บทที่ 8 8

ห้าปีที่ผ่านมาดูเหมือนจะทำให้ผู้หญิงที่เคยวิ่งตามเขาต้อยๆ จะสวยกว่าก่อนขึ้นมาก ธนภัทรยอมรับว่าแวบแรกที่เห็นพัทราวีอีกครั้งค่อนข้างตกใจและหวนนึกถึงแต่ก่อน

“ไงวะ เสียดายหรือไง” ชิษณุกระทุ้งศอกใส่เพื่อนอย่างล้อเลียน “ป่านนี้น้องผิงคงลืมผู้ชายเลวๆ จนหมดใจแล้วมั้ง เล่นว่าน้องเขาทุกครั้งที่เจอถ้าเป็นกูนะคงหาฝรั่งมาควงเย้ยมึงไปแล้วไอ้พี”

“เสียดายอะไร นั่นปากเหรอ เหอะ” ชายหนุ่มไหวไหล่เล็กน้อย

“พวกมึงก็รู้ว่าตอนนี้กูคุยกับใครอยู่ หยุดจับคู่กูกับน้องไอ้ดินสักที”

“พูดจริงหรือเปล่าวะไอ้พี” เจตรินทร์ลูบปลายคางอย่างครุ่นคิดก่อนจะเอ่ยปากถามเพื่อน เมื่อแน่ใจบางอย่างในใจ

“เออ พูดจริงดิ ทำไมวะ” หันไปถามเพื่อนอย่างสงสัย เจ้าตัวคงไม่รู้ว่าขณะนี้ตัวเองกำลังขมวดคิ้วเคร่งเครียดขนาดไหน เจตรินทร์มองเห็นแต่ไม่สนใจในเมื่อมันพูดออกมาเองว่าไม่สนใจในตัวพัทราวีเหมือนเดิม

เขาไม่อยากปล่อยให้เวลาผ่านไปอีกโดยที่ไม่ทำอะไร

“ไอ้ดิน ถ้ากูจะจีบผิง มึงจะว่ายังไง”

ทุกคนเงียบ ไม่คิดว่าเจตรินทร์จะพูดจริงและ ‘คิดจริง’ เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาทุกคนคิดว่ามันเอ็นดูพัทราวีเหมือนน้องสาวในไส้คนหนึ่ง

“เรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่กูว่ะ มันอยู่ที่ตัวของไอ้ผิงมัน จะทำอะไรก็ไว้หน้ากูหน่อยแล้วกัน” ณดลบอกด้วยความจริงใจ เขาไม่ใช่คนที่ไม่มีเหตุผล ถึงมันจะเป็นเพื่อนถึงขนาดรู้ไส้รู้พุงกันหมดแต่ความดีของมันก็มี “คิดจะจีบน้องกูห้ามเที่ยวหญิงนะโว้ย”

“เอาจริงเหรอวะไอ้เจตต์ ไม่คิดจะเกรงใจไอ้พีมันหรือไงครับ” ธนภัทรพยายามไม่แสดงอาการฉุนเฉียวออกมา ปล่อยให้เหล้าสาดลงคอต่อเนื่อง “มึงดูมันเครียดแล้วเนี่ย เบาๆ หน่อยครับพี่เดี๋ยวขับรถกลับบ้านไม่ได้”

“ยุ่งน่า...” ธนภัทรบอกอย่างรำคาญใจ “กลับก่อนนะ เพิ่งนึกออกว่ามีธุระต่อกับฟาง”

“เออๆ กะทันหันจังนะไอ้พี ขับรถกลับดีๆ ล่ะ” แม้จะไม่รู้ว่าทำไม     ธนภัทรถึงได้มีท่าทางแปลกใจ แต่ทั้งสามก็เลือกที่จะไม่ถาม ถ้ามันอยากบอกก็คงพูดออกมาเอง

“มันเป็นอะไรของมันวะ ปกติไม่เห็นจะตามใจยัยเด็กฟางนั่นสักเท่าไหร่” ณดลรู้สึกหงุดหงิดใจกับผู้หญิงของเพื่อน ไม่รู้สิมองแล้วมันเกิดความรู้สึกแปลกๆ เหมือนกับว่าผู้หญิงคนนั้น ‘มีอะไร’ สักอย่าง

“กำลังรักกำลังหลงมั้ง ขาวสวยอึ๋มขนาดนั้น ไอ้พีคงเพิ่งนึกออกว่าต้องจัดการไวๆ กูละอยากได้แบบนั้นบ้าง ไม่มีตกถึงท้องมาหลายเดือนแล้ว” ชิษณุว่าพลางสูดปาก

“น้อยๆ หน่อยไอ้หื่น กูเห็นมึงเที่ยวทุกคืน”

“ที่ได้ๆ มันไม่ค่อยถูกใจนี่หว่า แต่เอาเถอะ...รู้สึกว่าลาภปากจะลอยมาแล้ว ในเมื่อมึงและมึงรวมถึงไอ้พี มีบ่วงคล้องคอดังนั้นจึงออกเที่ยวไม่ได้ สาวๆ เสร็จไอ้บอยคนเดียวครับพี่น้อง” สองหนุ่มที่เหลือถึงกับแค่นหัวเราะออกมา โดยเฉพาะณดลที่ชะเง้อมองเข้าไปในบ้าน หวังมองทะลุไปถึงในครัวแต่ก็มองไม่เห็น ครั้นจะเดินตามเข้าไปก็กลัวเสียฟอร์มคงต้องรอให้ไอ้พวกนี้กลับบ้านกันไปก่อน ค่อยไปจัดการยัยตัวดีที่บังอาจเดินสะบัดก้นงอนๆ ไปแบบไม่สนใจใยดีเจ้าของไร่อย่างเขา

“ไอ้ดิน กูมีเรื่องอยากจะถาม” เจตรินทร์ถามเสียงเครียด เพราะเขาไม่แน่ใจเท่าไหร่กับความสงสัยข้อนี้ หากมันยังเป็นอย่างที่เขาคิดไว้จริงๆ ก็คงเป็นเรื่องยากที่จะเอาชนะใจสาวน้อยอย่างพัทราวี

“อะไรวะ”

“มึงว่าผิงยังชอบไอ้พีอยู่หรือเปล่าวะ” ความชื่นชอบในวัยเด็กมันจะแปรเปลี่ยนกลายเป็นความรักหรือเปล่า แต่การที่พัทราวีหนีไปเรียนต่อที่ต่างประเทศมาถึงห้าปีนั้น มันคงช่วยให้เธอลืมธนภัทรไปบ้างไม่มากก็น้อย

“ไม่รู้ว่ะ แต่เหมือนมันจะไม่ได้อะไรกับไอ้พีแล้วนะ อย่างว่าแหละมันโตแล้ว ตอนนั้นยังเด็กๆ เลยตามกรี๊ดตามประสา”

“เออ...กูจีบน้องมึงนะ”

“กล้าขอตรงๆ ก็กล้าให้วะ จีบให้ติดแล้วกัน” ณดลตบบ่าเพื่อนก่อนจะหัวเราะลั่น จากนั้นทั้งสามคนก็นั่งดื่มต่อจวบจนเลยเข้าอีกวันถึงจะแยกย้ายกันกลับบ้าน

เช้าวันรุ่งขึ้นพัทราวีตื่นขึ้นมาแบบไม่ค่อยสดชื่นเท่าไหร่นักเพราะ  เมื่อคืนเอาแต่นอนคิดถึงเรื่องของธรภัทร ไม่คิดเลยว่ากลับมาถึงจะได้พบกับชายหนุ่มเร็วขนาดนี้ เจอกันแบบยังไม่ได้ได้ตั้งตัวไม่รู้จะทำหน้าจะพูดอะไรออกไป

ดูเหมือนเขาจะไม่ได้รังเกียจเธอเหมือนเมื่อก่อนแล้ว หรือเพราะว่าเธอทำตัวเหินห่างแบบนี้เขาอาจจะชอบ นอนกลิ้งไปหลายตลบมันว้าวุ่นทั้งกายและใจจนไม่สามารถข่มตาให้หลับลงได้ ความอบอุ่นจากกายแกร่งนั้นทำให้เธอลอบยิ้มออกมาหลายต่อหลายครั้ง

แต่มีอยู่ข้อหนึ่งที่ทำให้รอยยิ้มของเธอเลือนหายจากใบหน้า นั่นก็คือ...ตอนนี้เขาอาจจะมีคนรักเป็นตัวเป็นตนแล้วก็ได้

บางทีเธอควรรักษาระยะห่างแบบนี้เอาไว้นั่นแหละดีแล้ว ไม่อยากถลำลึกลงไปอีกเพราะมันยากที่จะกลับขึ้นมาด้วยสองขาของตัวเอง

“อรุณสวัสดิ์ค่ะ พี่มล” พัทราวีเดินเข้ามาในครัวก็พบกับภัทรวดีที่กำลังก้มๆ เงยๆ หาของอยู่ สาวรุ่นพี่เอี้ยวตัวหันกลับมายิ้มกว้าง ช่างเป็นรอยยิ้มที่สดใสเสียจริงๆ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป