บทที่ 6 6
พัทราวีเอนตัวลงนอนกับพื้นหญ้าที่คุ้นเคย ส่วนจักรยานก็จอดเอาไว้ไม่ใกล้ไม่ไกลจากตรงนี้ เปลือกตาบางหลับลงด้วยความผ่อนคลายเมื่อได้สูดอากาศดีๆ ที่บ้านของตัวเอง คิดถึงบรรยากาศเดิมๆ แทบขาดใจแต่ที่ไม่ยอมกลับมาเพราะกลัวจะเจอเขา หากเลี่ยงได้ก็จะพยายามเลี่ยงให้ถึงที่สุดอย่างที่เคยสัญญาเอาไว้
เธอกลัวใจตัวเองว่ามันจะกลับไปเจ็บยิ่งกว่าเดิม กลัวว่าเขาจะรำคาญใจหากเห็นหน้าผู้หญิงคนนี้ ความคิดสารพัดตีกันยุ่งเหยิงตอนที่อยู่บนเครื่องบินไม่รู้ว่าควรจะทำตัวอย่างไร หากณดลสงสัยเธอเองก็ไม่รู้ว่าจะตอบพี่ชายเช่นไรดี ป่านนี้ธนภัทรอาจจะมีคนรักเป็นตัวเป็นตนไปแล้วก็ได้ หากเป็นแบบนั้นจริงๆ เธอก็ยินดีด้วย
“เสียงอะไร...” พัทราวีรีบลืมตาเมื่อได้ยินเสียงสวบสาบ เธอลุกขึ้นนั่งแล้วหันหลังกลับไปมอง และสิ่งที่เธอเห็นทำให้ร่างทั้งร่างชาวาบไปทั้งตัว ไม่รู้ว่าควรจะทำหน้าและพูดอะไรออกไปดี
แล้วก็ไม่รู้ด้วยว่าทำไม ‘เขา’ ถึงมาที่นี่ ‘ตรงนี้’ เพราะมันไม่ใช่ทางผ่าน
“โทษทีที่มารบกวน ไม่คิดว่าจะมีคนอยู่ตรงนี้” เขาบอกเสียงราบเรียบ เหมือนไม่ได้แปลกใจหรือตื่นเต้นอะไรที่เห็นว่าเธออยู่ตรงนี้ ห้าปีที่ผ่านมาคงไม่มีความหมายสำหรับเขาอย่างนั้นสินะ
นี่เธอกำลังคิดและหวังอะไรบางอย่างอยู่อย่างนั้นเหรอ...ตลกจริงๆ “เอ่อ...สวัสดีค่ะพี่พี ผิงกำลังจะกลับอยู่พอดี” เธอยกมือไหว้แล้วฝืนยิ้มออกไปให้กับผู้ชายที่เธอเฝ้าคิดถึงจนทรมานหัวใจมาตลอดห้าปี สีหน้าของ ธนภัทรดูเคร่งขรึมเหมือนเดิมแต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือร่างกายที่ดูแข็งแรงขึ้นกว่าเดิมมาก ไม่แปลกใจเท่าไหร่เพราะคนตัวโตชอบออกกำลังกายเป็นประจำอยู่แล้ว
อยากมองอยากสังเกตให้มากกว่านี้ แต่กลัวว่าจะโดนสายตาเหยียดหยามเหมือนเมื่อก่อนอีก ดังนั้นเธอควรเลือกที่จะกลับบ้านแล้วขังตัวเองอยู่แต่ในห้องเหมือนเดิม
“ไม่เจอกันตั้งนาน เป็นยังไงบ้าง” ธนภัทรรีบพูดออกไปก่อนที่คนตัวเล็กจะเดินผ่านไปโดยที่ไม่ได้ทักทายกันมากกว่านี้ พัทราวีดูโตขึ้นมากมองเผินๆ ดูเป็นผู้ใหญ่ไม่เหมือนกับเมื่อก่อนที่ยังเป็นเด็กกะโปโลคนหนึ่ง
ที่สำคัญ...เธอสวยอย่างที่เจตรินทร์พูดจริงๆ
“สบายดีค่ะ พี่พีล่ะคะ” พัทราวีตอบยิ้มๆ พยายามทำท่าทางให้เป็นธรรมชาติที่สุด และเธอพยายามไม่สบตาคนตรงหน้า
“เรื่อยๆ ช่วงนี้งานหนักเพราะเข้ามาทำงานแทนพ่อแล้ว” กระทั่งการพูดการจาก็ดูเปลี่ยนไป เวลาพูดไม่ยอมสบตาเหมือนเมื่อก่อนที่ตื้อจนน่ารำคาญแล้วทำไมเขาถึงได้รู้สึกไม่ชิน...
“เหนื่อยหน่อยนะคะ” มือบางบีบเข้าหากัน รู้สึกอึดอัดที่ต้องยืนอยู่ตรงนี้จะหนีกลับก็เกรงจะเสียมารยาท แต่จะให้ยืนคุยกับเขาก็ไม่รู้จะพูดจะคุยอะไร
เพราะสถานะของเธอกับธนภัทรมันค่อนข้างจะคลุมเครือ คนตัวโตไม่เคยมองเธอเป็นน้องสาวหรือแม้แต่คนรู้จักด้วยซ้ำไป เขามองเธอเป็นตัวปัญหาที่คอยสร้างความวุ่นวายต่างหาก ไม่รู้ว่าตอนนี้ยังมองเหมือนเดิมไหมแต่มันก็ยังติดอยู่ในใจของเธอไม่เคยจางหายเลยสักครั้ง
“ผอมลงนะ อาหารที่นู่นไม่ถูกปากเหรอ” สูงขึ้นนิดหน่อยแต่ร่างกายผอมกว่าเดิม แก้มยุ้ยๆ หายไปแล้วทำให้ใบหน้าหวานนั้นดูเรียวได้รูป
“คงงั้นมั้งคะ ผิงชอบอาหารไทยมากกว่า ที่นู่นหาทานยากค่ะ” น้ำหนักเธอลดลงตลอด กินอะไรก็ไม่อร่อยสักนิด สาเหตุไม่ได้เป็นที่อาหารแต่เป็นที่หัวใจของเธอต่างหาก
“เอ่อ...ผิงไม่กวนแล้วดีกว่า ถ้ามีโอกาสไว้เจอกันนะคะ”
“เดี๋ยวสิ” ธนภัทรคว้าข้อมือร่างบางเอาไว้ทำให้พัทราวีเม้มปากเข้าหากันแน่น ก่อนจะหันไปหาชายหนุ่มเป็นทำนองว่ามีอะไร “ฉันเดินมาน่ะ” กว่าจะเดินมาถึงที่นี่กินแรงเขาไปมากพอสมควร และไม่เข้าใจตัวเองว่าทำไมถึงต้องมา...
“พี่พีเอาจักรยานของผิงไปก็ได้ค่ะ เดี๋ยวผิงเดินกลับเองจะได้ออกกำลังกายไปในตัว” เขากำลังคิดจะทำอะไรเธอไม่รู้ แต่ที่รู้ๆ เธอไม่อยากให้หัวใจตัวเองต้องเจ็บอีกแล้ว ถอยออกมาดีกว่าอย่าเดินเข้าหากองไฟเลย
“เธอก็นั่งซ้อนสิ จะเดินกลับทำไม” ไม่ได้สั่งอย่างเดียวแต่ร่างสูงยังเดินนำไปคว้าจักรยานแล้วหันมามองเธอเหมือนบังคับกลายๆ จนสุดท้ายพัทราวีต้องยอมนั่งซ้อนท้ายอย่างเลี่ยงไม่ได้ ถึงกระนั้นหญิงสาวก็พยายามที่จะไม่เกาะเอวเขาอย่างที่ควรจะเป็น อดหงุดหงิดตัวเองไม่ได้ที่ไม่ยอมเปลี่ยนเป็นกางเกงแต่ดันใส่กระโปรงยาวๆ มานี่สิ ทำให้ต้องนั่งข้างแบบนี้
จู่ๆ คนที่กำลังปั่นจักรยานดันไม่ปั่นต่อ เขาหยุดรถก่อนจะเอี้ยวตัวหันมองเธอ สายตานั้นทำให้พัทราวีต้องเบือนหน้าหนีไปทางอื่น
“อยากกลิ้งตกไปเหมือนตอนเด็กหรือไง เกาะไว้สิ” ไม่ว่าเปล่าแต่เขายังถือวิสาสะจับมือเธอไปกอดเอวเอาไว้หน้าตาเฉย “เกาะแน่นๆ ฉันไม่กัดหรอก”
“ค่ะ” พัทราวีตอบสั้นๆ ตรงข้ามกับหัวใจที่กำลังเต้นแรงจนแทบกระเด็นออกมาข้างนอก หากจักรยานมีกระจกด้วยแล้วละก็...เขาคงเห็นแน่ๆ ว่าตอนนี้ผู้หญิงที่นั่งซ้อนท้ายเขากำลังยิ้มอยู่
ไออุ่นจากกายของธนภัทรทำให้พัทราวีหวนนึกไปถึงเมื่อสมัยเด็ก ชอบมาเล่นกับณดลรวมถึงเธอที่นี่บ่อยๆ พอตกค่ำบิดาของชายหนุ่มจะเป็นคนมารับ สิ่งที่ทำให้เธอประทับใจและรักผู้ชายคนนี้ก็เพราะธนภัทรเคยช่วยชีวิตเธอ
