บทที่ 19 19

วาสิตาสอดตัวเองเข้าใต้ผ้าห่มแล้วนอนหันหน้าเข้ากับกำแพง เอาจริงๆ เธอเริ่มง่วงและคงผล็อยหลับได้ง่ายๆ คงเพราะฤทธิ์ยาเริ่มออก แต่ก่อนที่จะเข้าเข้าสู่นิทราอารมณ์มีสัมผัสเย็นๆ เกิดขึ้นจากด้านหลังจนเธอต้องเอี้ยวตัวมอง

“ทำไมไม่ใส่เสื้อคะ” เธอถามเสียงงัวเงียเมื่อเห็นเจตรินทร์เปลือยอกแถมยังมีหยดน้ำเกาะเต็มไปหมด “ขอโทษค่ะ แหวนลืมเตรียมผ้าเช็ดตัวให้”

“ช่างเถอะเดี๋ยวก็แห้ง” เขาตอบแบบไม่ใส่ใจแต่คนตัวเล็กหน้ามุ่ย

“ผ้าห่มเปียกหมดแล้วค่ะ” เจตรินทร์ไหวไหล่ก่อนจะลุกจากเตียงเดินไปปิดไฟ ทั้งเนื้อทั้งตัวสวมแค่บ๊อกเซอร์เท่านั้น นี่เป็นอีกเรื่องที่แปลก เขาเป็นคน

ขี้ร้อนนิดหน่อยก็มีเหงื่อ ส่วนเธอเป็นคนขี้หนาวเจอลมเย็นๆ ก็ตัวสั่นได้ง่ายๆ

“เงียบแล้วนอนซะดึกแล้ว พรุ่งนี้ฉันต้องตื่นแต่เช้า ปลุกด้วยนะ”

เธอโดนกอดจากทางด้านหลังพร้อมเสียงบอกเบาๆ เหมือนตัวเจตรินทร์เองก็เริ่มง่วงเหมือนกัน

“ฝันดีค่ะ” เสียงหวานบอกแผ่วเบา

“อืม...ห้ามฝันถึงหมอป้องแล้วกัน”

คำพูดของเขาชวนกวนใจทำให้นอนไม่หลับ แต่แรงกอดที่กอดรัดแน่นขึ้นทำให้เธอรู้สึกอบอุ่นหัวใจ จนหลับตาลงด้วยรอยยิ้มจางๆ

หวังเพียงว่าคืนนี้เธอจะฝันดี...แค่สักคืนก็ยังดี

เช้าวันต่อมาคนที่โดนปลุกไม่ใช่เจตรินทร์แต่เป็นวาสิตาเสียเอง เมื่อ

เจ้าตัวยังหลับเป็นตายทั้งที่เสียงนาฬิกาปลุกดังอยู่บนหัวเตียง และนั่นทำให้รู้ว่าคนที่เขานอนกอดอยู่ทั้งคืนนั้นไม่สบาย

“คุณแหวนไปนั่งเถอะค่ะ เดี๋ยวกบทำให้เอง นะคะกบขอร้อง” ไม่กี่ครั้งที่กล้าเอ็ดเจ้านายตัวเอง แต่เพราะเป็นห่วงวาสิตาเอาแต่ดื้ออยากจะดึงดันช่วยทำอาหารเช้าแม้ว่าตัวเองกำลังป่วยหน้าตาซีดเซียวก็ตาม

“ไปนั่งรอที่โต๊ะ เป็นลมเป็นแล้งขึ้นมาจะยุ่ง” คำสั่งจากเสียงเข้มๆ ถือเป็นอันสิ้นสุดเมื่อเจ้าตัวพูดจบแล้วเดินกลับไป เหมือนตั้งใจมาพูดเพื่อการนี้โดยเฉพาะ

วาสิตากลืนน้ำลายลงคอด้วยความลำบาก มันตีบตันคล้ายอาการน้อยใจ ที่เธอไม่อยากไปนั่งก็เพราะกลัวว่าจะได้รับคำพูดสะเทือนใจอีก เดาอารมณ์เจตรินทร์ได้ยาก

เมื่อคืนเขาดีแต่เช้ามาพูดจาแดกดันเหมือนเดิมก็เคยเกิดขึ้นมาแล้ว ยิ่งวันนี้เขาจะออกทริปไปเที่ยวแล้วมีพัทราวีรวมอยู่ด้วย คงไม่พลาดที่จะโอ้อวดอย่างภูมิใจหาเรื่องให้เธอเจ็บ แต่สุดท้ายเธอจะขัดคำสั่งผู้ที่เปรียบเสมือนเจ้าชีวิตได้อย่างไร วาสิตาเดินมานั่งร่วมโต๊ะกินข้าวอย่างเงียบเชียบ ส่วนชายหนุ่มนั้นอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ไม่ได้สนใจเธอ

“ไม่สบายก็ไปหาหมอ ให้กบไปด้วยห้ามไปคนเดียว”

“กินยาก็คงหายค่ะ แหวนไม่ได้เป็นอะไรมาก” ไม่อยากเป็นภาระให้ใคร กบมีงานในไร่ต้องทำอีกไม่ได้ทำงานแค่ในบ้านหลังนี้ ป้าน้อยและป้านงค์ก็เช่นกัน

“ตามใจ” เจตรินทร์ปรายตามองแล้วส่ายหน้ากับความดื้อของ

เจ้าหล่อน ทำไมเขาจะไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วหญิงสาวกลัวที่จะต้องฉีดยา วาสิตากลัวเข็มอย่างกับอะไรดี

มื้อเช้าวันนี้มีเพียงโจ๊กและเธอรู้ดีว่ามันคงไม่อยู่ท้องเจตรินทร์เท่าไหร่จึงจัดเตรียมแซนด์วิชไว้อีกชุด เผื่อว่าเขาจะเปิดกินระหว่างเดินทาง และไม่ได้มีแค่ของเขาแต่รวมถึงคนอื่นๆ ด้วย

“อะไร” เขาถามหลังจากที่กินมื้อเช้าเสร็จและกำลังเตรียมตัวไปที่รถ แต่ทว่าหญิงสาวยื่นถุงบางอย่างมาให้ มือหนาคว้าไปถือเองก่อนจะเปิดดู “ทำไว้ตอนไหน”

“ตอนคุณเจตต์อาบน้ำค่ะ” เธอตื่นทีหลังก็จริงแต่อาบน้ำเสร็จก่อน เพราะเขาไปอาบที่ห้องตัวเองเลยรีบลงมาเตรียมอาหารที่สามารถกินบนรถได้

“ทำมาทำไมเยอะแยะ”

“เผื่อคนอื่นๆ ด้วยค่ะ” วาสิตาระบายยิ้มเมื่อเขาพยักหน้าไปมา แล้วคว้าแซนด์วิชขึ้นมาหนึ่งอันจัดการกินทันที นึกไว้อยู่แล้วเชียวว่ากินโจ๊กต้องไม่อิ่มแน่ๆ

“แล้วผิงกินได้ไหม ถ้าฉันให้ผิงเธอจะว่ายังไง”

หัวใจที่พองโตเมื่อครู่แฟบลงทันใดราวกับมีเข็มมาจิ้ม

“ทานได้ค่ะ แหวนทำไว้หลายชิ้น กลัวจะหิวกันระหว่างทาง” แต่เพราะเตรียมใจเอาไว้ก่อนแล้วว่าอาจจะต้องเจอกับคำพวกนี้ ใช่ว่าหัวใจเธอจะแข็งแรงขึ้นเมื่อเจอกับเรื่องราวพวกนี้ ไม่เลย...มันอ่อนแอลงทุกครั้งที่โดนทำร้ายนั่นแหละ

เพียงแต่ต้องยอมรับและอยู่กับมันให้ได้ก็เท่านั้น

“ขอบใจ” เขาเปิดประตูรถแล้ววางถุงลงเบาะข้างคนขับ “ไว้จะรีบกลับมา” ฝ่ามือหนาลูบศีรษะเล็กเบาๆ เห็นใบหน้าที่ไร้เลือดฝาดแล้ววูบหนึ่งมีความคิดอยากจะเบี้ยวนัด แต่มานึกอีกทีมันเป็นความคิดที่ตลก

เขาควรเดินหน้าทำสิ่งที่ตัวเองตั้งใจ...

“เที่ยวให้สนุกนะคะ” ตามองกระเป๋าที่อยู่ในรถ แล้วตรงเข้าไปเปิดดูอย่างถี่ถ้วนว่าลืมอะไรหรือเปล่า “พวกยาแหวนเตรียมไว้ให้แล้ว อยู่ในกระเป๋าเล็กด้านหน้านะคะ ของอื่นๆ คิดว่าครบ”

เจตรินทร์มองคนป่วยที่กำลังเช็กของให้ ถึงกระนั้นก็ยังดูอิดโรยคิดว่าถ้ายังอวดเก่งอีกไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็คงเป็นลม กินข้าวเหมือนแมวดมแบบนั้นจะไปอยู่ท้องได้ยังไง

บทก่อนหน้า
บทถัดไป