บทที่ 6 6
“อย่าค่ะ...” วาสิตาร้องห้ามพลางเบี่ยงตัว ดวงตากลมโตฉายแววหวาดหวั่นเมื่อเห็นท่าทีคุกคามของเขา อีกฝ่ายสบถออกมาเล็กน้อยเมื่อโดนขัดใจ
“คอเธอเป็นรอย พรุ่งนี้ใส่เสื้อผ้ามิดชิดหน่อยแล้วกัน”
ผิวของวาสิตาบอบบางนัก หนักมือเข้าหน่อยก็เกิดรอยช้ำได้ง่าย เมื่อครู่เขาคงพลาดทำตามแรงอารมณ์ไปหน่อยกระมัง
“เข้าห้องเถอะ เดี๋ยวจะไม่สบายเอา” หญิงสาวหลับตาลงแน่นเมื่อฝ่ามือหนาลูบศีรษะเธอแผ่วเบา ไม่รู้ว่าเจตรินทร์ลืมตัวหรือเปล่าว่าตัวเองกำลังทำอะไร เมื่อก่อนเขามักทำแบบนี้เวลาที่เขารู้ตัวว่าทำผิดบางอย่าง
‘ขอโทษไม่ได้ตั้งใจจริงๆ อย่าโกรธกันเลย’
‘ตบหัวแล้วลูบหลังนี่คะ’
‘ไม่ได้ลูบหลัง ลูบหัวอยู่นี่ไง ไม่อยากให้แหวนโกรธ...หายโกรธนะ’
เจตรินทร์เป็นฝ่ายผละตัวแล้วเดินเข้าห้องไปก่อน ส่วนร่างบางได้แต่ยืนกอดตัวเองสลัดความคิดพวกนั้นออกไป แม้อดีตจะทำให้เธอมีความสุขแต่มันเป็นเพียงความฝันเท่านั้น เทียบกับความจริงที่แสนโหดร้ายไม่ได้เลยสักนิด
“เลิกคิดได้แล้วแหวน...”
สายลมที่พัดผ่านมาในยามค่ำคืนที่เงียบสลัดส่งผลให้หัวใจของเธอเกิดความเหงามากขึ้นกว่าเดิม ท้ายสุดวาสิตากลับเข้าไปในห้องแต่ทว่าร่างสูงที่คุ้นเคยที่นั่งอยู่ปลายเตียง ทำให้เท้าเล็กหยุดชะงักจนไม่กล้าก้าวเข้าไป
ทำไมเจตรินทร์ถึงไม่กลับห้องตัวเอง
“มานอนสิ”
เขาสั่งโดยที่วาสิตาไม่กล้าโต้แย้ง อารมณ์ปรับเปลี่ยนง่ายจนเธอตั้งรับไม่ทัน และถ้าให้เดาเรื่องที่ทำให้เขาหงุดหงิดตอนกลับมาคงไม่พ้นเรื่องของผู้หญิงคนนั้น เธอจำหน้าพัทราวีไม่ค่อยได้ เคยเห็นผ่านรูปถ่ายเท่านั้นและรู้เพียงว่า
หญิงสาวแอบรักเพื่อนสนิทของเจตรินทร์ สิ่งนี้เองที่ทำให้เขาถึงกับดื่มหนักกลับมา
“อยากให้ฉันโมโหหรือไง” น้ำเสียงกดต่ำลงกว่าเดิมจนร่างบางยอมเดินขึ้นเตียง ร่างกายสั่นเทารับรู้ว่าอีกไม่กี่นาทีทุกอย่างคงจะจบลงอย่างเดิม และไม่ว่าอย่างไรเธอไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธได้ ลมหายใจร้อนๆ เป่ารดรินกระทบใบหน้า แสงจากโคมไฟเผยให้เธอเห็นหน้าคมเข้มที่เธอชอบแอบมองเคลื่อนเข้ามาใกล้กว่าเดิม เจตรินทร์ใช้ปลายนิ้วชี้เชยคางวาสิตาขึ้น ดวงตาคู่เศร้ามองมามีแววตัดพ้อนั่นทำให้ชายหนุ่มยกยิ้มจางๆ
“จำเป็นต้องทำเพื่อคนอื่นขนาดนี้เลยเหรอ หืม ?” มืออีกข้างไล้เกลี่ยพวงแก้มใส แม้หญิงสาวไม่แต่งหน้าแต่มันก็ยังงดงามเสมอ
“ไม่ว่าจะเลือกทางไหนแหวนก็เจ็บอยู่ดีไม่ใช่เหรอคะ” ในเมื่อเจตรินทร์บีบเธอไว้ทุกทาง จะหันไปทางไหนก็มีแต่เหวทั้งนั้น ตกลงไปไม่ตายก็คงเจ็บหนัก
“เธอก็รู้ว่าฉันไม่ชอบคนขี้ประชด” เขาว่ายิ้มๆ ก่อนที่ริมฝีปากหนาจะโน้มต่ำลงมาบดเบียดเข้ากับกลีบปากบางเคล้าคลึงจนพอใจจึงละออกมา “อยู่ใกล้ๆ ตัวฉันมันน่าจะดีกว่า อย่างน้อยของมันก็เคยๆ กันอยู่”
“ค่ะ” หมดทางจะต่อสู้หรือดิ้นรนหนี
ไม่ได้มีแค่ชีวิตเธอที่อยู่ในกำมือของผู้ชายใจร้ายคนนี้ แต่รวมถึงน้าสาวของเธอเช่นกัน
เจตรินทร์จูบแก้มนวลหนักๆ เขาชอบกลิ่นหอมๆ จากกายวาสิตา ยามใดที่คลอเคลียมักกระตุ้นความร้อนในตัวอย่างง่ายดาย มีของหวานอยู่ข้างตัวจะเก็บไว้กินตอนไหนก็ได้ แบบนี้มันก็ดีไม่ใช่หรือ ใครมันจะยอมแบ่งปันไปให้คนอื่นง่ายๆ
“ได้ข่าวว่าวันนี้ไปโรงพยาบาลมา”
วาสิตาเม้มปากเข้าหากันแน่นมือฝ่ามือร้อนเลื้อยเข้ามาในตัวเสื้อก่อนที่เขาจะบีบเฟ้นตามอารมณ์ที่จุดติดขึ้นมาในตอนนี้ จมูกโด่งคมสันซุกไซ้เข้ากับซอกคอระหง ไรหนวดครูดเบาๆ เรียกความพลุ่งพล่านจากกายสาว
“ไปทำไม”
“อือ...แหวนเอากระเช้าผลไม้ไปให้คุณหมอมาค่ะ” เธอบอกเสียงแผ่ว ใบหน้าร้อนวูบวาบจนแทบไหม้ ยิ่งตอนนี้เสื้อนอนถูกถอดออกจากร่างเธอยิ่งรับมือไม่ถูก
“เคยบอกแล้วไม่ใช่เหรอ เธอลืมหรือแกล้งจำไม่ได้”
วาสิตาส่ายหน้าปฏิเสธแต่เหมือนคนขี้หงุดหงิดจะไม่รับฟัง เมื่อหัวคิ้วนั้นขมวดจนแทบจะชนกัน
“คุณท่านวานให้แหวนเอาไปให้คุณหมอ” หญิงสาวกำผ้าปูที่นอนแน่นเมื่อโดนเจตรินทร์เล่นงาน “คะ...คุณเจตต์”
“ฉันเห็นเธอนั่งรถมากับมัน ทำไมถึงเป็นแบบนั้น ตอบทีสิ...วาสิตา” แน่นอนว่าเขาไม่พอใจมากถึงมากที่สุด วาสิตากล้าดีอย่างไรถึงไปไหนมาไหนโดยที่ไม่รายงานเขาก่อน
“เขาแค่มาส่ง...ที่ไร่ แวะมาซื้อกาแฟที่ร้านน่ะค่ะ” เธอกัดปากเจ็บแปลบไปทั้งใจ เมื่อได้ยินเสียงแค่นหัวเราะของอีกฝ่าย ที่เขาถามไม่ใช่เพราะความหึงหวงหรืออะไรหรอก ไม่ใช่เลย
“หวังว่ามันจะเป็นครั้งสุดท้ายแล้วกัน รู้ใช่ไหมถ้าฉันโมโหมันจะเป็นยังไง” เขาถามเสียงนุ่มแต่แววตาเต็มไปด้วยเปลวเพลิง “เธอไม่ใช่ผู้หญิงโง่ คงมองออกว่ามันคิดยังไงกับเธอ”
“แต่แหวน” ร้องท้วงแต่ทว่าเสียงเข้มดังขึ้นขัดเสียก่อน
“แน่นอนว่าคนหัวสูงอย่างเธอต้องเลือกฉันอยู่แล้ว...หวังแบบนั้นมาตั้งนาน จะปล่อยให้หลุดมือไปคงไม่ได้ใช่ไหม”
เขายิ้มแต่มันเปรียบเสมือนใบมีดคมๆ ที่กำลังกรีดลงกลางใจ เจตรินทร์มองเธอในแง่ลบเสมอ
“รักฉันให้มากๆ ฉันชอบ”
