บทที่ 24 24
ทำร้ายหัวใจตัวเองมาก็มาก หากอยากจะขอโทษใครมากที่สุด คนนั้นก็คือตัวเอง...อยากจะขอโทษหัวใจที่ทำให้เจ็บปวดมานานขนาดนี้
“พี่คิดว่าผิงรู้...ว่าพี่รู้สึกยังไงกับผิง” เขาสารภาพทางอ้อมโดยไม่มองหน้าเธอ สายตาจับจ้องไปยังกุ้งที่เริ่มเป็นสีชมพูเมื่อโดนไฟแผดเผา มือหนาจัดการใช้ที่คีบพลิกตัวกุ้งอีกด้าน “แล้วก็ไม่ใช่ว่าเพิ่งมารู้สึก”
“รู้ค่ะ แต่หัวใจของผิงมันคงอยากจะพัก” เธอบอกแบบไม่ตื่นเต้นใดๆ ทั้งสิ้น คงเป็นเพราะจับผิดมาได้นานแล้ว รู้สึกผิดเหมือนกันที่ต้องพูดตัดรอนตรงๆ เช่นนี้
“คนเราจะใช้เวลาพักหัวใจนานเท่าไหร่กันนะ เท่าที่ผิงหนีจากพี่ไปพี่ก็ว่ามันนานมาก แต่สุดท้ายผิงกลับมาบอกว่ามันไม่ได้ช่วยอะไร”
“สำหรับผิง บางทีก็ไม่มีกำหนด” เธอบอกยิ้มๆ “เพราะผิงโตมากับพี่พี สายตาของผิงก็มองเขามาคนเดียวตลอด มันเลยทำให้เจ็บลึกจนยากที่จะเริ่มต้นใหม่”
“พี่เข้าใจ ไม่ได้หวังว่าจะสมหวังหรอก ขอแค่ได้บอกออกไปก็พอ เพราะมันคงดีกว่าการเก็บเอาไว้ในใจ แต่ถึงยังไงพี่ก็ยังอยากดูแลผิงนะ...” ถึงจะพูดอย่างนั้นก็เถอะ ใครว่าผู้ชายเจ็บไม่เป็นนะ น่าขำชะมัดที่หักอกสาวมาก็เยอะแต่สุดท้ายตัวเองกลับมาอกหักเพราะผู้หญิงตัวเล็กๆ คนนี้
“มัวแต่นั่งอี๋อ๋อ กุ้งจะไหม้หมดแล้วไม่เห็นหรือไง !”
เสียงพูดเหนือศีรษะนั้นทำให้คนตัวเล็กสะดุ้งจนตกใจ เมื่อเห็นว่าเป็น
ธนภัทรจึงทำเป็นไม่สนใจ เธอไม่รู้ว่าเขากำลังหาเรื่องหรือกำลังโมโหหิวกันแน่ อาหารตรงอื่นก็มีตั้งเยอะตั้งแยะ
“เออๆ ก็ดูอยู่นี่ไง มึงจะโวยวายทำไมวะไอ้พี” พูดให้ตกใจ
“นู่น...ไอ้บอยเรียกหามึงอยู่”
เจตรินทร์นึกขำถึงข้ออ้างที่โคตรจะไม่เข้าท่าของเพื่อนตัวเอง มันคงมีเรื่องจะคุยกับพัทราวีแต่ไม่รู้จะเอ่ยปากไล่เขาอย่างไร อีกอย่างมันคงไม่กล้าพูดตรงๆ เพราะไอ้นี่กลัวเรื่องเสียฟอร์มเป็นที่สุด
“เออๆ เดี๋ยวพี่มานั่งคุยด้วยใหม่นะ”
ประโยคหลังเขาบอกคนตัวเล็กก่อนจะลุกขึ้น สองสายตาประสบกันด้วยความที่ยากจะเข้าใจ และเจตรินทร์เป็นฝ่ายหันไปมองทางอื่นก่อน เขารู้ว่าถึงอย่างไรตัวเองก็เสียเปรียบ แม้ว่าตอนนี้ธนภัทรจะมีแฟนเป็นตัวเป็นตนอยู่แล้ว แต่ถึงกระนั้นมองแล้วพัทราวียังคงไม่เปลี่ยนใจ
“ไอ้เจตต์” ชิษณุเดินเข้ามาหาเพื่อนหลังจากที่เห็นว่ามันเดินเข้าไปนั่งคุยกับพัทราวีอยู่นาน มองแล้วมันหนักใจแทนเพื่อนในเมื่อตอนนั้นมันยังพูดอยู่เลยว่าอีกไม่นานต้องแต่งงาน เรื่องนี้มันคงเล่าให้เขาฟังคนเดียวคนอื่นๆ คงไม่รู้
“อะไร”
“มึงทำแบบนี้กูว่ามันไม่โอเค”
เจตรินทร์รับกระป๋องเบียร์จากเพื่อนมาเปิดแล้วยกขึ้นดื่ม เขารู้ความหมายที่เพื่อนสนิทพูดถึง
“กูรู้” แต่จะให้ทำอย่างไรได้ กับวาสิตาความรู้สึกที่มีมันไม่เหมือนกับที่มีให้พัทราวี คนหลังเปรียบเสมือนดอกไม้ที่เขาได้เจอ มองดูความสวยงามของมัน แค่จะดอมดมยังกลัวว่ากลิ่นจะจางหาย ปล่อยให้สายลมพัดผ่านมาค่อยสูดกลิ่นหอมๆ ส่วนคนแรกหากเปรียบเหมือนกันคงเป็นดอกไม้ที่เขาจัดการเด็ดมาดอมดมเด็ดกลีบทิ้งไปทีละกลีบได้กระมัง แน่นอนว่าดอกไม้ดอกนั้นชอกช้ำมาไม่น้อย
“กูอยากรู้แค่ว่าน้องแหวนเขาเต็มใจจะแต่งงานกับมึงหรือเปล่า” แต่จากที่เคยมองเขารู้ว่าวาสิตานั้นมีใจให้เจตรินทร์ แต่ไอ้ตัวเพื่อนของเขานี่สิมันยังไง เหมือนจะหมกเม็ดไม่ยอมพูดแต่เก็บเขาไว้ข้างกายอย่างไรอย่างนั้น
“ก็รักกูแหละ แต่ไม่ได้อยากแต่งงานกับกู”
“ทำไมวะ กูไม่เข้าใจ” ยิ่งฟังยิ่งสับสน มันต้องมีอะไรมากกว่านั้น แต่
ไอ้นี่มันไม่ยอมขยายใจความให้เขาฟัง ไม่รู้ว่าขี้เกียจหรือยังไม่พร้อมเล่ากันแน่
“เพราะกูไม่ได้รัก” เสียงเข้มบอกอย่างเย็นชาก่อนจะยกเบียร์ขึ้นซดอีกรอบ “คนทำผิดก็สมควรได้รับกรรมไอ้บอย มึงคิดแบบนั้นหรือเปล่า”
“เออมันก็ควรเป็นแบบนั้น” ชิษณุถอนหายใจ รอให้มันเล่าแต่มันไม่ยอมเปิดปากเอาแต่พูดกำกวม และสิ่งที่หลุดมามันทำให้เขาปวดหัวไม่น้อย “แต่ให้แน่ใจแล้วกันว่าเขาผิดจริง ไม่ใช่แพะรับบาป ไม่งั้นคนที่จะได้รับกรรมทีหลังมันอาจจะเป็นมึง”
“คนนั้นคงไม่ใช่กู” เจตรินทร์หัวเราะในลำคอก่อนจะเดินกลับเข้าไปนั่งรวมกลุ่มกับณดล ทิ้งให้ชิษณุส่ายศีรษะแล้วเดินตามไปทั้งที่ยังบ่น
“เป็นพระเอกของผิง แต่เสือกเป็นตัวร้ายของน้องแหวนซะงั้น”
ไร่แสนรัก
โทรศัพท์ไม่มีการแจ้งเตือนหรือสายเรียกเข้าจากใครบางคนเลยสักครั้ง วาสิตาตัดสินใจวางมันไว้ในห้องนอนดังเดิมแล้วเดินลงไปข้างล่างเพื่อเดินรับลมข้างนอกบ้าง อุดอู้อยู่แต่ในบ้านเบื่อจะตายชักนั่งๆ นอนๆ โดนดูแลแบบประคบประหงมดังเจ้าหญิง
ชีวิตเธอกลับตาลปัตรตั้งแต่ได้เจอกับเจตรินทร์ และมันพลิกกลับอีกครั้งเมื่ออาริสาหรือมารดาของเขาเสียชีวิตลง เธอกะว่าหากเจอปองภพจะลองถามเรื่องสาเหตุการตายของคุณผู้หญิง ซึ่งไม่รู้ว่าเขาจะรู้เรื่องนี้หรือเปล่า เธอไม่อยากพูดสิ่งที่อยู่ในใจจนหมด เพราะปองภพคงรีบค้นหาหลักฐานหรือหาวิธีการช่วยเธอแน่ๆ ไม่อยากให้ใครเข้ามาเกี่ยวข้องหรือเดือดร้อนกับเรื่องนี้
