บทที่ 13 13
“งั้นลานะครับหมอ ขอตัวขึ้นไปอาบน้ำก่อน” แม้จะพูดติดขำๆ แต่การที่ชายหนุ่มรั้งหญิงสาวเข้าหาตัวมากกว่าเดิมมันบ่งบอกว่าการอาบน้ำที่ว่านั้นหมายถึงอาบน้ำแบบไหน
“ถ้าผมจะขอถอนคำพูดเมื่อครู่จะเป็นอะไรไหม พอดีมีเรื่องอยากจะคุยกับคุณแหวนเสียหน่อย ขออนุญาตยืมตัวว่าที่คู่หมั้นคุณเจตต์สักครู่ได้หรือเปล่าครับ” เจ้าของไร่แสนรักขบกรามแน่นเมื่ออีกฝ่ายพูดออกมาตรงๆ เขาเองก็ไม่ได้หวงยัยตัวดีหรอก เพียงแต่เกลียดท่าทางระริกระรี้ของเจ้าตัวเมื่อได้อยู่ใกล้หมอปองภพ แววตาที่ชอบหม่นแสงมันเป็นประกายยามอยู่กับคนอื่น
แตกต่างจากตอนที่อยู่กับเขา !
“ได้สิครับ ว่าที่คู่หมั้นผมชอบอยู่แล้ว”
วาสิตากลืนน้ำลายลงคอด้วยความเจ็บปวด มันตื้อตันอยู่ข้างใน
“หมายถึงแหวนชอบดูแลแขกที่มาเยี่ยมบ้านน่ะครับ ส่งหมอเสร็จแล้วมาหาฉันที่ห้องด้วยนะรู้ไหม”
คนตัวโตปล่อยร่างบางให้เป็นอิสระ ใช้ฝ่ามือลูบศีรษะเธอประหนึ่งเอ็นดูเหลือหลาย แถมยังกำชับเสียงนุ่มจนคนฟังไม่อยากได้ยิน ต่อหน้าและลับหลัง
คนอื่นมันแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ปองภพมองเจตรินทร์ที่ส่งยิ้มให้อีกรอบก่อนจะปลีกตัวเดินขึ้นบันไดไป ทิ้งให้ทุกอย่างอยู่ในความเงียบและความกดดันบางอย่าง
“คุณหมอมีเรื่องอะไรจะคุยกับแหวนเหรอคะ” หากเป็นไปได้เธออยากจะยืดเวลาเอาไว้นานๆ ไม่อยากขึ้นไปข้างบนเพราะไม่รู้ต้องเจอกับอะไรบ้าง
“เดินไปคุยไปดีกว่าครับ” แม้ระยะทางจากในครัวไปยังโรงรถจะไม่ไกลมาก แต่เขาไม่มั่นใจว่าเจตรินทร์ยังอยู่แถวนี้หรือเปล่า ใครจะไปรู้ว่าจริงๆ แล้วชายหนุ่มอาจจะแอบฟังอยู่ก็ได้
“เดี๋ยวค่ะคุณหมอ”
“ครับ”
วาสิตาร้องบอกก่อนจะวิ่งไปเปิดตู้เย็นแล้วหยิบบางอย่างออกมา
ปองภพมองภาพนั้นด้วยความชอบใจเมื่อเห็นใบหน้าหวานมีรอยยิ้มแต่งแต้ม ไม่รู้ว่าเจ้าตัวรู้หรือเปล่าว่าเวลาที่ยิ้มแล้วมันน่ามองมากแค่ไหน แต่ส่วนมากพักหลังๆ มานี้เขาเห็นแต่แววตาเศร้าสร้อยนานๆ ทีจะเห็นรอยยิ้มอย่างเมื่อครู่
“แหวนทำพุดดิ้งไว้ค่ะ คุณหมอเอาไปทานนะคะ แต่ต้องแช่ตู้เย็น เก็บไว้คงเสียของเพราะคุณเจตต์ไม่ชอบทานเท่าไหร่” หากเป็นเมื่อก่อนเขาชอบกิน แต่ตอนนี้ไม่แล้ว...ไม่รู้ว่าเป็นเพราะขนมหรือเพราะคนทำกันแน่
“ดีเลยครับ วันไหนอยู่ดึกได้มีอะไรรองท้อง”
“ปล่อยให้ท้องว่างไม่ดีนะคะ ข้างหน้าโรงพยาบาลของขายเยอะแยะ เสียเวลาเดินออกมาซื้อเสียหน่อยเถอะค่ะ ขนมปังสักชิ้นก็ยังดี” วาสิตาบ่นไปตามประสาคนรู้จักกัน นึกถึงเมื่อก่อนที่ชอบบ่นใครบางคนที่เขาชอบลืมกินข้าว บางวันกินมื้อเย็นรวบเดียวเลย
“อิจฉาคุณเจตต์นะครับที่มีคนคอยห่วงใยแบบนี้ ผมนี่สิทำแต่งานไม่มีคนคอยเตือนเลยลืมกินข้าวบ่อยๆ”
หมายความตามที่พูดจริงๆ เจตรินทร์โชคดีที่มีวาสิตาคอยดูแลเป็นห่วงเป็นใย หากเขาอยู่ในฐานะนั้นคงมีความสุขน่าดู แต่มันเป็นเพียงเรื่องขำๆ ที่ขำไม่ออก มองแล้วอีกฝ่ายไม่ใช่ธรรมดา
“อย่างคุณหมอคงมีแต่สาวๆ รอต่อคิวมากกว่า” เธอปัดความกังวลออกไป สร้างมิตรไว้ดีกว่าที่จะมีศัตรู
“นี่นะคะ ไปถึงก็แช่ตู้ไว้เลย”
“ขอบคุณมากครับ ไว้คราวหน้าจะขอมาฝากท้องบ่อยๆ แต่ไม่รู้คนข้างบนจะว่าอะไรหรือเปล่า”
วาสิตายิ้มเล็กน้อยแต่ไม่ได้ตอบอะไร หากถามว่าจะว่าอะไรไหม สำหรับปองภพนั้นเจตรินทร์คงไม่ว่าแต่กับเธอมันยิ่งกว่า
“คุณหมอยังไม่ได้บอกแหวนเลยว่ามีเรื่องอะไรจะพูดกับแหวน” เดินมาจวนจะถึงตัวรถอยู่แล้วไม่เห็นชายหนุ่มจะเปิดประเด็นคุยอย่างที่บอกกับ
เจตรินทร์
ปองภพเปิดประตูรถเอาของเก็บก่อนจะหันมาหาคนตัวเล็ก ที่ทำหน้าตาสงสัยใคร่อยากจะรู้ว่าเขามีเรื่องอะไรจะคุยกับเธอ ชั่งใจอยู่ก่อนแล้วว่าควรจะถามออกไปดีหรือเปล่า
“คุณแหวนจะหมั้นกับคุณเจตต์จริงๆ เหรอครับ” แต่ในที่สุดก็ถามออกไป และอีกฝ่ายไม่ได้มีท่าทีตกใจอย่างที่คิด เพียงแต่เห็นแววตาที่สลดไปวูบหนึ่งก่อนจะส่งยิ้มให้เหมือนเคย มันไม่ใช่รอยยิ้มที่มองแล้วรู้สึกดี แต่เป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยการฝืนความรู้สึก “รู้ตัวเองไหมว่าเมื่อก่อนคุณสดใสกว่านี้เยอะเลย”
“อย่างนั้นเหรอคะ” เธอเคยมีความสดใสด้วยอย่างนั้นเหรอ จำได้อย่างมากก็คือมีความสุขทุกครั้งที่ได้อยู่ใกล้เจตรินทร์ ได้ทำงานร่วมกันได้พูดคุยกัน ความสัมพันธ์ที่ไม่รู้ว่าเรียกอะไรแบบนั้น บางทีเธอก็อยากได้มันกลับคืนมา แม้ไม่ชัดเจนแต่ก็ยังดีกว่าตอนนี้
“ถ้ามันไม่มีความสุข การที่เราถอยออกมาแต่ต้นมันน่าจะดีกว่านะครับ” ที่พูดไม่ใช่เพราะเขาเห็นแก่ตัวอยากได้เธอมาครอบครอง แต่เพราะเขาไม่อยากเห็นแววตาเศร้าหมองของผู้หญิงคนนี้ หากให้พูดตามความจริงก็คือเขา
หลงรักวาสิตาเพราะความสดใส ดวงตาที่เป็นประกายและรอยยิ้มของเธอยามคุยกับคนงานในไร่ ตอนที่เขาเข้าไปตรวจสุขภาพ
แต่ตอนนี้...เหมือนมันจะหายไป
“คุณหมอ”
“คนอื่นอาจจะมองไม่ออก หรืออาจจะมีบางคนที่มองออกแต่เขาไม่สนใจ แต่อยากให้รู้ไว้ว่าคนที่คอยแอบมองมาตลอดอย่างผม” ปองภพพูดโดยไม่หลบตา “มองออกว่าตอนนี้แหวนกำลังทุกข์ใจ ผมรู้ว่าแหวนรักเขา...”
“คุณหมอ” เธอก็รู้ว่าเขากำลังจะพูดอะไร “พอเถอะค่ะ”
“แหวน...” ได้ยินแบบนี้เขาเองก็ไปไม่เป็นเหมือนกัน เหมือนความห่วงใยที่พยายามส่งไปให้ไม่ได้ผลรับที่ดีตอบกลับมา “ผมแค่เป็นห่วง”
