บทที่ 10 10
กบสะดุ้งเมื่อเห็นเจ้าของร่างสูงยืนกอดอกพิงกรอบประตู ไม่รู้ว่าได้ยินอะไรไปบ้างเพราะทั้งเธอและวาสิตาก็หันหน้าเข้าเตาเข้ากระทะอย่างเดียว
“ป้าน้อยเรียกหาน่ะ บอกให้ตามไปที่โรงอาหารคนงาน”
วาสิตาหน้าซีด รับรู้ว่านี่คือการ ‘จับแยก’ และถึงจะเป็นเรื่องจริง เธอก็ไม่รู้ว่าเมื่อครู่เขาได้ยินอะไรไปบ้าง และถ้าได้ยินเจตรินทร์ต้องไม่พอใจเอามากๆ ที่เธอถามกบถึงเรื่องพัทราวี
“เป็นงั้นไป คุณแหวนขา กบขอโทษนะคะ” กบยกมือไหว้วาสิตาที่ต้องทิ้งให้หญิงสาวทำอาหารต่อคนเดียวกลางคัน ไม่เห็นว่าป้าน้อยจะสั่งเอาไว้เลย
ป้านงค์ก็ไม่ได้บอกไว้ด้วย ทำไมจู่ๆ ถึงมาเรียก
“ไปเถอะ เดี๋ยวจะเป็นลูกมือให้แหวนเอง”
เจตรินทร์บอกยิ้มๆ ทำให้กบยิ้มตาม ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง จึงรีบปลีกตัวออกไปโดยไว หนุ่มสาวเขาจะหวานกันเธอจะอยู่ขัดคอเดี๋ยวโดนมองตาขวาง
บรรยากาศเงียบลงโดยฉับพลัน วาสิตาพยายามตั้งหน้าตั้งตาทำอาหารต่อไป โดยที่ร่างสูงย้ายมายืนอยู่ข้างๆ ซึ่งไม่รู้ว่าตั้งใจจะช่วยอย่างที่ปากว่าหรือเปล่า
“คราวหน้าคราวหลังถ้าสงสัย หรืออยากรู้อะไร” เสียงเข้มเอ่ยขึ้นทำให้มือบางหยุดชะงัก แต่ก็เพียงชั่วครู่เพราะตั้งรับไว้ก่อนแล้วว่าเขาคงพูดเรื่องนี้ “มาถามฉันก็ได้ จะตอบให้เอง”
“ไม่อยากรู้อะไรแล้วละค่ะ”
“เอาไว้จะพามาแนะนำให้รู้จัก” เจตรินทร์ยกยิ้มเมื่อเห็นสีหน้าไม่สู้ดีของอีกฝ่าย เขาเกลียดท่าทางอวดดีที่วาสิตาชอบพยายามแสดงมันออกมา ทั้งที่ความจริงเธอมันคนอ่อนแอแท้ๆ
“ถ้าคุณเจตต์เจ็บปวดอยู่” วาสิตาหันตัวเข้าหาเขา “จะมาลงกับแหวนก็ได้นะคะ แหวนเข้าใจว่าการที่ตัวเองต้องทนเห็นคนที่เรารักไปชอบคนอื่นมันทรมานมากแค่ไหน”
“วาสิตา !” ชายหนุ่มกดเสียงต่ำ โกรธจนหน้าชาที่เธอพูดแทงใจดำ แต่สักพักก็เหยียดยิ้มเมื่อคิดอะไรบางอย่างได้ “เหมือนเธอตอนนี้ใช่ไหมล่ะ ที่พูดแบบนี้ก็เพราะว่าตัวเองกำลังเจ็บที่ฉันรักคนอื่น...ไม่ใช่เธอ”
“ใช่ค่ะ” หญิงสาวยอมรับอย่างง่ายดาย “แหวนยอมรับว่าตอนนี้กำลังเจ็บ แหวนไม่เคยโกหกความรู้สึกตัวเองคุณเจตต์ก็รู้ แต่สักวัน...หากแหวนไม่สนใจอะไรแล้ว นั่นหมายความว่ามันไม่มีความสำคัญต่อแหวน”
“อย่าปากดีให้มันมาก เท่าที่เห็นอยู่ทุกวันก็ไม่เห็นว่าจะทำได้” เขา
ยกยิ้มพร้อมก้มต่ำลงไป นิ้วเรียวเกลี่ยไล้พวงแก้มอิ่ม “หรือเพราะจริงๆ มองหาเหยื่อไว้รองรับอยู่แล้ว เลยพูดเหมือนไม่แคร์ฉันสักเท่าไหร่”
วาสิตาจ้องตาเขม็ง เธอเกลียดเวลาที่เขาดูถูกเรื่องนี้ เหมือนเธอเป็นผู้หญิงใจง่ายพร้อมกระโดดเข้าหาผู้ชายได้ตลอดเวลา
“ถ้ามันถึงเวลาที่จำเป็น หากทางมันตัน แหวนก็อาจจะทำแบบนั้น”
“แล้วมันรู้หรือเปล่าล่ะ ว่าร่างกายของเธอโดนใช้งานมาอย่างหนัก”
เสมือนโดนน้ำเย็นจัดราดไปทั่วตัว การที่เขาพูดจาแบบนี้มันทำร้ายความรู้สึกกันมากแค่ไหนเขารู้บ้างไหม
“ลองเกริ่นๆ ไว้ก่อนล่ะ เพราะถ้าถึงเวลานั้นมันมารู้ทีหลัง มันอาจจะเฉดหัวเธอจนหาทางกลับบ้านไม่เจอก็ได้”
“คุณเจตต์...” เธอจนปัญญาที่จะต่อล้อต่อเถียงกับเขา หากเป็นเรื่องคำพูดที่ทำร้ายน้ำใจกันเธอขอยอมแพ้ เธอไม่แกร่งพอที่จะทำให้อีกฝ่ายเจ็บเพราะลมปากตัวเอง “ช่างเถอะค่ะ ไปนั่งรอข้างนอกนะคะ แหวนจะรีบทำกับข้าว”
คนตัวเล็กหันหลังให้ทันที ส่วนสายตาคมเข้มเอาแต่จับจ้องไปยังแผ่นหลังของวาสิตาที่อยู่ในเสื้อผ้ามิดชิด เขาเหยียดยิ้มรอเวลาสำคัญ หวังว่าอาหารมื้อนี้คงเป็นมื้อที่แสนจะประทับใจ
“ทำให้อร่อยๆ ล่ะ ให้สมกับเป็นคนโปรดของคุณพ่อ เผื่อท่านจะยกสมบัติส่วนหนึ่งให้กับเธอ”
“ถ้าได้ก็ดีค่ะ แหวนจะได้ขออนุญาตไม่แต่งงานกับคุณเจตต์ ถ้าไม่ต้องแต่งงานแล้วยังได้เงินแบบนั้น ขออยู่เป็นโสดแบบนี้ไปมันน่าจะดีกว่า”
“ก็ดีอย่างที่เธอว่า เพราะหากฉันมีครอบครัวคงไม่ไว้ใจใครเท่าไหร่ จ้างล่วงหน้าได้ไหมล่ะ ดูแลลูกเมียฉันที” ร่างสูงเหยียดยิ้มเมื่อวาสิตาเบือนหน้าหนี คิดเล่นกับเขาก็ควรรับให้ได้ถึงผลที่จะตามมา “วันไหนเมียฉันมีประจำเดือน เธออาจจะได้ทำหน้าที่นั้นแทน งานถนัดๆ อย่างที่เธอทำอยู่ทุกวันนี้”
วาจาร้ายกาจพวกนี้เธอสู้เขาไม่ได้จริงๆ ไม่เก่งเรื่องทำร้ายหัวใจใคร แต่เขาดูถนัดเหลือเกินทุกครั้งที่ได้ฟังเหมือนก้อนเนื้อข้างในโดนเฉือนออกทีละนิดๆ
“ยังไงคืนนี้...ฉันจะรอที่ห้องแล้วกัน”
วาสิตาพยายามกลั้นน้ำตาเมื่อได้ยินเสียงกระซิบข้างหู ก่อนที่ร่างสูงจะเดินออกไป แข้งขามันไร้เรี่ยวแรงทรุดลงกับพื้นทันที นี่มันเพิ่งจะเริ่มต้นใช่ไหมช่วยบอกเธอที เมื่อไหร่ถึงจะหลุดพ้นจากบ่วงที่เขาร่างขึ้นมา
เธอจะทนได้นานแค่ไหนไม่สามารถล่วงรู้ได้ กว่าจะผ่านมาได้แต่ละวันเหมือนโดนบั่นทอนจิตใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วมันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกับน้าสาวของเธอ เจตรินทร์ดูชิงชังนุศราเหลือเกินทั้งที่เมื่อก่อนเขาดูเคารพไม่ต่างจากญาติผู้ใหญ่คนหนึ่ง มันอาจมีเรื่องราวบางอย่างที่เธอยังไม่รู้ แต่ถามแล้วเขาไม่ยอมตอบ มีเพียงคำพูดที่ทำร้ายกันก็เท่านั้น
