บทที่ 2 2

“โธ่...คุณเจตต์ของป้า” มันเป็นเรื่องของคนสองคนและคงยากที่จะมาบรรจบกันอีกครั้ง อีกฝ่ายเดินตามอีกฝ่ายวิ่งหนีเพียงแต่ตอนนี้สลับที่กันก็เท่านั้น “เข้าไปคุยกับคุณแหวนนะคะ อย่างน้อยก่อนจะไปที่อื่น...ให้เธอรู้บ้างก็คงดี”

“บางทีแหวนอาจจะไม่อยากรู้ แต่เพราะผมอยากมองหน้าเธอใกล้ๆ เลยเลือกที่จะผิดสัญญาแบบนี้” หากให้พูดตามความจริงก็คือเขาไม่เคยทำตามสัญญา เพราะทุกวันจะต้องมาที่นี่แม้เห็นเพียงเศษเสี้ยวหน้าก็ยังดี

“หมอป้องจะกลับแล้ว เดี๋ยวป้าไปคอยเปิดปิดประตูก่อนนะคะ”

ป้านงค์บอกเมื่อเห็นคุณหมอหนุ่มกำลังจะเดินไปที่รถ “คุณเจตต์รีบไปหา

คุณแหวนเถอะค่ะ ก่อนที่เธอจะเข้าห้อง ถ้าเข้าไปแล้วจะไม่ค่อยออกมา เวลานี้แล้วด้วยเธอชอบอ่านหนังสือ ไม่ให้ใครมากวน”

ดวงตาคมเข้มมองไกลออกไป เห็นวาสิตายืนที่เดิมเหมือนรอส่งปองภพ หญิงสาวยกมือโบกให้หมอคนนั้นพร้อมกับส่งยิ้มให้เช่นเคย ยิ่งมองยิ่งปวดร้าวลึกลงกลางใจ แต่ถึงอย่างนั้นเขาจำเป็นต้องก้าวขาออกไป แต่ละย่างก้าวเหมือนฝ่าเท้ากำลังเหยียบย่ำใบมีดคมกริบ

เพราะไม่รู้ว่าหากวาสิตาเจอเขาในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร เธออาจจะโกรธจนเอ่ยปากขับไล่ หรือไม่ก็อาจจะเฉยชาไม่พูดไม่จา จะทำอย่างไรกับเขาก็ได้แต่ขออย่างเดียว...ไม่อยากเห็นเธอมีน้ำตา

เจตรินทร์รีบเร่งฝีเท้าเมื่อเห็นว่าร่างบางกำลังจะเดินเข้าตัวบ้าน แต่มันก็เต็มไปด้วยความลำบากเพราะเขานั้นแอบมองเธออยู่ในสวน ระหว่างทางที่เดินไปนั้นจึงไม่สะดวกมากนัก เขาไม่สนว่าตอนนี้ขาจะโดนพวกหญ้าบาดหรือไม่ ดวงตาจดจ้องแต่ร่างบางที่ยืนนิ่งเหมือนกับว่าเธอได้ยินเสียงเดินของเขา วาสิตาดูผอมลงกว่าเดิมเล็กน้อย ผมของเธอยังยาวสลวยเหมือนเคย ครั้งหนึ่งเขาเคยใช้หวีสางผมให้เธอ จำได้ว่าวั นนั้นเธอดูมีความสุขจนพลอยให้เขายิ้มตามไปด้วย

ผิดไหม...หากเขาอยากได้ความสุขนั้นกลับคืนมา มันยังพอจะเป็นไปได้หรือเปล่าหากเขาจะอ้อนวอนขอโอกาสกับวาสิตาอีกครั้ง แค่ครั้งเดียวเท่านั้น...

“แหวน !” เจ้าของร่างบางหยุดชะงักทันที เธอกำลังจะเดินเข้าบ้านแต่เพราะเสียงเรียกที่คุ้นเคยนั่นทำให้เธอเลือกที่จะหันหลังกลับไป และเมื่อเจอกับเจ้าของร่างสูงตรงหน้าวาสิตาคิดว่าตอนนี้เธอกำลังหายใจลำบาก

“มีอะไรหรือเปล่าคะคุณหมอ” หญิงสาวถามอย่างสงสัย ถึงกระนั้นก็ยังส่งยิ้มหวานๆ ให้ แม้เริ่มรู้สึกแปลกๆ กับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น

เจตรินทร์ถอยหลังเมื่อจู่ๆ ปองภพเดินย้อนกลับมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย อีกแค่ไม่กี่ก้าวเท่านั้นเขาก็จะได้อยู่ใกล้ๆ วาสิตาอยู่แล้ว แต่สุดท้ายเหมือนจะช้าไปทุกที ปองภพคงลืมของหรือไม่ก็อาจจะมากำชับเรื่องอาหารกระมัง ไม่เป็นไรเขาจะยืนรอตรงนี้ แม้จะเจ็บกับภาพตรงหน้าจนอยากจะเบือนหน้าหนีมากเพียงใดก็ตาม อาจเพราะตรงที่เขายืนอยู่ไม่มีแสงสว่างสองคนนั้นถึงไม่เห็นว่ามีใครอีกคนยืนอยู่ตรงนี้ เจตรินทร์บอกกับตัวเองว่าให้ทนรอจนกว่าผู้ชายคนนั้นจะกลับไป

“คุณหมอลืมของเหรอคะ แหวนจะได้ไปหาให้” วาสิตาพูดขึ้นเมื่อ

ปองภพยังยืนมองหน้านิ่งๆ ไม่พูดอะไร หันซ้ายหันขวาพยายามมองหาของเผื่อชายหนุ่มจะลืมไว้ แต่เมื่อนึกดูดีๆ ตอนที่เขาเดินมาก็เหมือนจะไม่มีอะไรติดมือมาด้วย

“ผมไม่ได้ลืมของครับ แต่ผมมีบางอย่างอยากจะบอกแหวน” คุณหมอหนุ่มสูดหายใจเข้าปอดลึก เช่นเดียวกับวาสิตาที่ไม่สามารถขยับตัวไปไหนได้

“คุณหมอ...” เธอรับรู้ความรู้สึกที่อีกฝ่ายมีให้ตลอดมา ตั้งแต่เมื่อก่อนจนถึงตอนนี้

“ให้โอกาสผมได้หรือเปล่า ให้ผมได้ดูแลและรักษาหัวใจของแหวน” ปองภพบอกด้วยความจริงใจ “บาดแผลที่เกิดขึ้น ให้ผมเป็นคนเยียวยามันจะได้ไหม”

คนฟังรู้สึกชาวาบไปทั้งตัวคล้ายโดนของแข็งกระแทกจนไม่มีแรง

เจตรินทร์พยายามทรงตัวให้คงที่ตายังมองไปยังชายหญิงสองคนเบื้องหน้า ดวงตาคมเข้มเลื่อนมองเจ้าของร่างบางที่กำลังยืนอึ้ง

“แหวน...” เขาเปล่งเสียงมาเบาหวิว ยากนักที่ใครจะได้ยิน

‘คนสำคัญถึงจะอยู่ไกลแค่ไหนก็ยังมีค่า แหวนอยากจะถามว่าคนสำคัญของคุณเจตต์คือใครเหรอคะ’

‘เคยนับบ้างไหมว่าเธอถามคำถามโง่ๆ พวกนี้กี่ครั้งแล้ว’

‘แหวนแค่อยากรู้ว่าตัวเองพอจะมีโอกาสได้เป็นคนสำคัญของคุณเจตต์บ้างไหม’

‘เธออาจจะเป็นคนสำคัญของคนอื่น แต่ไม่ใช่สำหรับฉัน’

ดวงตาคู่คมสั่นไหวเมื่อสิ่งที่ไม่อยากให้เกิดกำลังเป็นจริง ทั้งเขาและ

ปองภพกำลังอยู่ในช่วงบีบหัวใจ แต่มันคนละความหมายกันอย่างสิ้นเชิง สำหรับเขาได้แต่ภาวนาให้วาสิตาตอบปฏิเสธ

“คุณหมอ...แหวนไม่ใช่ผู้หญิงที่ดี ไม่คู่ควรกับใคร”

เสียงหวานบอกน้ำเสียงสั่นเครือจนผู้ชายที่ยืนอยู่ในมุมมืดถึงกับปวดร้าว ถ้อยคำตัดพ้อของเธอบีบคั้นหัวใจคนเลวคนนี้เหลือเกิน

“เรื่องนั้นผมไม่สน ผมสนแค่ความรู้สึกของแหวนเท่านั้น”

เจตรินทร์แค่นยิ้มออกมา แต่มันเป็นยิ้มทั้งน้ำตา ‘ความรู้สึก’ คือสิ่งที่เขามองข้ามมาตลอด นาทีที่เขาทำร้ายหัวใจดวงน้อยๆ ของวาสิตา มักมีมือฝ่ามือของปองภพคอยรองรับเสมอ

“ถ้าคุณหมอรอได้...” หยาดน้ำตาไหลรินด้วยความเจ็บปวด

“ผมรอได้เสมอ ขอแค่แหวนให้โอกาสผมบ้าง หันมองผู้ชายคนนี้บ้างสักครั้ง”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป