บทที่ 12 12

“ไม่สบายเหรอครับ” ปองภพถามคนข้างๆ เป็นห่วงตั้งแต่เห็นเงียบๆ 

“ปวดหัวนิดหน่อยค่ะ” เธอตอบเลี่ยงๆ ทั้งที่ความจริงไม่มีอาการที่ว่ากล่าวมาเลย คนที่รู้ดีว่าเป็นป่วยเป็นอะไรมีเพียงเจตรินทร์ ซึ่งตอนนี้ไม่ว่าเธอจะทำอะไรก็น่าจะขัดใจเขาไปเสียทุกอย่าง แล้วคนที่ชวนหมอปองภพมาไม่ใช่เขาหรอกหรือ เธอไม่เชื่อหรอกว่าจะเป็นเจนรบ เพราะไม่มีใครแจ้งอะไรก่อนหากเป็นท่านเธอต้องรู้จะได้ทำอาหารเผื่อสำหรับแขก

“ตัวรุมๆ ตั้งแต่เมื่อคืนแล้วละครับ” เขาคุยคล้ายมันเป็นเรื่องปกติ “อากาศเริ่มเย็นแล้วเป็นแบบนี้ละครับ เขาเป็นคนขี้หนาวไปหน่อย เวลานอนชอบห่มผ้าอุ่นๆ เดือดร้อนผมตลอด”

สังเกตเห็นว่าเจนรบและนุศรายกยิ้มชอบใจกันใหญ่ หารู้ไม่ว่านั่นเป็นเพียงการแสดงของผู้ชายเลือดเย็นก็เท่านั้น เธอควรจะชินแต่ทุกครั้งที่เจอสถานการณ์เช่นนี้มันมักเจ็บที่หัวใจทุกที คงจะดีหากที่เขาทำออกมามันคือความจริงใจไม่ใช่ภาพมายาที่พยายามหลอกลวงให้ทุกคนเชื่อว่ารักเธอ

“ทานข้าวกันก่อนดีกว่า เรื่องนั้นปล่อยให้หมอเขาจัดการ” เจนรบเป็นฝ่ายตัดบทก่อนที่อาหารมื้อค่ำที่แสนจะกระอักกระอ่วนจะดำเนินต่อไปท่ามกลางความไม่สบายใจของวาสิตา

เพราะไม่รู้ว่าหลังจากที่ทุกคนกลับไปหมดแล้วเธอจะต้องเจอกับอะไรบ้าง...

ปองภพหลุดยิ้มเมื่อเดินเข้ามาในครัวแล้วเห็นว่าวาสิตากำลังยืนล้างจานอยู่คนเดียว คุณหมอหนุ่มถกแขนเสื้อแล้วพับขึ้นลวกๆ จนถึงข้อศอก เขาเพิ่งขอตัวมาเข้าห้องน้ำหลังจากที่เจนรบกับนุศรากลับไปแล้ว

“มาครับ ผมช่วย” เจ้าของร่างสูงอาสาช่วยด้วยความเต็มใจ วาสิตาเงยหน้ามองตกใจเล็กน้อย เขารู้ว่าหญิงสาวกำลังจะเอ่ยปากห้าม “แหวนไม่สบายอยู่ ความจริงให้คนอื่นทำหน้าที่นี้แทนก็ได้”

“คุณหมอไปนั่งเถอะค่ะ ให้แขกมาทำแบบนี้มันน่าเกลียด แหวนทำได้ค่ะ” รีบล้างมือแล้วเช็ด “แหวนล้างเดี๋ยวเดียวก็เสร็จแล้วค่ะ” ถือวิสาสะออกแรงดึงแขนชายหนุ่มเล็กน้อย

ปองภพแอบยิ้มที่เห็นท่าทางของคนตัวเล็ก จนสุดท้ายเลยหลุดหัวเราะเพราะความน่ารักของวาสิตา

“ยังจะขำอีกนะคะ” เธอเกรงใจเขาจริงๆ มีอย่างที่ไหนให้แขกมาล้างจานเองแบบนี้

“ผมรอตรวจอาการแหวนไง คุณลุงบอกว่าไม่สบาย” นานทีจะมีโอกาสได้อยู่ใกล้ๆ เธอ เขารู้ว่ามันผิดเพราะเหมือนว่าเจ้าของหัวใจดวงน้อยๆ คงหลุดลอยไปอยู่กับคนอื่นแล้ว ซึ่งไม่ใช่เขาแน่นอน “เดี๋ยวผมล้างน้ำเปล่าให้”

“คนเป็นหมอนี่เอาแต่ใจทุกคนเลยหรือเปล่าคะ” เสียงหวานบ่นอุบอิบ

“แล้วแต่ครับ บางคนเอาแต่ใจเพราะอยากให้อีกคนสนใจ...มันก็มี”

หญิงสาวชะงักไปชั่วครู่แต่ไม่ได้หันมองคนข้างกาย ใบหน้าร้อนผ่าวเหมือนมีใครมาจุดไฟ มันเป็นความตกใจจนไม่รู้จะต้องทำตัวอย่างไร หลายครั้งที่ปองภพส่งสายตามาให้แต่จะคิดเสมอว่าไม่ใช่ เธอไม่อยากหยิบปัญหาใส่ชีวิตตัวเองอีก เท่าที่เป็นอยู่ก็ไม่รู้ว่าจะแบกรับไหวหรือเปล่า ทุกอย่างเหมือนจะดี มีบ้านหลังใหญ่ๆ ให้อยู่ อาหารกินฟรี แถมยังได้อยู่ใกล้ๆ กับคนที่เรารัก

แต่ลึกๆ ใครจะรู้ว่าเธอรู้สึกอย่างไร การที่ต้องทนทำเหมือนไม่เจ็บปวด ต้องทำตัวเป็นปกติเพื่อที่จะกลบเกลื่อนรอยเศร้าในดวงตา เจ็บที่ต้องทนมองเวลาเขาพูดถึงผู้หญิงคนอื่นทั้งที่กอดเธออยู่

“แหวน เป็นอะไรหรือเปล่า ปวดหัวเหรอ”

วาสิตาสะดุ้งเมื่อฝ่ามือคนตรงหน้าแนบแก้มเธอ ร่างบางถอยหลังหนีอัตโนมัติแววตาตื่นกลัว

“ผมขอโทษ ทำแหวนตกใจใช่ไหม”

“เปล่าค่ะ แค่คิดอะไรเพลินๆ” ตอบปฏิเสธก่อนจะรีบจัดการล้างจานให้เสร็จ

ในขณะที่อีกฝ่ายลอบมองด้วยความหมดหวัง เมื่อสายตามองเห็นอะไรบางอย่างที่หญิงสาวพยายามปกปิด ดังนั้นเรื่องที่เจนรบบอกว่าวาสิตาไม่สบาย...คงจะไม่เป็นความจริง

“คุณลุงบอกว่าอีกไม่นานแหวนจะหมั้นกับคุณเจตต์” ปองภพพูดขึ้นสายตายังจับจ้องวงหน้างามไม่ห่าง เขารู้ว่าคนตรงหน้ารักผู้ชายคนนั้น แต่ไม่รู้ว่าเจตรินทร์คิดอย่างไรกับวาสิตา “ยินดีด้วยนะครับ”

หญิงสาวเม้มปากเข้าหากันแน่น แม้เจตรินทร์จะตอบตกลงแต่ใช่ว่าเขาจะพอใจหากคนอื่นรู้เรื่องนี้ ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่สั่งให้เธอเก็บเงียบเหยียบให้มิด อาจเพราะไม่อยากให้ ‘ใครคนนั้น’ รู้ข่าวนี้เข้า

“บางทีอาจจะ...” / “เชิญร่วมงานล่วงหน้ายาวๆ เลยละกันครับหมอ”

เสียงทุ้มด้านหลังดังขึ้นส่งผลให้วาสิตาหน้าชาไปทั้งแถบ เพราะไม่กี่วินาทีต่อมาวงแขนแกร่งสอดเข้ามาเกี่ยวรั้งพร้อมกับดึงเธอเข้าหาตัว สังเกตเห็นว่าปองภพถึงกับหน้าเสียและเขาดูไม่พอใจสักเท่าไหร่ แต่การที่เจตรินทร์ทำแบบนี้เธอเองก็มองว่ามันเสียมารยาท อย่างไรเสียอีกฝ่ายก็เป็นแขกของบ้าน เขาเองไม่ใช่หรือที่เป็นคนชวนคุณหมอมากินข้าวที่บ้าน

และด้วยเหตุผลอะไรเธอเองก็ไม่รู้

“ไม่พลาดแน่ๆ ครับ ถึงงานจะยุ่งมาก...ผมก็จะมาร่วมแสดงความยินดี” ปองภพสามารถควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ดีพอ ผู้ชายด้วยกันทำไมจะมองไม่ออกว่าอีกฝ่ายกำลังหวงของ แต่ทำไมเขาถึงมองไม่เห็นความรักจากสายตาของ

เจตรินทร์ที่มีต่อวาสิตา มันไม่เหมือนคนรักกัน คล้ายมีแต่ความอึดอัดและมีอะไรบางอย่างในแววตาคู่นั้น 

“ครับ” เจตรินทร์ยกยิ้ม “อืม...ดึกแล้ว ผมเดินไปส่งหมอที่รถดีกว่า”

“ไม่เป็นไรครับ จอดแค่หน้าบ้านนี่เอง ผมเดินไปได้ไม่รบกวนคุณเจตต์ดีกว่า” มันคือการไล่กลับบ้านแบบตรงๆ เขาไม่ซีเรียสกับการกระทำแบบนี้ แต่เป็นห่วงวาสิตามากกว่า ตั้งแต่เจตรินทร์เข้ามาดูเธอเงียบซึมกว่าเดิมชอบกล

แบบนี้...จะหมั้นกันจริงๆ น่ะเหรอ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป