บทที่ 14 14

“แหวนรู้...” เธอยิ้มให้ชายหนุ่มด้วยความจริงใจ “ขอบคุณมากนะคะ นานๆ ทีจะมีคนคอยเป็นห่วงแหวนแบบนี้” เธอไม่มีเพื่อนที่ไหน ญาติก็เหลือ

นุศราเพียงคนเดียว

“แหวนยังไม่ตอบผมเลย”

“ระหว่างแหวนกับคุณเจตต์มันมีอะไรมากกว่านั้นค่ะ ขอโทษนะคะ

คุณหมอที่ต้องตอบแบบนี้” มันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้วที่เธอจะสามารถตอบรับความรู้สึกของอีกฝ่ายได้ “คนดีๆ อย่างคุณหมอน่ะ สาวๆ มีมาให้เลือกไม่ขาดสายแน่นอนค่ะ” เสียงหวานบอกกลั้วหัวเราะ ทว่าปองภพยังคงตีสีหน้าเรียบนิ่ง

“สาวๆ ที่ว่านั่นคงไม่มีแหวนรวมอยู่ด้วยใช่ไหม” เขาเจอเธอช้าไป ครั้งแรกที่ได้เจอกันตอนนั้นวาสิตาก็อยู่ข้างผู้ชายคนนั้นเสียแล้ว สายตาสดใสนั่นไม่ได้มองมาที่เขา

แต่มองไปที่เจตรินทร์...

“คุณหมอคะ” วาสิตาสบตาคนตรงหน้า ปองภพเป็นผู้ชายที่ดี เธอมองเขาเหมือนเพื่อน เหมือนพี่ชายมาโดยเสมอ เป็นคนที่ให้คำปรึกษามาโดยตลอด แต่หากมันจะมีอะไรเกินเลยไปมากกว่านี้เธอไม่อยากให้ความสัมพันธ์ที่ดีงามต้องสั่นคลอน

“แหวนรักคุณเจตต์ค่ะ รักมานานแล้ว”

“เป็นการปฏิเสธที่เลือดเย็นมากเลย สงสัยกลับไปผมคงต้องกินพุดดิ้งเติมความหวานให้กับชีวิตเสียหน่อย” ถึงจะรู้คำตอบอยู่ก่อนแล้วเขาก็ยังเจ็บหนึบๆ อยู่ดี

“ขอโทษนะคะ” มันลำบากใจแต่สำหรับเธอนั้น เวลารักใครก็ชอบแสดงออกแบบชัดเจน ไม่อยากให้ความหวังหรือสร้างความเจ็บปวดให้ใครแบบนี้

“ความรักมีสมหวังก็ต้องมีผิดหวังครับ” เพียงแต่นี่คือครั้งแรกที่เขาผิดหวัง “แค่อยากให้รู้เอาไว้ว่าผมอยู่ข้างๆ แหวนเสมอ”

“อะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้ค่ะ” หวนนึกถึงคำพูดของเจตรินทร์ที่บอกก่อนหน้านั้น “คุณหมอกลับบ้านเถอะค่ะ ขับกลับดีๆ นะคะ”

“ขอบคุณครับ” ปองภพมองคนตรงหน้าก่อนจะขึ้นรถตัวเองไป นับว่าทึ่งไม่น้อยกับการปฏิเสธตรงๆ ของวาสิตา เขานึกขำทั้งที่เจ็บลึกเมื่อเธอรัก

เจตรินทร์

รักมานานแล้ว...ไม่รู้ว่านานเท่าที่เขารักเธอหรือเปล่า

วาสิตารอจนกระทั่งปองภพขับรถออกไปจนสุดตา หญิงสาวถอนหายใจออกมาด้วยความหนักหน่วง นาทีต่อไปจากนี้คือความจริงที่เธอต้องเผชิญหน้า มือบางยกทาบตำแหน่งหัวใจ มันอาจจะเจ็บอีกซ้ำๆ เมื่อได้ยินประโยคที่ทำร้ายจิตใจ แน่นอนว่าขึ้นไปแล้วเจตรินทร์คงไม่พ่นคำหวานสวยหรูให้เธอฟัง

เดินกลับเข้าตัวบ้านยังไม่ทันจะขึ้นบันไดก็เจอกับเจ้าของร่างสูงที่ยืนกอดอกพิงกำแพง ราวกับว่าเขารอเธออยู่ก่อนหน้านี้แล้ว เธอจะทำเป็นไม่สนใจอะไรได้นานแค่ไหน ต้องทนทำเหมือนไม่เป็นอะไรอีกนานเท่าไหร่

“อ่อยนานขนาดนั้นหมอเขาตกหลุมพรางไหมล่ะ”

วาจาดุเดือดเริ่มต้นขึ้นทันทีเมื่อสบตาคมเข้ม วาสิตาถอนหายใจก่อนจะเดินเลี่ยงไปที่ครัวแต่ทว่าข้อมือบางโดนคว้าไปเสียก่อน เจตรินทร์ออกแรงบีบจนอีกฝ่ายหน้าตาเหยเก

“เจ็บค่ะ”

“ทำให้เจ็บไง ได้รู้ว่าตัวเองไม่มีสิทธิ์” ดวงตาเขาวาวโรจน์เมื่อเห็นภาพปองภพกับวาสิตายืนชิดใกล้กัน แม้ความรู้สึกดีๆ จะเลือนหายไปจนหมดใจ แต่อย่างไรเสียเธอยังขึ้นชื่อว่าเป็นคนของเขา การที่ไปเสนอหน้าอยู่กับผู้ชายคนอื่นไม่มีผู้หญิงดีๆ ที่ไหนเขาทำกัน

“ค่ะ” คนตัวเล็กเชิดหน้าตอบยิ้มๆ แม้จะเจ็บ และได้ผลเมื่อเขาคลายมือออก วาสิตาพยายามกะพริบตาถี่ๆ เพื่อขับไล่น้ำตาออกไป “แหวนไม่รู้ว่าตัวเองมีสิทธิ์ที่จะทำอะไรบ้าง หากคุณเจตต์ว่างช่วยเจียดเวลาเขียนไว้หน่อย

นะคะ แหวนจะได้รู้ว่าตัวเองควรอยู่ตรงไหน”

“…” ไม่รู้เป็นเพราะอะไรเขาถึงพูดไม่ออก อาจเป็นเพราะรอยแดงเป็นปื้นที่ข้อมือของเธอ หรือเพราะน้ำเสียงสั่นๆ ดวงตากลมโตที่คลอไปด้วยน้ำใสๆ กันแน่

“ถ้าอยากจะชวนทะเลาะ คราวหน้าไม่ต้องเชิญคุณหมอมาทานข้าวหรอกค่ะ ยังไงทุกวันนี้คุณก็พยายามหาเรื่องให้แหวนเจ็บทุกวันอยู่แล้ว”

“มันคือสิ่งที่เธอเต็มใจรับไม่ใช่หรือไง” ในเมื่อเธอเป็นคนเสนออยากจะยอมรับผิดแทนนุศรา “จะเปลี่ยนใจไหมล่ะ ฉันจะได้โทรหาพ่อ”

เธอไม่รู้หรอกว่าสิ่งที่เขาเคยพูดมานั้นมีความจริงมากน้อยแค่ไหน แต่เจตรินทร์ไม่ใช่คนที่กล่าวหาใครพล่อยๆ แม้เธอจะเป็นหลานสาวนุศราแต่เธอไม่ได้อยู่กับท่านตลอดเวลา ถึงกระนั้นท่านก็คือญาติเพียงคนเดียวที่เธอเหลืออยู่ เป็นคนที่คอยเลี้ยงดูและส่งเสียค่าใช้จ่ายตอนเรียนให้กับเธอ เพราะฉะนั้นอะไรที่สามารถปกป้องคนที่เรารักและคนที่มีบุญคุณกับเรา ทำไมเธอจะไม่ทำ

แม้คนที่จ้องจะทำลายนุศราจะเป็นผู้ชายที่เธอรักก็ตาม...

“ดึกแล้ว แหวนจะขึ้นไปเตรียมน้ำให้นะคะ จะได้จัดกระเป๋าด้วย” เปลี่ยนเรื่องเพราะไม่อยากให้บรรยากาศขุ่นมัวไปมากกว่านี้ บางครั้งก็ไม่เข้าใจตัวเจตรินทร์สักเท่าไหร่ ไม่เคยเลยจริงๆ

“เดี๋ยว !” เป็นอีกครั้งที่เจตรินทร์คว้าแขนเรียวเล็กเอาไว้ แต่รอบนี้ไม่กล้าออกแรงกลัวว่าผิวบอบบางของเจ้าตัวจะเกิดรอยอีก ผู้หญิงบ้าบออะไรไม่รู้แตะนิดแตะหน่อยเกิดรอย จะให้เขามานั่งทะนุถนอมเธอก็คงไม่ใช่เรื่อง

บทก่อนหน้า
บทถัดไป