บทที่ 7 7

วันนั้นเธอแอบทุกคนไปเล่นน้ำคนเดียว ไม่รู้ว่าบ้าหรือโง่กันแน่ถึงได้กล้าลงไปเล่นทั้งที่ว่ายน้ำไม่เป็น ผลสุดท้ายเกือบเอาชีวิตไม่รอดหากไม่ได้ธนภัทรช่วยไว้ เขาต่อว่าเธอยกใหญ่ส่วนเธอก็ร้องไห้สะอึกสะอื้นอย่างเดียว จำได้ว่าหลังจากที่เขาตำหนิเสร็จก็ได้อ้อมแขนอุ่นๆ โอบกอดและพูดปลอบโยนจนเธอหยุดร้องไห้

“จอดข้างหน้าได้ไหมคะ ผิงจะเดินเข้าบ้านเลยไม่อยากเดินอ้อม” เธอร้องบอกคนที่เงียบมาตลอดทาง อีกอย่างไม่อยากตอบคำถามของพี่ชายตัวองด้วย หากเจอว่าเธอกับธนภัทรกลับมาด้วยกัน

“ขอบคุณมากนะคะที่ปั่นมาส่ง”

“ไม่เป็นไร มันเป็นทางผ่านอยู่แล้ว อีกอย่างฉันขี้เกียจเดินกลับ” คำตอบของเขาทำเอาพัทราวีหน้าชา แม้จะเตรียมรับมือกับความรู้สึกพวกนี้ไว้ก่อนแล้วแต่ทำไมยังไม่ชิน ห่างกันตั้งหลายปีแต่ดูเหมือนมันจะไม่ช่วยอะไร ในสายตาของธนภัทรแล้วเธอคงเป็นผู้หญิงที่น่ารำคาญเหมือนเดิม

“ค่ะ...ผิงขอตัวก่อนนะคะ” ครั้งนี้ไม่รอให้อีกฝ่ายพูดอะไรออกมาอีกร่างบางรีบวิ่งเข้าบ้านไปทันที เธอไม่น่าออกไปสูดอากาศข้างนอกเลย หากยอมอยู่ในห้องอย่างเดียวแผลที่หัวใจคงไม่ปริแตกออกมาแบบนี้

ที่ยังเจ็บเพราะว่าเธอยังรู้สึก...

ธนภัทรยืนนิ่งมองร่างเล็กๆ ที่วิ่งเข้าบ้านไปโดยที่ยังไม่ทันได้พูดอะไร มือหนากำเข้าหากำแน่นเมื่อรู้สึกอึดอัดข้างในแปลกๆ ความจริงเขาอยากจะมาเคลียร์เรื่องในวันนั้น อยากขอโทษที่พูดแรงเกินกว่าเหตุทำให้พัทราวีต้องเสียใจ ไม่ได้เสียดายแต่เพื่อความสบายใจของตัวเอง เวลาที่เจอหน้ากันจะได้ไม่ต้องกระอักกระอ่วนใจอย่างเมื่อครู่ แต่ดูเหมือนการที่พัทราวีกลับมาครั้งนี้ เธอกำลังพยายามหนีคนใจร้ายอย่างเขาพูดก็ไม่สบตา ไม่ชวนคุยเหมือนเก่าอีกทั้งยังหาทางออกห่างอีกต่างหาก

เขาควรจะดีใจสิที่ผู้หญิงน่ารำคาญอย่างพัทราวีเลิกตามตื้อ ที่ไม่เข้าใจคือทำไมถึงต้องตามหาผู้หญิงคนนั้นด้วย แค่อยากจะรู้ว่าพัทราวีเปลี่ยนแปลงไปมากเท่าไหร่จริงๆ น่ะเหรอ หรือเพราะแค่อยากจะรู้ว่าแท้จริงแล้วหญิงสาวเลิกสนใจตัวเขาหรือยัง ?

“ห้องน้ำบ้านกูมันอยู่ไกลมากเลยเหรอครับไอ้พี นี่...หมดไปแล้วหนึ่งขวด อย่ามาว่าพวกกูนะว่ากินไม่รอ” ณดลหรี่ตามองเหมือนรู้ทันว่าไปทำอะไรมา

“เออ รอบหน้ากูเลี้ยงเอง พอใจไหม” ทิ้งตัวนั่งลงที่เดิมอย่างหัวเสียบอกไม่ถูกเหมือนกันว่าทำไมถึงได้หงุดหงิดแบบนี้

“เฮ้ยไอ้ดิน พรุ่งนี้พาน้องผิงมาเจอหน่อยสิวะ เลี้ยงฉลองต้อนรับการกลับมา” ชิษณุกระทุ้งศอกเพื่อน “ชวนน้องมลไปด้วยก็ได้นะ กูไม่ถือ”

“มึงนี่วอนหาเรื่อง” เจตรินทร์หัวเราะลั่นเมื่อณดลมองเพื่อนตาขวาง ท่าทางผู้หญิงคนนี้มันจะจริงจังกว่าที่คิดเอาไว้

“คนนี้เอาจริงเหรอวะไอ้ดิน กินเด็กนี่หว่า”

“ไม่เด็กแล้วโว้ย !” คนถูกแซวชี้หน้าไอ้พวกเพื่อนปากหมาให้เงียบเมื่อภัทรวดีเดินเข้ามา “วางตรงนี้สิ วางไกลแบบนั้นจะเอื้อมหยิบได้ยังไง”

ภัทรวดีสูดลมหายใจเข้าปอดลึกท่องเอาไว้ให้อดทน ไม่รู้ทำไมชอบมาหาเรื่องเธอนักหนาขนาดอยู่เฉยๆ ไม่ต่อปากต่อคำก็ไม่วายจิกกัดกันตลอด เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายผู้ชายบ้าอะไรไม่รู้

“วางบนตักพี่ได้นะจ๊ะน้องมล” อยากแกล้งไอ้พวกฟอร์มจัดนัก ชอบเขาแต่ยังปากร้ายแบบนี้มันต้องดัดหลังเสียให้เข็ด “เห็นทีพี่คงต้องมาเยี่ยมไอ้ดินที่ไร่บ่อยๆ จะได้มากินกับข้าวฝีมือน้องมล กินรอบเดียวติดใจจนอยากกินตลอดชีวิต”

“คุณบอยชอบทานอะไรคะ ครั้งหน้ามลจะได้เตรียมไว้ให้” เธอดีใจเวลาที่มีคนเอ่ยปากบอกว่าอาหารที่เธอทำนั้นอร่อยแบบนี้

“ถามเจ้าของบ้านก่อนไหมว่าเขาอนุญาตหรือเปล่า เธอเป็นเจ้าของที่นี่หรือไง” หญิงสาวเม้มปากเข้าหากันแน่นก่อนที่จะขอตัวเดินกลับเข้าครัวไป

“นั่นไง โดนเข้าแล้วครับ” ชิษณุหัวเราะชอบใจ “มีแววกลัวเมีย ตั้งแต่ยังไม่ได้เขาเลยนะครับไอ้ดิน”

“เพราะมึงไอ้บอย รับผิดชอบด้วย !” ดูเหมือนยัยนั่นจะงอนจริงๆ ถึงได้สะบัดก้นไปแบบนั้น “อยากเห็นเพื่อนเป็นหนุ่มขึ้นคานเหรอครับ มึงจะไม่มีหลานให้อุ้มเล่นนะ”

“จีบให้ติดก่อนสิวะค่อยมาพูด”

ธนภัทรส่ายหน้าเล็กน้อยนั่งดื่มคนเดียวเงียบๆ ปล่อยให้พวกมันคุยจ้อกันไป ดวงตาคมเข้มเหลือบมองขึ้นด้านบนซึ่งเป็นห้องนอนของพัทราวี ไฟยังเปิดอยู่แสดงว่ายังไม่นอน

“เออแล้วสรุปเรื่องน้องผิงจะว่าไง กูว่าเราออกทริปกันดีไหม ไหนๆ ก็กลับมาแล้วหาที่เที่ยวกันดีกว่าไม่ได้เที่ยวกันนานแล้วด้วย” เจตรินทร์เสนอความคิด อีกอย่างเห็นท่าทางของพัทราวียังดูไม่ค่อยสดชื่อ บางทีพาไปสถานที่ใหม่ๆ แปลกหูแปลกตาน่าจะช่วยขึ้นมาได้

“นั่งเงียบเลยนะไอ้พี เป็นอะไรหรือเปล่าวะ หรือว่าไม่อยากไป”

ณดลลุกขึ้นมาตบไหล่เพื่อน “ถ้าอึดอัดไม่ต้องไปก็ได้นะเว้ย เข้าใจว่ะ” เพราะเมื่อก่อนหากไปไหนแล้วมีพัทราวีไปด้วย ธนภัทรมักจะเลี่ยงเสมอ

“มันคงรำคาญน้องผิงของกู” ชิษณุว่าพลางกระดกแก้วเหล้าเข้าปาก  ไม่รู้มันจะจงเกลียดจงชังอะไรนักหนาในเมื่อผ่านมาก็หลายปีแล้ว

“ไม่ใช่อย่างนั้น” ร่างสูงตอบเสียงเครียด

“แล้วมันยังไงครับ” ชิษณุเดินมานั่งข้างๆ ธนภัทร ความจริงเขาเคยพูดกับมันแล้วถึงเรื่องวันนั้นที่ทำให้พัทราวีตัดสินใจไปเรียนต่อโดยไม่บอกพวกเขา     “กูไม่ได้รำคาญผิง”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป