บทที่ 4 4

“ถึงไม่ถาม...คุณเจตต์ก็ต้องการให้แหวนเจ็บอยู่แล้วไม่ใช่เหรอคะ” เสียงหวานตัดพ้อเพราะเท่าที่เป็นอยู่ทุกวันนี้มันก็ไม่ต่างจากการตายทั้งเป็น ถูกขังอยู่ในกรงที่เขาสร้างขึ้นแม้ว่าประตูจะเปิดอยู่แต่เธอไม่สามารถหนีออกไปได้

“คนอย่างเธอเจ็บเป็นด้วยเหรอ ฉันว่าฉันให้ความสุขเธอแทบทุกวันนะวาสิตา”

ชายหนุ่มบอกเสียงกลั้วหัวเราะก่อนจะจูบกลีบปากบางแล้วผละออกมา และในที่สุดหัวใจที่บอบช้ำก็ไม่สามารถกลั้นน้ำตาเอาไว้อยู่ การที่เขาทำแบบนี้ไม่ต่างจากใช้ปลายเท้าบดขยี้หัวใจของเธอเลย มันคงเป็นความต้องการของ

ชายหนุ่มอยู่แล้ว

“ไม่ต้องร้อง...” เขาบอกเสียงทุ้มพลางใช้นิ้วเกลี่ยน้ำตาออกให้ “เธอร้องมามากพอแล้ว มันไม่เคยช่วยอะไรได้เธอก็รู้”

“ทำไมถึงทำแบบนี้” วาสิตาปล่อยให้น้ำตาไหลรินเมื่อไม่สามารถห้ามได้ เสียงหวานนั้นสั่นเครือหัวใจถูกจู่โจมด้วยความเย็นชาของคนตรงหน้า เจตรินทร์ผู้ชายที่เคยอ่อนโยนคนที่คอยปลอบโยนเธอในวันที่อ่อนแอ ตอนนี้กลับกลายเป็นคนเลือดเย็นเป็นจอมมารที่ทำร้ายหัวใจเธอตลอดเวลา

“นั่นสิ ทำไมถึงทำแบบนี้...กลับไปถามคนของเธอน่าจะได้คำตอบที่ดีที่สุด”

“คุณเจตต์” เขายิ้มแต่รอยยิ้มนั้นมันอาบด้วยยาพิษ เธอไม่รู้ว่าสิ่งที่เขาพูดมามันคือความจริงหรือเปล่า เหตุใดทุกอย่างถึงเปลี่ยนไปจนน่าใจหาย “อย่าทำแบบนี้”

“ไม่ต้องกลัวไปหรอก ยังไงฉันก็ต้องทำตามคำสั่งของพ่ออยู่แล้ว”

น้ำเสียงของเขานุ่มนวลต่างจากหัวใจที่แข็งกระด้าง วาสิตาส่ายหน้าช้าๆ เธอไม่ได้ต้องการให้ทุกอย่างเป็นแบบนี้

“แต่แหวนไม่ต้องการ”

“ต้องการสิ เธอต้องการแน่...รับรองว่าฉันจะทำให้เธอมีความสุขจนสำลักเลยละ”

วาสิตาตัวสั่นเมื่อร่างสูงเริ่มถอดเสื้อผ้าออกจากตัวก่อนจะพาเธอลงอ่างที่เตรียมน้ำเอาไว้ เธอรู้ว่าอะไรกำลังจะเกิดขึ้นเพียงแต่ไม่สามารถรับมือกับมันได้

ก็เหมือนกับทุกครั้ง...

“ซ้อมเอาไว้ พอถึงเวลานั้นเธอจะได้ทำหน้าที่ได้อย่างไม่บกพร่อง” มันไม่ได้สวยงามอย่าที่คาดหวัง นั่นเป็นขุมนรกที่กำลังเปิดประตูรอเธออยู่ต่างหาก

น้ำตาไม่อาจลบล้างความแค้นในใจของเจตรินทร์ได้ จริงอย่างที่เขาบอกว่าร้องไปก็เท่านั้น วาสิตาตัวสั่นในอ้อมกอดที่ไร้ไออุ่น เธอหลับตาลงรับสัมผัสที่เขามอบให้ แม้มันไม่ได้อบอุ่นนุ่มนวลแต่ก็ไม่ได้รุนแรงจนน่าหวาดกลัว เพียงแต่มันไร้ซึ่งความรักก็เท่านั้น มีเพียงความเย็นชาที่เธอสัมผัสได้จากร่างสูง คนที่เขาไม่รักไม่ว่าอยู่ใกล้แค่ไหนก็คงไม่มีค่า

“ลืมตา” เขาสั่งกระทั่งคนตัวเล็กทำตามอย่างที่เขาบอก เหมือนทุกครั้งที่พบเจอรอยน้ำตาที่ไม่มีผลต่อจิตใจแข็งกระด้างของเจตรินทร์

“คุณเจตต์” พอได้ไหม เธออยากพูดคำนี้เหลือเกิน แต่รู้ว่ายิ่งพูดเขาจะยิ่งทำตรงกันข้าม ยิ่งเธออ้อนวอนขอร้องเขามากเท่าไหร่เขายิ่งสะใจมากเท่านั้น

“ไม่ใช่เวลาพูด เงียบเถอะ”

เสียงของชายหนุ่มติดพร่าเมื่อริมฝีปากหนากำลังกดย้ำๆ เนินอก ไม่สนว่าอีกฝ่ายจะรู้สึกช้ำใจมากแค่ไหนกับการกระทำแบบนี้ที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะรักจึงต้องยอมอย่างนั้นหรือ

วาสิตาถามตัวเองในใจ ไม่ใช่หรอกไม่ใช่เลยมันมีมากกว่านั้น มากกว่าที่คนอื่นไม่เคยรับรู้ มีเพียงเธอที่ต้องแบกรับความเจ็บปวดนี้เอาไว้

ทุกอย่างเคยดีกว่านี้ หัวใจที่หม่นหมองครั้งหนึ่งเคยมีความสุขจนล้นอก

สายตาอ่อนโยนที่เจตรินทร์มองมาทำให้เธอเคอะเขินจนวางตัวไม่ถูก แต่แล้วก็มีเรื่องประดังเข้ามาจนไม่สามารถตั้งตัวได้

“อือ...” ปากเรียวบางเม้มเข้าหากันแน่นเมื่อร่างกายโดนบางอย่างล่วงล้ำเข้ามา ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเจตรินทร์อุ้มเธอมาวางบนเตียงตั้งแต่เมื่อไหร่

“แหวน” ชายหนุ่มกัดฟันแน่นด้วยความทรมาน เกลี่ยไรผมออกจากหน้าผากมนแผ่วเบา ทำให้วาสิตาหัวใจเต้นรัวกับสัมผัสอ่อนโยน “ยาคุมหมดหรือยัง”

“...” วาสิตาหลับตาลงอีกครั้งพร้อมกับน้ำตาที่รินไหลไม่ขาดสาย จนกระทั่งร่างสูงตอกย้ำอีกครั้งด้วยการขยับสะโพกแรงกว่าเดิมจนเธอเผลอใช้เล็บจิกเข้ากับแผ่นหลัง

“เวลาถาม...ให้ตอบ” ฟังจากน้ำเสียงก็รู้ว่าเขาเริ่มไม่สบอารมณ์ที่เธอไม่ตอบคำถามในตอนแรก ตกเป็นเบี้ยล่างให้เขาโขกสับจนหัวใจสลายไปกี่ครั้งแล้ว เธอจำไม่ได้และคิดว่าเขาก็คงไม่เคยนับเช่นกัน

“จะ...จะหมดแล้วค่ะ” ตอบก่อนที่ไม่อีกกี่นาทีต่อมาร่างสูงจะทิ้งตัวลงมาทับร่างของเธอ หลังจากนั้นไม่นานเจตรินทร์จึงล้มตัวลงนอนข้างๆ โดยไม่มีท่าทีสนใจหญิงสาวข้างกายแต่อย่างใด

“พรุ่งนี้บ่ายๆ จะพาไปซื้อ” 

เธอรู้ความหมายในสิ่งที่เจตรินทร์พูดออกมา แรกๆ เขามักจะป้องกันเองแต่หลังๆ กลับกลายเป็นเธอที่ต้องดูแลหน้าที่นั้น

“ค่ะ...” จะให้ตอบอย่างไรได้นอกจากคำนี้ ในเมื่อเขาต้องการความยินยอมไม่ใช่คำปฏิเสธ หากยังอยากให้น้าสาวอยู่สุขสบายหน้าที่ของเธอก็แค่ ‘ยอม’ ทำตามคำสั่งทุกเรื่อง

“พรุ่งนี้พ่อจะมาที่ไร่ รู้ใช่ไหมว่าควรทำอย่างไร” เหมือนสร่างเมาไปโดยปริยาย ร่างสูงลุกขึ้นคว้าผ้าเช็ดตัวมาพันรอบเอวไว้ ปรายตามองคนตัวเล็กที่นั่งอยู่บนเตียงโดยมีผ้าห่มคลุมอยู่ บางทีตัวเขาเองก็จับความรู้สึกของวาสิตาไม่ออกเหมือนกัน บทจะอ่อนแอก็ร้องไห้บทจะเฉยชาก็มักจะทำหน้าตาย ซึ่งมันทำให้เขาหงุดหงิดเป็นบ้า !

“แหวนเข้าใจค่ะ” สิ่งที่เจ็บปวดยิ่งกว่าก็คือต้องแสร้งทำเหมือนไม่เป็นอะไร ทั้งที่ข้างในใจมีแต่รอยแผลที่โดนทำร้าย “จริงๆ ให้แหวนพูดกับคุณท่านก็...”

“ฉันสั่งเหรอวาสิตา อยู่เฉยๆ เถอะ”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป