว่าเขาดีใจมากแค่ไหน “สบายดีใช่ไหม”

“ก็เรื่อยๆ ค่ะ เรียนจบแล้วกลับมานี่ก็คงช่วยงานพี่ดินเขา อาจจะเป็นทางด้านรีสอร์ท” เธอเลือกที่จะไปทำงานไกลจากไร่เล็กน้อย เพราะไร่ของ      ธนภัทรก็อยู่ใกล้ๆ กับไร่ของเธอนี่แหละ

“เรื่องไอ้พี ผิงยัง...” เขารู้สึกผิดที่วันนั้นไม่สามารถปกป้องพัทราวีได้

“พี่เจตต์กลับไปนั่งดื่มกับพวกพี่ดินดีกว่าค่ะ ผิงไม่ได้กลับมานานอยากจะไปสำรวจไร่ดูหน่อย” พัทราวีรู้ดีว่าเป็นการเสียมารยาทมากที่ตัดบทเอาดื้อๆ แบบนี้ แต่จะให้ทำอย่างไรได้ในเมื่อเธอไม่อยากจะย้อนกลับไปนึกถึงวันนั้นอีก เหมือนว่าตัวเธอกำลังกลับไปจมอยู่กับความเจ็บปวดในวันนั้น

ไม่มีใครรู้หรอกว่าเธอร้องไห้หนักมากแค่ไหน กว่าจะตัดสินใจแบบเด็ดเดี่ยวไปเรียนต่อต่างประเทศนั้นไม่ใช่เรื่องที่จะทำใจได้ง่ายๆ

“พี่ขอโทษ เอาไว้พี่จะมาหาผิงใหม่นะ เรา...ยังเป็นพี่น้องกันได้ใช่ไหม”

คนตัวเล็กยิ้มรับก่อนจะพยักหน้าเบาๆ “ได้สิคะ พี่เจตต์ยังเป็นพี่ชายที่แสนดีของผิงเสมอ” เธอพูดประโยคสุดท้ายก่อนจะจูงจักรยานแล้วปั่นออกไป ทิ้งให้ชายหนุ่มที่เฝ้ามองจากทางด้านหลังมองตามไปด้วยรอยยิ้มแสนเศร้า

“ก็แค่พี่ชาย...” จะไปสู้อะไรกับคนที่ยังอยู่ในใจของเธอได้

เจตรินทร์เดินกลับมาร่วมวงกับเพื่อนทิ้งตัวลงนั่งข้างๆ ธนภัทรที่เอาแต่นั่งดื่มเงียบๆ ให้เดามันคงหวนนึกถึงวันนั้นเหมือนกัน เพราะตั้งแต่ที่มันพูดไล่  พัทราวีออกไปจากชีวิต ก็ไม่ได้พบเจอสาวน้อยอีกเลยจนถึงตอนนี้

“เสียดายว่ะ น้องผิงกลับมาทั้งทีไม่ยอมลงมาให้พี่บอยเห็นหน้า ไม่ชื่นใจเลยแบบนี้” ชิษณุเปรยเสียงบ่นเบาๆ ทำให้ณดลหัวเราะออกมาก่อนจะยื่นมือไปตบศีรษะเพื่อน

“น้อยๆ หน่อยนั่นน้องกู อีกอย่างกูไม่อนุญาตให้มึงเป็นน้องเขยหรอก” ไอ้นี่มันกะล่อนอย่างกับปลาไหล แต่รู้ดีว่าเพื่อนแค่แซวเล่นๆ ไม่ได้คิดจริงจังอย่างที่ปากพูด

“งั้นกูจองน้องมล ผู้หญิงบ้าอะไรหุ่นโคตรน่าฟัด โอ๊ย ! มึงตบกูทำไมอีก” ชิษณุร้องลั่น ทำให้ธนภัทรรวมถึงเจตรินทร์หัวเราะเยาะ ตั้งแต่เข้ามาก็รับรู้ได้ว่าสายตาของณดลแผ่รังสีออกมาขนาดไหนตอนที่ภัทรวดียกของมาให้

“อย่าไปกระตุกหนวดมันนักเลยไอ้บอย มึงก็รู้อยู่แกใจแต่ชอบหยอกมัน” ธนภัทรบอกยิ้มๆ เมื่อเห็นเพื่อนรักแสร้งทำเป็นไอ “กินเด็กในปกครอง”

“อย่าแตะนะมึง กูเป็นพวกจงอางหวงไข่” สงสัยคิดผิดที่ให้ยัยนั่นมาคอยเสิร์ฟของ ต้องสั่งห้ามแล้วไม่ไหวๆ ไอ้พวกนี้สายตาเฉียบแหลมเกินไปไม่อยากเป็นเป้านิ่งโดนพวกมันล้อ “มึงก็เหอะ ไอ้ผิงกลับมาแล้วระวังน้องฟางของมึง โดนน้องกูวีนนะเว้ย”

แทนที่จะได้รับเสียงหัวเราะเหมือนอย่างเช่นเคย แต่ครั้งนี้กลับเงียบเหมือนทุกคนต่างมีอะไรให้คิดในใจ จนณดลขมวดคิ้วเข้าหากันอย่างสงสัย 

“มีอะไรหรือเปล่าวะ”

“เออ เมื่อกี้กูเจอผิงปั่นจักรยานออกไปท้ายไร่ แต่ไม่ได้คุยอะไรกันมากสงสัยคิดถึงที่นี่” เจตรินทร์พูดแทรกขึ้นมา คงไม่ดีถ้าหากณดลรู้เรื่องในวันนั้น  ธนภัทรเองก็คงรู้สึกผิดไม่มากก็น้อยเพราะตั้งแต่วันนั้นมันกลายเป็นคนเงียบขรึมมากกว่าเดิมเสียอีก

“สวยขึ้นมากไหมไอ้เจตต์ ตอนแรกไอ้ดินบอกน้องอยากพักผ่อนกูเลยกะว่าค่อยเจอวันอื่นก็ได้ คิดถึงน้องผิงเหมือนกัน” อยากจะขอโทษในเรื่องวันนั้น

“สวยสิ ถ้ากูเป็นมึงนะไอ้ดิน...กูไว้หนวดไปแล้ว” คนนั่งข้างๆ ยังคงนั่งนิ่งไม่พูดจาอะไร “แล้วผิงมีแฟนหรือยังวะ” อยากจะรู้ว่าปฏิกิริยาของธนภัทรจะเป็นเช่นไร

ดูเหมือนจะได้ผลเมื่อมันเงยหน้าขึ้นมองณดลราวกับกำลังรอคำตอบ

“ไม่รู้มัน ก็คงมีคุยๆ บ้างแหละมั้ง” เรื่องส่วนตัวเขาไม่ค่อยอยากจะไปก้าวก่ายกับน้อง แต่ถ้าหากมีปัญหาอะไรก็พร้อมรับฟังปัญหา “ถามทำไมวะ”

“ก็แค่อยากรู้” เจตรินทร์ไหวไหล่ อย่างน้อยก็ได้รู้ว่ามันไม่ได้มีแค่เขาคนเดียวที่อยากรู้เรื่องของพัทราวี

“แล้วนั่นมึงจะไปไหนไอ้พี” ณดลร้องถามเมื่อจู่ๆ ธนภัทรลุกขึ้นหมายจะเดินเข้าไปในบ้าน

“ไปห้องน้ำ ทำไม...เข้าไม่ได้หรือไง” ชายหนุ่มหันมาตอบนิ่งๆ ก่อนที่ ณดลจะทำมือไล่เหมือนจะไปไหนก็ไป ธนภัทรเดินตรงไปยังห้องครัวเขาหยุดยืนคิดอยู่นาน สุดท้ายก็เลือกที่จะเดินออกทางด้านข้าง

อยากจะรู้เหมือนกัน...ห้าปีที่ผ่านมา พัทราวีจะเปลี่ยนไปมากแค่ไหน

บทก่อนหน้า
บทถัดไป