บทที่ 21 21

ป้าน้อยเองก็เกือบจะเป็นหนึ่งคนในพวกนั้นแต่เมื่อได้สัมผัสถึงตัวตนที่แท้จริงถึงกับรู้สึกผิดที่เคยคิดอะไรไม่เข้าท่า

“ป้าจะลงไปตักโจ๊กมาให้อีกนะคะ คุณแหวนต้องทานให้หมดไม่งั้นป้าไม่ยอม”

วาสิตาถอนหายใจเล็กน้อยเมื่อทั้งกบและป้าน้อยเดินลงไปข้างล่าง ปล่อยให้เธออยู่กับปองภพสองคน คุณหมอหนุ่มมองแล้วส่ายหน้ายิ้มๆ เพราะรู้ว่าหญิงสาวกำลังรู้สึกอย่างไร

“ที่ท่านเป็นแบบนั้นเพราะเป็นห่วงคุณแหวนครับ”

“แหวนรู้ค่ะ แต่แหวนไม่ได้เป็นอะไรมากจริงๆ” แค่กินยาเดี๋ยวก็คงหาย ที่หน้าซีดๆ อาจเป็นเพราะว่าวันนี้เป็นประจำเดือนด้วยกระมัง

มาก็ดี...ไม่งั้นคงเป็นเรื่องใหญ่

“ขออนุญาตวัดไข้ก่อนนะครับ” ปองภพเปิดกระเป๋าที่พกติดตัวมาแล้วหยิบปรอทวัดไข้ หญิงสาวว่าง่าย จนคุณหมอมองด้วยความเอ็นดู

มุมนี้วาสิตาเหมือนกับเด็กตัวน้อยๆ ที่ดื้อไม่ยอมให้หมอตรวจดูอาการ จนทำให้คนรอบข้างเป็นห่วง ไม่รู้ว่าเจตรินทร์รู้หรือเปล่าว่าวาสิตาไม่สบาย หรือว่ารู้แต่ไม่สนใจว่าที่คู่หมั้น

คำนี้ทำให้อกคุณหมอหนุ่มหักอย่างจัง ไม่ได้เข้าข้างตัวเองแต่ว่าเขาไม่เคยถูกผู้หญิงที่ไหนปฏิเสธสักครั้ง

และไม่เคยชอบใครมากเท่าวาสิตา พอได้ชอบใครครั้งแรกก็ดันผิดหวังตั้งแต่ยังไม่เดินหน้าลงมือจีบอย่างจริงจัง

“สามสิบแปดองศา มีไข้นะครับ พอสมควรเลยทีเดียว เห็นทีวันสองวันนี้คุณแหวนต้องงดการทำงาน” ปองภพหัวเราะเมื่อเห็นสีหน้าของคนตัวเล็ก เธอคงไม่ชอบอยู่เฉยๆ

“ให้นอนอยู่แต่ในห้องแหวนเบื่อแน่ๆ ค่ะคุณหมอ”

“แค่อยากให้ช่วงนี้พักผ่อนเยอะๆ ครับ งดเข้าไปในไร่อยู่แต่ที่บ้านก็พอ” เห็นทีเธอคงไม่ได้เข้าไปทำงานในไร่แล้วล่ะ เพราะเจนรบเองก็สั่งห้ามบอกให้ทำงานในบ้านก็พอ

“ถ้าอยากรีบๆ หายก็ต้องเชื่องฟังคำสั่งหมอนะครับ”

“แหวนอยากหายไวๆ ค่ะ” พอไม่สบายมันก็ครั่นเนื้อครั่นตัว ขยับทีก็ปวดไปหมด ยิ่งไม่สบายเหมือนอารมณ์แปลกๆ ได้ยินอะไรที่ทำให้บั่นทอนจิตใจ บ่อน้ำตาตื้นขึ้นมาทันที

ยกตัวอย่างเรื่องเมื่อเช้ายังไงล่ะ

“อยากหายไวๆ ก็ต้องฉีดยาสักเข็ม” ปองภพกดเสียงต่ำจนอีกฝ่ายหน้าเสีย หญิงสาวส่ายหน้าไปมาจนผมยาวๆ สยาย เป็นอย่างที่คิดเอาไว้ว่าเจ้าตัวกลัวเข็มฉีดยา “เดี๋ยวผมจะจัดยาให้ คงต้องกำชับให้ป้าน้อยช่วยดูแล เผื่อแหวนทานยายาก”

“ไม่ใช่เด็กแล้วนะคะ”

คนตัวเล็กย่นหน้าใส่ จนคุณหมอหนุ่มรู้สึกเอ็นดู

“ครับไม่เด็กแล้ว แต่ยังกลัวเข็มไม่ยอมฉีดยา” ปองภพนั่งลงบนส้นเท้าตัวเองจนสายตาอยู่ในระดับเดียวกันกับวาสิตา ชายหนุ่มทอดยิ้มอย่างอ่อนโยนมองคนป่วยที่หน้าซีดเซียว ตาเผลอมองไปที่แขนเรียวเห็นรอยช้ำจางๆ จนลอบขมวดคิ้ว เหมือนว่าเจ้าตัวจะรู้ว่าเขามองอยู่จึงมองตามแล้วรีบคว้าหมอนมากอดเอาไว้

“ผู้ใหญ่บางคนก็ยังกลัวค่ะ” วาสิตาบอกเสียงสดใส พยายามกลบเกลื่อนอาการบางอย่าง แต่ปองภพเหมือนจะไม่ยอมปล่อยผ่านไปง่ายๆ

“เขาเป็นคนทำเหรอครับ” เมื่อคืนตอนที่เธอเดินไปส่งเขาที่รถมันยังไม่มี การที่เกิดรอยช้ำแบบนั้นมันต้องเกิดจากการกระแทกหรือไม่ก็โดนบีบอย่างแรง ซึ่งเขาไม่รู้ว่าเป็นข้อแรกหรือว่าข้อหลัง 

“คุณหมอ”

“คุณเจตต์ทำใช่ไหม” คิ้วหนาขมวดเข้าหากันอย่างเคร่งเครียด “เมื่อวานผมยังไม่เห็นรอยช้ำ”

“ไม่มีอะไรหรอกค่ะ” ถึงจะพยายามแก้ตัวน้ำขุ่นๆ แต่น้ำเสียงที่เศร้านั้นปิดไม่มิด “ต้องตรวจอะไรอีกไหมคะ แหวนอยากพักแล้ว”

“เห็นกบบอกว่าเขาไปเที่ยวกับเพื่อนๆ สองสามวัน ถ้าถึงวันหยุด...” เขารู้ว่ามันดูไม่ดีและไม่สมควร แต่การที่ว่าที่คู่หมั้นตัวเองไม่สบายแบบนี้หากเป็นเขาก็คงยกเลิกการไปเที่ยว และการที่เจตรินทร์ตัดสินใจไปนั่นหมายความว่า

วาสิตาแทบไม่มีความหมายต่อชายหนุ่มเลย “ให้ผมมาดูแลแหวนได้ไหม”

“ไม่ได้หรอกค่ะ” วาสิตาตอบเสียงแผ่วแต่ชัดเจน และไม่หลบตาคนที่กำลังจ้องมองด้วยความผิดหวัง “แหวนไม่อยากให้คนอื่นมองมาไม่ดี ไม่อยากให้คุณหมอโดนคนอื่นเอาไปพูดกันสนุกปาก” เพราะเธอเคยตกอยู่ในสภาวะนั้นมาแล้ว เลยเข้าใจว่ามันรู้สึกอย่างไร ภายนอกเธออาจทำเหมือนไม่สนใจแต่เอาเข้าจริงๆ มันเครียดพอสมควร

“ผมไม่เคยสนใจคนที่ไม่มีค่าต่อจิตใจของผม”

“แต่แหวนสนค่ะ” ที่เธอทำแบบนี้ก็เพื่อตัวของปองภพเองทั้งนั้น ยิ่งเธอเปิดโอกาสให้เขาเข้ามาดูแลมันเท่ากับการให้ความหวัง ซึ่งเธอไม่อยากทำร้าย

ชายหนุ่มทางอ้อม

ปองภพสามารถหาผู้หญิงที่ดีกว่าเธอได้เป็นร้อยเท่า...

“รักเขามากเลยเหรอ ทั้งที่คุณเจตต์เขาใจร้ายกับแหวนขนาดนั้น” ถ้ารักแล้วมันเจ็บทำไมถึงต้องดันทุรัง “ทำไมถึงยอมเขาทุกอย่าง ทำไมแหวนต้องทนแบกรับความรู้สึกพวกนั้น”

“คุณหมอคะ แหวนปวดหัว อย่าถามเลยค่ะ” วาสิตาบอกเสียงแผ่วเบายิ่งกว่าเดิม เธอยกมือปิดหน้าเพราะคำพูดของปองภพมันแทงใจ

ทำไมอย่างนั้นเหรอ...มีเหตุผลล้านแปดผุดขึ้นมามากมาย แต่คำตอบที่เด่นชัดมีเพียงคำเดียวซึ่งก็คือ ‘เธอยังรักเจตรินทร์’ เหตุผลที่โง่เง่าที่สุด

“บางทีความรักมันก็ทำให้เราโง่มากขึ้นเรื่อยๆ”

ปองภพเม้มปากแน่นเมื่อได้ยินคนตัวเล็กพูดขึ้น

บทก่อนหน้า
บทถัดไป