บทที่ 5 5

นั่นสินะ อะไรที่เขาไม่ได้สั่งเธอไม่มีสิทธิ์ออกความคิดเห็น กระทั่งจะเดินหนีออกจากวังวนนี้ยังทำไม่ได้เลย ทั้งที่ไม่มีใครห้ามแต่ก็ทำไม่ได้

“ช่วยลงไปชงชาร้อนๆ ให้ฉันสักแก้วได้ไหม” เขาคงพูดแรงไปเธอถึงได้หน้าเสียแบบนี้ เจตรินทร์ทิ้งตัวลงนั่งข้างๆ หญิงสาวก่อนจะใช้นิ้วเกลี่ยแก้มใสๆ ในอดีตเขาชอบเวลาที่เธอแก้มแดงก่ำ มองว่ามันน่ารักน่าเอ็นดู ต่างจากตอนนี้ที่ไม่รู้สึกอะไรเท่าไหร่

“ค่ะ รอสักครู่นะคะ” วาสิตาฝืนยิ้มออกไป เป็นไปได้เธอไม่อยากได้รับสัมผัสอ่อนโยนของเขาเหมือนกัน เพราะรู้ว่ามันเป็นภาพลวงตาที่พยายามสร้างมันขึ้นมาเพื่อปลอบใจเธอก็เท่านั้น

ตบหัวแล้วลูบหลัง...เคยได้ยินคำนี้หรือเปล่า

เจตรินทร์ส่งยิ้มให้แล้วเดินออกไปยังนอกระเบียง วาสิตาเม้มปากเข้าหากันแน่นพาร่างตัวเองสวมใส่เสื้อผ้าก่อนจะลงไปชั้นล่างเพื่อชงชาให้เขาตามคำสั่ง ชีวิตของเธอเหมือนอยู่บนเส้นด้าย หากโดนลมแรงๆ หรือมีใครมากระตุกก็คงตกลงไปง่ายๆ เหมือนกับทุกอย่างขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเขา

‘ไม่คิดเลยนะคะว่าเราจะกลายมาเป็นพี่น้องกัน’

‘ไม่ดีเหรอ แหวนจะได้อยู่ใกล้ๆ กันไงล่ะ คุณพ่อท่านไม่ได้หัวโบราณ

สักหน่อย’

ร่างบางสะดุ้งเมื่อโดนน้ำร้อนกระเด็นใส่คงเพราะเธอยืนเหม่อคิดถึงเรื่องราวในอดีตมากเกินไป จนทำให้น้ำเกือบแห้งติดหม้อ เธอดึงสติตัวเองกลับคืนมา เลิกนึกถึงอะไรที่ไม่สามารถกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้

แต่ถึงจะบอกอย่างนั้นกับตัวเองซ้ำๆ ก็ยังอดคิดไม่ได้อยู่ดี ครั้งที่ได้เจอกับเจตรินทร์เหมือนโลกสว่างสดใสขึ้น ตอนนั้นเขาอกหักจากผู้หญิงคนหนึ่งส่วนเธอรวบรวมความกล้าปลอบใจชายหนุ่ม จนกระทั่งความสัมพันธ์ระหว่างเขาและเธอดีขึ้นเรื่อยๆ จะเรียกว่าคนรักก็คงไม่แปลก แต่ตอนนี้มันไม่มีอีกแล้วทุกอย่างเปลี่ยนไป

แค่คำว่ารักยังเบาบางเขาคงไม่ต้องการฟัง ที่พยายามทำทุกอย่างทุกวันนี้ไม่มีอะไรดีขึ้นมาเลย เจตรินทร์ยังคงผูกใจเจ็บกับเรื่องที่เกิดขึ้นซึ่งตัวเธอก็ไม่รู้ว่าจริงๆ เรื่องราวมันเป็นมาอย่างไร เมื่อเขาเปลี่ยนเป็นคนละคนและตราหน้าเธอว่าเป็น ‘พวกของฆาตกร’

“คุณเจตต์” วาสิตาเดินกลับขึ้นห้องพร้อมชาร้อนๆ ตามที่ชายหนุ่มสั่ง แต่เมื่อเข้ามากลับไร้ร่างสูงอย่างที่คิด เขาไม่ได้อยู่ในห้องหรอกหรือ แต่พอสังเกตดีๆ ถึงได้เห็นว่าเขายืนอยู่ที่ระเบียง วาสิตาลังเลไม่รู้ว่าตัวเองควรจะเดินเข้าไปหาเขาหรือยืนรออยู่ตรงนี้

แต่สุดท้ายขาเรียวตัดสินใจเดินเข้าไปหาพร้อมกับชาร้อนในมือ ดูเหมือนบรรยากาศในค่ำคืนนี้จะหนาวกว่าทุกคืน ทั้งที่อยู่ใกล้เขาแท้ๆ แต่ทำไมเธอถึงได้รู้สึกเหน็บหนาวทุกครั้ง หรืออาจเป็นเพราะทุกอย่างมันไม่เหมือนเดิม

“ชาค่ะ” ร่างสูงปรายตามองเพียงเล็กน้อยก่อนจะยื่นมือออกมารับแล้วถือมันไว้แบบนั้น วาสิตาไม่รู้ว่าเธอควรเดินกลับเข้าไปในห้องดีหรือไม่

“จากนี้ไปไม่ต้องเข้าไปทำงานในไร่แล้ว” วาสิตารับคำแม้เขาจะไม่ได้มองมา เธอไม่รู้ว่าเจตรินทร์กำลังมีเรื่องอะไรอยู่ในใจ สายตาของเขาดูหม่นหมองในบางทีบวกกับที่ชายหนุ่มดื่มเหล้าหนักนั่นยิ่งทำให้เธอแน่ใจ แต่ตอนนี้ตัวเธอไม่ได้อยู่ในสถานะที่จะเข้าไปปลอบโยนได้อีก

“ผิง...กลับมาแล้ว”

คราวนี้ชายหนุ่มหันกลับมามองเธอแล้วพูดขึ้น ดวงตาของเขาดูอบอุ่นยามพูดถึงผู้หญิงคนนั้น คนที่เขาแอบรักตั้งแต่แรก คนที่เธอไม่สามารถก้าวข้ามประตูหัวใจของเจตรินทร์ได้

“เหรอคะ” ไม่รู้ว่าจะเอื้อนเอ่ยคำใดได้ดีกว่านี้ การที่ต้องฝืนยิ้มทั้งที่ข้างในเจ็บปวดเขารู้บ้างไหมว่ามันทรมาน

“เหมือนว่าทุกอย่างยังเหมือนเดิม” เจตรินทร์แค่นยิ้มออกมา เขาสบตากลมโตของวาสิตา “น่าอิจฉานะ คนที่ไม่ต้องพยายามอะไรยังไงเขาก็รัก”

นั่นสิ...อิจฉาจะแย่ ขนาดอยู่ใกล้แค่นี้เขายังมองข้าม 

“คุณเจตต์” สิ่งที่ได้ยินยิ่งตอกย้ำกดตัวเองลงต่ำไปอีก หมายความว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาแม้มีเรื่องราวดีๆ เกิดขึ้น แต่แท้จริงแล้วข้างในใจนั้น

เจตรินทร์ไม่เคยลืมผู้หญิงที่ชื่อ ‘ผิง’ ได้เลยสักครั้ง

“โทษที”

วาสิตาสะดุ้งเมื่อจู่ๆ มีบางอย่างสัมผัสโดนแก้มตัวเอง ฝ่ามือหนาที่เคยช่วยประคองเธอยามอ่อนแอ มันเคยอบอุ่นแต่ตอนนี้เธอไม่สามารถสัมผัสถึงความอบอุ่นนั้นได้เลย

“ฉันไม่ควรพูดถึงผู้หญิงอีกคน ตอนอยู่กับเธอสินะ”

วาสิตาส่งยิ้มให้คนตัวโต ทุกคำพูดและการกระทำเหมือนจะอ่อนโยนและนุ่มนวล แต่จริงๆ มันไม่ใช่หรอกเพราะจุดประสงค์ของผู้ชายคนนี้ต้องการใช้ฝ่าเท้าเหยียบย่ำหัวใจของเธอต่างหาก

ทุกอย่างคือภาพลวงตา...แต่ไม่ใช่ว่าเธอจะชิน ไม่ใช่ว่าไม่เจ็บ

“ทนๆ เอาละกัน ฉันคงปล่อยเธอไปไม่ได้”

เป็นถ้อยคำที่ฟังแล้วควรยินดีแต่ทำไมยิ่งทำให้เจ็บปวด การที่ปล่อยเธอไปไม่ได้ไม่ใช่เพราะว่าเขารัก แต่เพราะเขายังทรมานเธอไม่มากพอต่างหาก แต่เท่าที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ รู้บ้างไหมว่าผู้หญิงคนนี้ใจจะขาดออกจากกันอยู่แล้ว

“ค่ะ” วาสิตาเงยหน้าขึ้นตอบ เป็นอีกครั้งที่ส่งยิ้มให้ชายหนุ่ม ดวงตาคมเข้มประกายกร้าวเล็กน้อยเมื่อเห็นรอยยิ้มเมื่อครู่ “คุณเจตต์ดื่มชาก่อนนะคะ เดี๋ยวมันจะเย็นเสียก่อน”

“ฉันดื่มจนจะหมดแก้วแล้ว มัวเหม่ออะไร” เจตรินทร์ถอนหายใจเฮือกใหญ่ จากที่ตอนแรกหนักๆ ศีรษะตอนนี้เริ่มสร่างขึ้นมาเล็กน้อย บวกกับความหงุดหงิดเริ่มจางหายไปเมื่อได้ระบายใส่คนตัวเล็กข้างๆ สายตาไปสะดุดอยู่กับลำคอเนียนที่มีรอยแดงๆ ปรากฏ มือหนายกขึ้นหวังจะแตะมัน

บทก่อนหน้า
บทถัดไป