บทที่ 18 18

เพื่อนบอกเสียงแผ่วยิ่งทำให้ชิษณุขมวดคิ้ว นั่งคิดว่า ‘เด็กคนนั้น’ ที่เจตรินทร์ว่ามันหมายถึงคนไหน

“ที่ชื่อแหวน ตัวเล็กผมยาว ตาโตๆ”

“เออ กูไม่เห็นมึงพูดถึงน้องเขาเลย กูก็ลืมไปแล้วเนี่ย มันยังไงวะ” เมื่อก่อนช่วงที่พัทราวีไปเรียนต่อเขาคิดว่ามันกุ๊กกิ๊กกับหญิงสาวคนนั้นเสียอีก จำได้แค่ว่าสวยดีแต่เหมือนพูดน้อยไม่ค่อยกล้าแสดงออก ยังคิดอยู่ว่ามันจะเข้ากันได้ไหมเพราะฝ่ายชายมันก็นิ่งๆ เสียแบบนั้น

“เรื่องมันเยอะ กูขี้เกียจพูด” คว้าขวดเหล้ารินใส่แก้วแล้วยกขึ้นจิบ แค่อยากระบายอารมณ์ไม่ได้อยากให้เมาจนขับรถกลับไม่ไหว

“มึงเปิดเรื่องมาอย่างดิบดี แต่ตัดบทกูด้วยคำว่าขี้เกียจ ดีจังเลยนะครับ” แต่ดูว่ามันจะเครียดจริงๆ “กูถามหน่อย ที่มึงชวนกูออกมานี่เพราะเครียดเรื่องน้องผิง หรือว่าเรื่องของน้องแหวน”

คนโดนถามชะงักไปชั่วครู่ก่อนจะตอบ

“ทั้งคู่”

“มึงก็แค่ปฏิเสธพ่อไปว่าไม่แต่ง คนอย่างมึงมีใครบังคับได้ด้วยเหรอวะ”

“กูมีเหตุผลของกู”

ชิษณุแทบอยากจะตบหน้าผากตัวเองแรงๆ ดูมันพูดเข้าสิ

“ไว้เล่าให้มึงฟังอีกที กูจะกลับแล้ว” คว้ากระเป๋าเงินออกมาแล้วดึงธนบัตรสีเทาวางไว้บนโต๊ะโดยใช้แก้วทับอีกที

“ไอ้นี่ !”

“พรุ่งนี้เจอกัน”

ชิษณุพยักหน้ารับส่งๆ เพราะพรุ่งนี้ต้องออกเดินทางไปกาญจนบุรีแต่เช้า ถอนหายใจเฮือกใหญ่รู้สึกกลุ้มใจ เพราะเหมือนตอนนี้จะมีแต่เรื่องราวเข้ามา ไหนจะเรื่องธนภัทรกับพัทราวีที่ยังไม่ลงรอยกัน ไหนเจตรินทร์ที่ยังแอบมีใจให้ฝ่ายหญิง ที่พีคไปกว่านั้นคือมันโดนคนเป็นพ่อบังคับแต่งงานกับผู้หญิงที่เขาเคยคิดว่าแอบคบกันเมื่อหลายปีก่อน

“ไอ้เจตต์...มึงคิดอะไรของมึงกันแน่” เหตุผลของมันคืออะไร คนอย่างมันถ้าไม่ต้องการแต่งพูดคำเดียวก็รู้เรื่อง แต่ที่มันไม่ปฏิเสธนั่นเพราะมันต้องมีอะไรบางอย่าง และถ้ามันเครียดหรือสับสนแบบนี้นั่นหมายความว่าคนคนนั้นต้องมีผลต่อความรู้สึกของมัน

ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงต่อมาเจตรินทร์กลับมาถึงบ้านที่เพิ่งออกมาประมาณชั่วโมงเศษๆ เงยหน้ามองห้องนอนของวาสิตา ตอนนี้ไฟปิดลงแล้วแต่ไม่ได้หมายความว่าเจ้าตัวจะหลับ และถึงหลับเธอก็ต้องตื่น

เป้าหมายคือห้องนอนใครอีกคนไม่ใช่ของตัวเอง วาสิตาล็อกห้องเสียเวลาทำให้เขาต้องควานหากุญแจมาไข แต่ยังไม่ทันที่จะได้ไขประตูกลับเปิดออกเหมือนเจ้าของห้องรู้งาน

“ที่รีบเปิดนี่คิดว่าเป็นใคร หมอป้องงั้นเหรอ” ดึกจนป่านนี้เธอยังไม่หลับไม่รู้ว่าทำอะไรอยู่กันแน่ แล้วเหมือนจะเป็นอย่างที่คิดจริงๆ เมื่อในมือของเธอถือโทรศัพท์ “คุยกับใครอยู่ !”

วาสิตาไม่ตอบแต่เปิดประตูให้กว้างขึ้นเพื่อรอให้อีกคนเข้ามา กลิ่นเหล้าที่โชยออกมาทำให้รู้ว่าออกไปดื่ม เขาคงไม่รู้ว่าข้างในลึกๆ มันแอบดีใจที่เห็นเขาอยู่ที่นี่เวลานี้ ไม่ได้กลับตอนเช้าอย่างที่ผ่านมา

“แหวนหยิบโทรศัพท์มาเปิดดูเวลาค่ะ”

ไฟในห้องถูกเปิดด้วยมือชายหนุ่ม ก่อนที่เขาจะทิ้งตัวลงกับเตียงนอนนุ่ม เจตรินทร์เผลอสูดกลิ่นหอมๆ ที่ติดหมอนเข้าเต็มปอด ในห้องเขาพอมีกลิ่นของ

วาสิตาติดอยู่บ้าง แต่ไม่เท่ากับห้องนี้

“เธอใช้ยาสระผมอะไร หอมดี” พูดทั้งที่หน้ายังคว่ำอยู่บนหมอน แกล้งลืมเหตุการณ์เมื่อครู่เพราะคำตอบที่ได้รับมันทำให้เขาพอใจ

“ยี่ห้อเดิมค่ะ ใช้มานานแล้ว” อยู่ๆ ก็เปลี่ยนเรื่องจนเธอตามไม่ทัน “คุณเจตต์จะนอนห้องนี้เหรอคะ”

คนฟังพลิกตัวกลับแล้วลุกขึ้นนั่งมองหน้าหญิงสาว วาสิตาดูอ่อนล้าจนไม่อยากหาเรื่องทะเลาะด้วย เหลือบมองนาฬิกาที่อยู่บนผนังตอนนี้จะเที่ยงคืนกว่าแล้ว พรุ่งนี้เขาต้องตื่นเช้าอีก

“ขอนอนด้วยได้ไหมล่ะ”

เขากำลังขออนุญาตเธออย่างนั้นเหรอ วาสิตายิ้มจางๆ ก่อนจะพยักหน้ารับเบาๆ

“ได้สิคะ คุณเจตต์จะนอนเลยหรือจะอาบน้ำก่อน แหวนจะได้ไปเตรียมน้ำให้”

วูบหนึ่งเจตรินทร์รู้สึกอึกอัดเหมือนหายใจไม่ออก หญิงสาวทำเหมือนตัวเองเป็นทาสที่ต้องคอยปรนนิบัติเขา

หรือจริงๆ ที่ผ่านมาเขาทำให้เธอเป็นแบบนั้นเอง...

“ไม่ต้องหรอก หรือเธอเหม็น” เขายกแขนดมกลิ่น

“นิดหน่อยค่ะ คุณเจตต์ดื่มเหล้ามานี่คะ” เสียงหวานกลั้วหัวเราะคล้ายวันนี้ไม่มีเรื่องบาดหมางใจกัน “แต่ไม่เป็นไรหรอกค่ะ แหวนชินแล้ว”

ชินแล้ว...ทำไมคำนี้มันทำให้หนักอึ้งแปลกๆ จนไม่อยากเก็บเอาไปคิด

“เธอนอนก่อนเถอะ ฉันอาบน้ำไม่ถึงห้านาทีก็เสร็จ” 

ร่างสูงลุกขึ้นพรวดจนวาสิตาห้ามไม่ทัน แต่ค่อนข้างแน่ใจว่าเจตรินทร์ไม่ได้มีทีท่าโกรธแต่อย่างใด ร่างบางก้าวขึ้นเตียงคลานเข่าไปนอนในที่ของตัวเอง จัดที่นอนอีกฝั่งให้ชายหนุ่มอย่างเรียบร้อย โดยปกติแล้วเจตรินทร์แทบไม่เคยมานอนให้ห้องนี้ ส่วนเธอน้อยครั้งเช่นกันที่จะนอนค้างคืนในห้องนอนของเขา

รู้สึกเหมือนตัวเองจะไม่สบายจริงๆ ก่อนหน้านี้อัดยาพาราเซตามอลเข้าไปสองเม็ด กำลังจะนอนแต่ได้ยินเสียงรถของเจตรินทร์เลี้ยวเข้ามาในบ้านเสียก่อน สารภาพตามตรงว่าเธอเดินไปหยุดอยู่ที่ประตูเอาหูแนบชิดอยากรู้ว่าเขาจะเดินกลับเข้าห้องตัวเองหรือเปล่า แต่สุดท้ายกลับมาที่ห้องของเธอ

ตกใจปนน้อยใจเล็กน้อยเพราะรู้ว่าการที่ชายหนุ่มมาที่นี่นั่นหมายความว่าเขากำลัง ‘ต้องการ’ แต่สุดท้ายมันไม่ใช่นั่นทำให้เธอพอหายใจโล่งขึ้นบ้าง

บทก่อนหน้า
บทถัดไป